สวัสดีค่ะนักอ่านที่น่ารักทุกคน ก่อนหน้านี้ปรินซ์ได้เขียนเกี่ยวกับความเป็นมาของภาพยนตร์เกาหลีไปแล้ว วันนี้ปรินซ์จะมาบอกเล่าถึงประเด็นที่น่าสนใจที่อยู่ในภาพยนตร์เกาหลีกันค่ะ โดยประเด็นที่จะนำเสนอก็คือ ประเด็นของ Comfort Women หรือ หญิงบำเรอ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กันค่ะ


         โดยภายหลังจากการที่เกาหลีลงนามในสนธิสัญญาผนวกดินแดน ทำให้เกาหลีตกอยู่ภายในการปกครองของญี่ปุ่นตั้งแต่ปีค.ศ. 1905-1945 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การเกณฑ์และจับผู้หญิงและเด็กผู้หญิงไปเป็นหญิงบำเรอในค่ายทหารญี่ปุ่นตามสถานที่ต่างๆ อีกทั้งยังเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาขอโทษอย่างจริงใจตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 โดยเริ่มจากการก่อตั้งองค์กรเพื่อเหล่าหญิงบำเรอ The Korean Council for the Women Drafted for Military Sexual Slavery by Japan หรือเรียกสั้นๆว่า The Korean Council ขึ้น ซึ่งประเด็นเรื่องของหญิงบำเรอได้สะท้อนให้เห็นผ่านภาพยนตร์ดังต่อไปนี้

Advertisement

Advertisement


  • ภาพยนตร์เรื่อง The Spirits’ Homecoming (2016) http://joent.net/en/wp-content/uploads/sites/2/2015/07/tposter_spirits_homecoming.jpg

         ภาพยนตร์เรื่อง The Spirits’ Homecoming เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในปีค.ศ. 1943 เด็กสาวชาวเกาหลี 2 คน จองมิน (คังฮานา) อายุ 14 ปี และยองฮี (ซอมีจี) อายุ 15 ปี ถูกกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นจับตัวไป และถูกส่งต่อไปยังค่ายที่ประเทศจีน พวกเธอถูกจับไปรวมกับเด็กสาวคนอื่น ๆ เพื่อทำหน้าที่ให้ความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ทาสบำเรอกาม” เมื่อสงครามกำลงจะจบลง เด็กสาวทั้งสองพยายามหลบหนี แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีรอดชีวิตออกไปได้ หลายสิบปีต่อมา เด็กสาวที่มีชีวิตรอดกลายเป็นหญิงชรา เธอพยายามจะตามวิญญาณของเพื่อนรักที่จากไปกลับบ้าน

Advertisement

Advertisement

          ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ภาพที่ชัดเจนว่ามีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ต้องไปเป็นหญิงบำเรอในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดั่งจะเห็นได้จากคำพูดของตัวละครต่อไปนี้

...ฉันถูกจับตัวไปตั้งแต่อายุ 17 ตอนนั้นฉันพูดอะไรมากไม่ได้หรอกค่ะ ทำอะไรไม่ได้ มันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เพราะพวกทหาร มันเยอะจนฉันจะพูดยังไงให้หมด มันไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้หรอกค่ะ พวกผู้หญิงต้องมีประจำเดือน  แต่พวกเขาก็ยังทำได้โดยไม่คิดอะไร พวกเขาไม่สนใจอะไรเราหรอกค่ะ พวกเขากระชากเราเหมือนของชิ้นหนึ่ง ทำเรายังไงก็ได้ตามใจอยาก พอได้ทำอย่างสมใจอยากแล้ว เขาจะกำจัดเรา หรือไม่ก็ฆ่าเราทิ้ง มันเป็นเหตุการณ์ที่ ฉันจะเล่ายังไงดีนะ?...

Advertisement

Advertisement

          จากข้างต้นเป็นคำพูดของคุณยายท่านหนึ่งที่กำลังถูกสัมภาษณ์ออกสื่อโทรทัศน์จากฉากเปิดเรื่องของภาพยนตร์เรื่อง The Spirits’ Homecoming โดยจากคำพูดดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการกระทำของทหารญี่ปุ่นที่กระทำต่อเหล่าหญิงบำเรอชาวเกาหลี https://www.youtube.com/watch?v=Bpt5JBjBQJA


 

  • ภาพยนตร์เรื่อง Snowy Road (2017)

https://www.imdb.com/title/tt8216024/mediaviewer/rm604325888

          เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในช่วงสงคราโลกครั้งที่ 2 โดยจองบุน (คิมฮยางกี) และ ยองเอ (คิมแซรน) อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่พวกเธอมีภูมิหลังที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ครอบครัวของ จองบุน ยากจน แต่เธอเป็นเด็กสาวที่สดใสและกล้าหาญ ครอบครัวของยองเอ ร่ำรวยและเธอฉลาด คืนหนึ่งจองบุนถูกลักพาตัวและถูกโยนลงบนรถไฟ เธอเห็นยองเอ อยู่บนรถไฟเดียวกัน ยองเอถูกหลอกลวงมา เธอเชื่อว่าถ้าเธอมาที่นี่ เธอจะได้ไปศึกษาที่ญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองคนกำลังอยู่บนรถไฟเดียวกัน แต่พวกเธอไม่รู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ใด ไม่นานนักพวกเธอก็ได้เผชิญกับความเป็นจริงที่น่ากลัวของ "หญิงบำเรอกาม" เดิมที Snowy Road ถูกผลิตออกมาเป็นซีรี่ย์ที่ออกอากาศช่อง KBS1 ในปี 2015 เป็นรายการพิเศษทางโทรทัศน์ จำนวน 2 ตอน และได้รับการแก้ไขให้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาว

          เค้าโครงเรื่องเน้นไปที่เรื่องของเด็กสาวที่ถูกพาไปเป็นหญิงบำเรอในค่ายทหารญี่ปุ่นที่จีน ฉากที่ควรกล่าวถึงคือฉากการพยายามฆ่าตัวตายของยองเอที่เป็นเสมือนตัวแทนของเด็กสาวหลายๆคนที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่หลังจากที่ถูกหลอกหรือถูกลักพาตัวมาเพื่อเป็นหญิงบำเรอให้แก่ทหารญี่ปุ่น แต่หลายครั้งที่เด็กสาวเหล่านั้นทำไม่สำเร็จ 

https://www.youtube.com/watch?v=pwvKKnubmJM


 

  • ภาพยนตร์เรื่อง The battleship island (2017) 

https://www.imdb.com/title/tt5969696/mediaviewer/rm1700944896

 

          เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศเกาหลีใต้อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์ประชาชนเกาหลีใต้ (และจีน) กว่า 400 คน เข้าไปเป็นแรงงานขุดถ่านหินที่เกาะฮาชิมะ ที่มีสภาพแออัดและย่ำแย่ถึงขีดสุด โดยมีนายทหารจากกองกำลังปลดแอกของเกาหลีใต้ คือ พัคมูยอง (รับบทโดย ซงจุงกิ) ได้รับมอบหมายให้แทรกซึมเข้าไปภายในเกาะเพื่อช่วยเหลือสมาชิกของกองกำลังคนอื่นๆ แต่หลังจากความจริงบางอย่างถูกค้นพบ ทำให้เขาเปลี่ยนใจทิ้งภารกิจเดิม หันมาวางแผนนำเพื่อจะนำแรงงานเกาหลีทั้งหมดหลบหนีแทน ให้ทันก่อนที่ผู้นำญี่ปุ่นบนเกาะจะถล่มเหมืองและคนงานทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน เพราะเริ่มตระหนักว่าญี่ปุ่นกำลังใกล้จะแพ้สงครามแล้ว

...ตอนแรกฉันโดนลากไปประเทศจีน มีคนบอกว่าจะพาไปหาเงินที่ไหนก็ไม่รู้ พอขึ้นรถมาก็มาโผล่ที่ค่ายทหารญี่ปุ่น...มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอมาฮึงยาง พวกญี่ปุ่นมันบอกว่าเธอแกล้งป่วย พวกมันให้เธอกลิ้งบนกระดานไม้ที่มีตะปู สุดท้ายเธอก็ตายต่อหน้าคนมากมาย...คนที่ส่งไปกองทัพจีนหรือญี่ปุ่นเป็นคนเกาหลี ตอนที่ญี่ปุ่นถอยทัพฉันหนีรอดมาได้ คนที่จับฉันส่งกลับมาก็เป็นพวกเกาหลีอีกนั้นแหละ แล้วจะให้ฉันไปอ้อนวอนพวกเกาหลีอีกรึไง...

          จากคำพูดของโอ มัล-นยอง ได้สะท้อนให้เห็นถึงการกระทำอันโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นกระทำต่อผู้หญิงเกาหลีอย่างโหดเหี้ยม ขณะเดียวกันนอกจากคำพูดของโอ มัล-นยองแล้วยังมีคำพูดของผู้หญิงเกาหลีที่พูดคุยกันถึงความน่ากลัวของทหารญี่ปุ่นและชะตากรรมของผู้หญิงเกาหลี รวมถึงฉากต่างๆที่สะท้อนในภาพยนตร์

...ถ้าบอกว่าท้องเพราะโดนทหารข่มขืน มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกลากไปจีนแล้วท้องขึ้นมา พวกเขาผ่าท้องแล้วควักเด็กออกมา อีกไม่กี่วันหล่อนก็โดนไปรับใช้พวกทหารอีก...

http://www.cj-entertainment.com/movie/the-battleship-island/


 

  • ภาพยนตร์เรื่อง I Can Speak (2017)  https://www.imdb.com/title/tt7342204/mediaviewer/rm4293417472

          มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของเมื่อปีค.ศ. 2007 เหตุการณ์ที่เรียกว่า มติหญิงบำเรอ HR121 เป็นเหตุการณ์การเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเหล่าหญิงบำเรอในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เหล่าหญิงบำเรอต้องเผชิญจากการกระทำของทหารญี่ปุ่น โดยสะท้อนผ่านคำพูดของคุณยาย นา อ๊คบุน ตัวละครที่เคยเป็นหญิงบำเรอมาก่อน

...พวกทหารญี่ปุ่นแกะสลักลายพวกนี้บนตัวฉันด้วยมีด ร่างกายฉันเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นพวกนั้น ทุกครั้งที่ฉันเห็นรอยแผลเป็นพวกนี้ ความทรงจำในขุมนรกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง...ตอนที่ฉันทรมาน ราวกับอยู่ในขุมนรกนั้น ฉันอายุเพียงแค่สิบสามปี สิบสามปี ฉันไม่สามารถตายได้ ฉันคิดถึงบ้าน และรอคอยที่จะได้ออกไปเจอครอบครัวของฉัน ฉันยืนอยู่ที่นี่ในวันนี้ เพื่อสาว ๆ เหล่านั้น ชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาถูกขโมยไป โดยอาชญากรรมของกองทัพญี่ปุ่น เราต้องจดจำสาวๆเหล่านั้นไว้ และความเจ็บปวดที่พวกเขาต้องเผชิญ ญี่ปุ่นได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่ไม่มีคำขอโทษอย่างจริงใจ สําหรับประเด็นหญิงบำเรอ ฉันขอทำความเข้าใจอย่างชัดเจน พวกเราถูกคุกคามและถูกบังคับให้เป็นทาสกามสําหรับกองทัพญี่ปุ่น เราใช้ชีวิตที่เหลือของเราทั้งหมดอยู่กับความทรมาน เพราะความทรงจำในขุมนรกพวกนั้น แต่ทัศนคติที่หยิ่งยโสของญี่ปุ่น พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำ ยิ่งทำให้เราทั้งเจ็บปวด และโกรธแค้นมากขึ้น เราไม่ได้ขออะไรที่มากเกินไป เพียงแค่ให้คุณยอมรับ ต่อการกระทำผิดของคุณ เราให้โอกาสคุณ เพื่อขอการให้อภัยจากเรา ในขณะที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ ฉันขอโทษ นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากนักหรือ ถ้าคุณไม่ต้องการทิ้งภาระที่หนักหน่วงเอาไว้ให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคตของคุณ ก็ขอโทษก่อนที่มันจะสายเกินไป และฉันขอสิ่งนี้จากพวกคุณทั้งหมด ได้โปรดจำไว้ว่าประวัติศาสตร์ที่เรา ถูกบังคับให้เข้าร่วมเป็นเรื่องที่ต้องจดจำเพื่อไม่ให้ประวัติพวกนั้นซ้ำรอยอีกครั้ง...

          หากพิจารณาจากคำพูดของคุณยายนา อ๊คบุน ที่เป็นตัวละครในภาพยนตร์จะเห็นว่าเหล่าหญิงบำเรอต้องสูญเสียอนาคตของตนเองไป และยังโดนกระทำอย่างโหดร้ายทารุณจากทหารญี่ปุ่น

          ในตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีการทิ้งท้ายไว้ว่าเหตุการณ์มติหญิงบำเรอ HR121 ได้มีการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในวันที่ 30 กรกฎาคม ปีค.ศ. 2007 ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของเหล่า Comfort Women ที่มีต่อรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่ง 10 ปีหลังจากนั้นหรือก็คือปีค.ศ. 2017 ญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้กล่าวคำขอโทษ

          จากภาพยนตร์ทั้ง 4 เรื่องที่มีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องของหญิงบำเรอ หรือ Comfort Women ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากภาพยนตร์เหล่านี้จะต้องการสื่อถึงเรื่องราวที่เหล่าหญิงบำเรอต้องพบเจอแล้วยังสื่อให้เห็นถึงการกระทำอันโหดร้ายทารุณที่เหล่าทหารญี่ปุ่นกระทำหญิงบำเรอ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในสายตาชาวเกาหลีและชาวต่างชาติที่ได้รับชมกลายเป็นผู้ร้ายที่กระทำการอันโหดเหี้ยมกับผู้หญิง อีกทั้งยังกลายเป็นพวกโรคจิต พวกที่มีความกระหายทางเพศอย่างที่ไม่สนใจว่าผู้หญิงจะอยู่ในช่วงที่มีประจำเดือนหรือไม่ นอกจากนี้ยังสื่อให้เห็นถึงสถานที่ที่ผู้หญิงและเด็กที่ถูกพาไปเป็นหญิงบำเรอนั้นเป็นลักษณะของสถานบริการค่อยมีคนดูแลรับเงินจากเหล่าทหารที่มาใช้บริการ โดยข้อมูลจากในเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรมได้แบ่งออกเป็นกลุ่มที่กองทัพญี่ปุ่นเป็นผู้จัดตั้ง,สถานที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างเอกชนและกองทัพญี่ปุ่น, สถานที่ที่ชาวญี่ปุ่นซึ่งอพยพไปอยู่ประเทศนั้นๆ เป็นผู้จัดการ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ และซ่องของเอกชนซึ่งกองทัพระบุให้เป็นสถานบริการสำหรับทหาร

          แต่ทั้งนี่ทั้งนั้นก็เป็นเพียงการวิเคราะห์ของผู้เขียนที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและเป็นข้อมูลความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ มิได้มีเจตนาพาดพิงบุคคลใดทั้งสิ้น


 

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากงานวิจัยของผู้เขียน

อ้างอิงแหล่งข้อมูล :

  • สุชาดา เลี้ยงชูศักดิ์,  หญิงบำเรอ : ประวัติศาสตร์ บาดแผล และการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศของเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น [Online],  สืบค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2562 จาก :  https://www.the101.world/history-of-comfort-women-agreement/
  • ศิลปวัฒนธรรม silpa-mag,  เหยื่อ “บำเรอกาม” ทหารญี่ปุ่น ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง [Online],  สืบค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2562 จาก :  https://www.silpa-mag.com/history/article_15107 

 

เครดิตภาพปก โดย The Prince (ผู้เขียน) ผ่านเว็บไซต์ canva

เครดิตภาพ