หลาย ๆ ท่านอาจเคยได้มาเที่ยวจังหวัดสงขลากันแล้ว และอาจจะชอบในความสวยงาม วัฒนธรรม เช่น ถนนนางงามที่ขึ้นชื่อเรื่องความคลาสสิคของชุมชน ร้านอาหารอร่อยมากมาย แต่ หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เคยได้ศึกษาและทราบว่า ก่อนจะมาเป็นอำเภอเมืองสงขลาในปัจจุบันนั้น มีเมืองสงขลาเดิมอยู่อีก 2 ที่ ซึ่งจะต้องนั่งแพขนานยนต์ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่เรียกว่า หัวเขาแดง และมีโบราณสถานที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว เมืองแห่งนี้มีนามว่า ''สิงขระนคร'' สำหรับในบทความนี้ ผมจะบอกเล่าประวัติศาสตร์และนำทุกท่านไปรับชมภาพของสถานที่จริง ว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร ต้องบอกเลยครับว่า นอกจากจะยิ่งใหญ่แล้ว ป้อมโบราณเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยท้าชนอยุธยาและมีชัยเหนืออยุธยาเสียด้วยแต่จะเป็นอย่างไร เชิญ รับ ชม กัน ครับ

              ผมจะขอกล่าวถึงประวัติศาสตร์เมืองสิงขระนครก่อนนะครับ ก่อนอื่นเลย เมืองสิงขระนครเกิดขึ้นมาในสมัยราวกลางพุทธศตวรรษที่ 22 โดยผู้ก่อตั้งเมืองมีนามว่า ''ดาโต๊ะโมกอล'' ซึ่งมีหลายข้อสันนิษฐานนะครับว่าท่านเป็นคนมาจากที่ใด แต่หลัก ๆ ที่เชื่อได้คือ ท่านเป็นชาวมุสลิมมาจากบริเวณแถบเกาะชวา อพยพมาแล้วสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นบริเวณหัวเขาแดง (สทิงพระปัจจุบัน) แล้วส่งเครื่องบรรณาการไปให้กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม หลังจากสิ้นรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม และตัวเจ้าเมืองสิงขระเกิดการผลัดเปลี่ยนเป็นลูกชายของดาโต๊ะโมกอล คือ สุลต่านสุไลมาน การเมืองจากส่วนกลางที่อยุธยาไม่แน่นิ่ง ทำให้เมืองชายขอบ เช่น ปัตตานี และสิงขระนคร ต่างแยกตัวเป็นอิสระในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา

Advertisement

Advertisement

ดังนั้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้การเมืองและสงครามในคาบสมุทรภาคใต้นั้นดุเดือดมาก เพราะต่างมีศึกสงครามเข้ามาไว้เว้น เนื่องด้วยทางกรุงศรีอยุธยาก็ต้องการจะมาตีเอาปัตตานีและสิงขระนครคืน อีกทั้งการที่สิงขระนครในสมัยสุลต่านสุไลมานมีความเป็นเมืองท่าที่ดึงดูดพ่อค้าทางไกล เนื่องด้วยเก็บภาษีน้อย ทำให่้มีพ่อค้าจากที่ต่าง ๆ มาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันเป็นอันมาก ทำให้ปัตตานีไม่พอใจจึงยกทะพมาตีเมืองสิงขระนครจนพินาศอยู่ระดับหนึ่ง ในที่สุดสุลต่านสุไลมานจึงสั่งให้มีการสร้างป้อมค่าย คู ประตู หอรบ รอบเมือง โดยให้ฮอลันดาเป็นวิศวกรในการออกแบบ ทำให้ป้อมของเมืองสิงขระนครมีความเเข็งแกร่งและทันสมัยเป็นอย่างมากตามแบบฉบับของตะวันตก 

Advertisement

Advertisement

ป้อมหมายเลข 9 ของเมืองสิงขระนคร อยู่ริมถนนเส้นทางสงขลา-ระโนด ภาพถ่ายโดย ผู้เขียน                                      ป้อมหมายเลข 9 ของเมืองสิงขระนคร อยู่ริมถนนเส้นทางสงขลา-ระโนด ภาพถ่ายโดย ผู้เขียน

Advertisement

Advertisement

โดยตลอดรัชกาลของสุลต่านสุไลมานแห่งสิงขระนครและพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา มีศึกสงครามให้กล่าวถึง 2 ครั้ง ที่อาณาจักรกรุงศรีอยุธยายกทัพมาหมายจะตีเอาสิงขระนครให้ได้ ครั้งแรกพระเจ้าปราสาทองให้กองทัพข้างนครศรีธรรมราชและเรือฮอลันดายกกันมาตีเมืองสิงขระนคร โดยในศึกครั้งแรกนั้น แม้นจะมีกองเรือฮอลันดามาช่วยในการรบกับสิงขระนครด้วยก็ตาม แต่ด้วยป้อมปราการของเมืองสิงขระนครที่ใหญ่โตและหนาแน่น อีกทั้งตั้งอยู่บนเขาในหลาย ๆ ป้อม ทำให้ชัยภูมิได้เปรียบอยู่นักหนา สุดท้ายในบันทึกฮอลันดาบอกไว้ว่า อยุธยาต้องพ่ายแพ้ไป

ทางขึ้นชมโบราณสถานป้อมเมืองสิงขระนครที่ตั้งอยู่บนเขาแดง ภาพถ่ายโดย ผู้เขียน                                           ทางขึ้นชมโบราณสถานป้อมเมืองสิงขระนครที่ตั้งอยู่บนเขาแดง ภาพถ่ายโดย ผู้เขียน

ครั้งที่ 2 นั้น พระเจ้าปราสาททองก็ยังไม่ลดละที่จะตีเอาเมืองสิงขระนครคืน โดยครั้งนี้ก็ได้สั่งให้ยกทัพมาตีเช่นเดิม แต่ครั้งนี้ฮอลันดาไม่เอาด้วย มิหนำซ้ำยังไปเข้าข้างสิงขระนครของสุลต่านสุลไลมาน ผลปรากฏศึกครั้งนี้ในบันทึกฮอลันดาว่า ''กองทัพกรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้ยับเยิน'' หลังจากศึกครั้งนี้กองทัพอยุธยาสมัยพระเจ้าปราสาททองก็ไม่ได้ยกทัพมาตีเมืองสิงขระนครอีกเลยตลอดรัชสมัยของทั้งพระเจ้าปราสาททองและสุลต่านสุไลมานแห่งสิงขระนคร ในเวลานี้ สิงขระนครมีความแข็งแกร่งมาก ก่อนการสิ้นชีวิตของสุลต่านสุไลมาน สิงขระนครได้ยกทัพไปตีเมืองพัทลุงขยายดินแดนออกไป อีกทั้งการค้าก็รุ่งเรืองเพราะเป็นช่วงที่การค้าทางทะเลกำลังเฟื่องฟู

หนึ่งในป้อมบนภูเขาเมืองสิงขระนคร ภาพถ่ายโดยผู้เขียน                                                               หนึ่งในป้อมบนภูเขาเมืองสิงขระนคร ภาพถ่ายโดยผู้เขียน

ทำให้ในช่วงระยะเวลาช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 ถือว่า สิงขระนครมีความรุ่งเรืองถึงขีดสุด แม้ในเวลาต่อมาในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาและสุลต่านมุสตาฟา (ลูกชายสุไลมาน) อยุธยาจะยกทัพมาตีอีกครั้งและเอาชัยชนะเหนือเมืองสิงขระนครได้ด้วยเล่ห์กลนับเป็นการสิ้นสุดเมืองสิงขระนคร เพราะได้มีการเทครัวชาวเมือง และเชื้อสายสกุลเจ้าเมืองสิงขระนครทั้งหมดไปยังกรุงศรีอยุธยา แต่ความสามารถของเชื้อสายเจ้าเมืองสิงขระนครนั้นถือเป็นที่ประจักษ์ของกรุงศรีอยุธยา เชื้อสายสกุลสุลต่านสุไลมานจึงได้ไปรับใช้เป็นขุนนางตำแหน่งสูง ๆ ในสมัยอยุธยาตอนปลายอีกหลายคนสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ภาพบรรยากาศบนป้อมบนเขาเมืองสิงขระนคร เห็นทิวทัศน์ของด้านล่างชัดเจน ภาพถ่ายโดย ผู้เขียน                                ภาพบรรยากาศบนป้อมบนเขาเมืองสิงขระนคร เห็นทิวทัศน์ของด้านล่างชัดเจน ภาพถ่ายโดย ผู้เขียน

              โดยทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ เป็นการย่นย่อประวัติศาสตร์เมืองสงขลายุคที่ 1 ให้ทุกท่านได้ฟังกันนะครับ โดยพยายามกล่าวถึงเหตุการณ์และบริบทแบบง่าย ๆ ไม่อิงตัวเลขศักราช เพื่อให้ทุกท่านโฟกัสไปที่เนื้อหาของเรื่องที่ต้องการจะสื่อว่า เมืองสงขลานั้นมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน หากมาเที่ยวที่เมืองสงขลาแล้วนั้น หากมีโอกาส ผมอยากให้ทุกท่านได้ลองมาชมโบราณสถานฝั่งหัวเขาแดงดู ญึ่งเป็นเมืองที่มีทั้งประวัติศาสตร์และโบราณสถานอยู่มากมาย ตลอดจนยังเป็นที่อยู่ของผู้คนชาวมุสลิม ซึ่งจะสื่อถึงกลิ่นความเป็นดั้งเดิมของสิงขระนครได้เป็นอย่างดี หากทุกท่านได้มารับชมแล้ว จะเข้าใจว่าเหตุใด สิงขระนครจึงเป็นเมืองที่กล้าท้าอำนาจอยุธยาและสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้นับสิบปี และนี่ก็คือ ประวัติศาสตร์เมืองสิงขระนครในบทความ ''ประวัติศาสตร์สิงขระนคร และโบราณสถาน''