ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปฉันเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องลี้ลับมากนัก​  อาจจะเพราะโตมากับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์​ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้​ ส่วนเรื่องลี้ลับก็ฟังแต่คำเล่าลือปากต่อปาก​ หนังสือเกี่ยวกับเรื่องเล่า​ หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์​ ละครที่อิงตามความเชื่อแต่ละท้องที่

         เวลาผ่านไปนานหลายปี  จากวัยเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น​ ฉันยังคงเชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องลี้ลับ​ จนกระทั่งการย้ายเข้ามาสู่บ้านหลังใหม่​ แหมตอนแรกๆฉันมักจะนอนไม่หลับเสมอๆ​ มักสะดุ้งตื่นในกลางดึก​ แต่ก็มักจะคิดว่าตัวเองอาจจะป่วย​ หรืออาจจะเป็นอาการผิดปกติของร่างกาย​  แต่แล้วเวลาผ่านไปหลายปีจนฉันเติบโตและถึงวัยบรรลุนิติภาวะ​ สิ่งต่างๆกลับชัดเจนขึ้น​ เมื่อฉันต้องออกจากบ้านไปเรียนต่างจังหวัด​ อาการนอนไม่หลับและสะดุ้งกลางดึกกลับหายไปอย่างแปลกประหลาด​ และการกลับไปบ้านทุกครั้งกลับเกิดเหตุการณ์เดิมๆทุกครั้ง​ และแล้วก็มาถึงจุดที่ทุกอย่างค่อนข้างชัดเจน​ เมื่อความฝันมันช่างฝันได้เสมือนเกิดขึ้นจริง​  ในที่สุดฉันตัดสินใจเล่าความฝันที่ได้เห็นผู้หญิงในชุดสีดำ​ผมยาว​ตัวสูงใหญ่​ ภาพช่างน่ากลัวในความฝัน​  ให้พี่ชายแท้ๆฟัง​ และพบว่าพี่ชายก็เจอความฝันและผู้หญิงรูปร่างเหมือนกันอีกด้วย​ มันช่างบังเอิญเหลือเกิน​ เหตุการณ์ไม่ดีขึ้น​ กลับเจอหนักขึ้นเรื่อยๆ​ จนในที่สุดค่ำคืนนึงคำตอบยิ่งชัดเจน​ ฉันและแม่นอนห้องเดียวกัน​ แต่คนละเตียง​ ห่างกันเพียง3ก้าวเดิน​ ฉันเป็นอันต้องตื่นมากลางดึกเพราะเกิดมีวันนั้นของเดือนเวลาราวตี2-3​ ฉันยังคงหลับตา​ เพราะความขี้เกียจจะลุกจากเตียงในตอนดึก​ แม้จะตื่นแล้วก็ตาม​ และเสียงในคืนนั้นมันทำให้ฉันต้องลืมตาในทันที​  เพราะมันเป็นเสียงกรีดร้อง​ หวนโหยใกล้ๆหู​มาก​ และมันชัดเจนมาก​ ฉันลืมตาและลุกขึ้นมาทันใด​ เมื่อแน่ใจว่ามันต้องไม่ใช่สิ่งดีแน่แล้ว​ เมื่อลุกขึ้นเสียงชวนหลอนนั้นหายไป​ ฉันตั้งสติ​ มองไปหาแม่ที่นอนอีกเตียง​ แม่กำลังนอนกระสับกระส่ายแต่ไร้เสียงร้อง​ ฉันตัดสินใจเอามือไปจับตัวแม่และส่งเสียงเรียก​  แล้วเดินออกไปเปิดไฟทั้งบ้าน​  และแล้วเมื่อไฟสว่างไสวทั่วบ้าน​ แม่ลุกขึ้นมาจากเตียง​ และไม่อาจทนนอนต่อไปได้อีกถึงเช้า

Advertisement

Advertisement

       เราไม่อาจทนอยู่ที่นี่ต่อไปได้อีกแล้ว​ แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ​ คุณจะอยู่ต่อเพื่อพิสูจน์​ หรือจะจากไปแต่โดยดี

                  ********************