เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ซึ่งเกิดขึ้นกับครอบครัวผู้เขียน ภรรยาของผมทำงานอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส ก่อนไปทำงานทุกเช้าจะแวะไปส่งลูกชายคนโตที่โรงเรียน ช่วงที่เกิดเหตุนั้นเป็นช่วงปิดเทอม รถบนถนนแถวบริเวณหน้าโรงเรียนจะไม่เยอะมาก ทั้ง ๆ ที่บริเวณนั้นเป็นชุมชน ช่วงปิดเทอม  ร้านขายของในโรงเรียนจะปิด ทำให้เด็ก ๆ ที่เรียนพิเศษต้องเตรียมขนมมาจากบ้าน เตรียมมาทานเอง ซึ่งปกติภรรยาของผมจะเตรียมขนม น้ำไว้ให้ลูกก่อนไปโรงเรียน แต่วันนั้นขนมหมดจึงตั้งใจจะแวะซื้อขนมบริเวณหน้าโรงเรียน เพราะหน้าโรงเรียนมีร้านขายขนม 2 - 3 ร้าน 

ขับรถ

                  ภรรยาของผมขับรถยนต์ไปทำงานตามปกติพร้อมลูกชายคนโต ปกติลูกชายจะนั่งด้านหน้าข้างคนขับ แต่วันนี้ลูกชายผมนั่งด้านหลัง    คนขับ เมื่อขับไปถึงหน้าโรงเรียนปลดล็อคประตูเพื่อเตรียมตัวลงรถไปซื้อขนม ระหว่างที่กำลังหยิบกระเป๋าเงินนั้น มีชายแปลกหน้าคนนึงขับรถมาด้วยความเร็ว เร็วมาก ๆ  ขับมาจอดรถข้างรถภรรยา และรีบเดินขึ้นมาบนรถของภรรยา ภรรยากดปุ่มล็อครถไม่ทันเพราะตกใจ และสั่นไปทั้งตัว ชายแปลกหน้าแต่งตัวดี ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนต์ ดูสีหน้าเค้ากระวนกระวาย  ชายแปลก ขับรถไปๆเดี๋ยวนี้ ขับไปเรื่อยๆ ช่วยไปส่งผมที ผมขอร้อง ผมไหว้แล้ว เค้ายกมือไหว้ ช่วยผมด้วย ขับรถไปส่งผมที ภรรยาพูดกับชายแปลกหน้าอย่างสุภาพและใจเย็นทั้งๆ ที่สั่นกลัวไปทั้งตัว  ภรรยา อย่าทำอะไรเราเลย อย่าทำอะไรเด็กนะคะ ต้องการไปที่ไหนเดี๋ยวจะไปส่ง แต่ขอไปส่งลูกก่อนนะ ขอจอดส่งลูกก่อน ชายแปลกหน้า ถ้าไม่ไปส่งผม ผมทำเด็กแน่ แต่ถ้าไปส่งผมจะไม่ทำเด็ก ลูกผมก็เรียนที่นี้นะ ไม่ต้องกลัวผม ผมไม่มีอาวุธ แต่แค่อยากให้ช่วยไปส่งผม ผมเดือดร้อนจริง 

Advertisement

Advertisement

ถนน

                  ภรรยาผมพยายามขับรถช้า ๆ และตั้งสติ คิดๆ จะทำยังไงกับลูกดี ต้องให้ลูกลงรถไปอยู่ในมือคุณครูก่อน แล้วต้องขับรถไปกับชายแปลกหน้า เค้าจะพาไปไหน จะไปส่งที่ไหนดี จะเข้าโรงพักเค้าก็น่าจะรู้ จะไปทางไหนดี หรือจะกระโดดลงรถแล้วให้รถเค้าไปเลย เค้านั่งหลัง เราน่าจะมีทางหนี ภรรยาขับรถถึงหน้าโรงเรียนภรรยาผมตะโกนเรียนคุณครูเพื่อให้รับลูกชายไป ทั้งๆที่ปกติต้องไปส่งลูกชายหน้าห้อง แต่วันนี้ชายแปลกหน้าขู่ไว้ไม่ให้ลงรถ ต้องให้ลูกลงคนเดียว คุณครูก็เดินทาแล้วถามว่ามีอะไรให้ช่วยคะคุณแม่ ภรรยา คุณครูค่ะ ช่วยรับน้องไปส่งที่ห้องหน่อยค่ะ ช่วยคุณแม่ด้วยนะค่ะ แล้วก็ชี้ไปด้านหลัง  คุณครูงงๆ แต่ก็พาลูกชายไป ชายแปลกหน้าพูดจาวกวน เค้าเล่าว่าลูกชายเค้าเรียนที่นี้ ภรรยาก็ชวนพูด อยู่ห้องไหน อนุบาลไหน ห้องเดียวกันรึป่าว ชื่อน้องไรเหรอ ชวนพูดชวนคุย แต่เค้าก็เพ้อ พูดจาไม่ปกติ

Advertisement

Advertisement

                 และแล้วความโชคดีก็เกิดขึ้น เมื่อตำรวจขับรถมอไซต์ผ่านมา ภรรยาเปิดกระจกรถ แล้วโบกมือเพื่อทำสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือ     แต่ปากก็ชวนชายแปลกหน้าพูดนู้น นี้ นั้น เพื่อไม่ให้เค้าเห็นความผิดปกติ ตำรวจขับมาใกล้ๆ แล้วถามมีอะไรขับ ภรรยา มีคนแปลกหน้าอยู่บนรถทำไงดีค่ะ ชายแปลกหน้าเริ่มโวยวายและพูดว่ารถของผมมีระเบิด รถยนต์ผมที่จอดมีระเบิด หนีๆ หนีไปให้ไกล ตำรวจจอดรถข้างๆ รถยนต์ภรรยาเพราะมีความผิดปกติ  ภรรยาผมตัดสินใจจอดรถแล้วดึงกุญแจรถออกแล้วกดล็อครถเพื่อไม่ให้ชายแปลกหน้าหนีไปไหน เอากุญแจใส่ในมือตำรวจบอกตำรวจว่าเค้าบอกว่ามีระเบิดในรถเค้า แล้ววิ่งหนีเข้าไปหาลูกในโรงเรียนเพื่อพาลูกออกไปให้ใกล้ ถ้ารถยนต์เค้ามีระเบิดจริง รถจอดอยู่ไม่ใกล้จากโรงเรียนมากนัก ตำรวจเข้าไปจับชายแปลกหน้า และประสานหน่วยกู้ระเบิดมาตรวจสอบ สรุปไม่มีระเบิด และได้จับกุมชายแปลกหน้าใส่กุญแจมือ ตำรวจสอบถามว่าจะไปโรงพักเพื่อแจ้งความมั้ย เค้าเมายา ตอนนี้อยู่ในช่วงอาการหลอน ภรรยาบอกตำรวจไปไม่คะ ไม่แจ้งความ แต่จะปลอดภัยมั้ย  เพราะเป็นต้นเหตุให้เค้าถูกจับ ตำรวจแจ้งว่าปลอดภัย เพราะจะพาเค้าไปขังและส่งไปบำบัดครับ  บริเวณหน้าโรงเรียนต่อไปจะมีตำรวจตั้งด่านตรวจทุกวันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

ตำรวจ

                หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ภรรยาบอกคุณครูฝากดูแลลูกชายด้วย เพราะยังกลัว ๆ กับเหตุการณ์นี้อยู่ กลัวเด็กจะตกใจ ขวัญเสีย แล้วภรรยาผมก็ไปทำงาน ประสบการณ์ชายแปลกหน้าขึ้นรถภรรยาในครั้งนี้ สิ่งสำคัญเลยคือ สติ ต้องมีสติ คิด วิเคราะห์ หาทางเอาตัวรอดอย่างไรให้ปลอดภัย และต้องมีความเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ ครั้งนี้เป็นความโชคดีมากๆ ที่ตำรวจขับรถผ่านมา ทำให้มีทางออก  หากผู้อ่านเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้อย่าลืม ตั้งสตินะครับ 

ภาพประกอบ : https://www.pexels.com/th-th