งานแข่งเรือ ที่ลือเลื่อง เมืองหลังสวน

เป็นสื่อชวน ผู้คน ต่างกล่าวขาน

งานขึ้นโขน ชิงธง ในตำนาน

ร่วมสืบสาน กันมา กว่าร้อยปี

          ขบวนเรือ ตกแต่ง งามเฉิดฉาย

เหล่าฝีพาย แต่งกาย ล้วนหลากสี

เอกลักษณ์ เรือขุด แล่นเร็วดี

และต้องมี คนปีนโขน ขึ้นชิงธง

         สองขารัด บนโขน โจนสุดแขน

คว้าให้แม่น ธงผืนงาม ตามประสงค์

ถ้าสองลำ ต่างคว้า ได้ผืนธง

ก็จบลง เสมอกัน ทั้งสองลำ

       ครั้งก่อนเก่า บันทึก เอาไว้หนา

พระองค์เจ้า ทิพย์อาภา อุปถัมภ์

เสด็จมา งานขึ้นโขน คนจดจำ

มีขันน้ำ พานรอง มาประทาน

       วัฒนธรรม แห่งสายน้ำ เพียงหนึ่งเดียว

เชิญมาเทียว ร่วมด้วย ช่วยสืบสาน

อนุรักษ์ สืบไว้ เป็นตำนาน

เป็นมรดก ของลูกหลาน ตลอดไป

                      ขึ้นโขนชิงธงในตำนาน / ประพันธ์โดยผู้เขียน

ประเพณีงานแข่งเรือในเทศกาลวันออกพรรษาซึ่งเป็นประเพณีแห่งสายน้ำนั้นหาชมได้ทั่วไป เพราะมีอยู่แทบทุกภูมิภาคในประเทศไทย กิจกรรมของแต่ละที่ล้วนมีขั้นตอนและกติกาการแข่งขันที่คล้ายคลึงกัน เรือลำไหนที่มีฝีพายฝึกซ้อมมาดีมีความพร้อมเพรียงและพายเข้าเส้นชัยก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะ แต่มีอยู่ที่หนึ่งที่แปลกกว่าที่อื่นเพราะไม่ถือเอาเส้นชัยเป็นเกณฑ์การตัดสิน แต่ตัดสินกันที่นายท้ายเรือต้องถือท้ายให้ตรงเพื่อให้นายหัวเรือสามารถคว้าธงที่ทุ่นเส้นชัยได้ก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ งานแข่งเรือที่กล่าวมานี้ชื่อว่า งานแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

โขนวันนี้ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านล่องใต้มาที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรกันนะครับ บรรยากาศการแข่งเรือของที่นี่เป็นที่กล่าวขานในเรื่องความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวโดยมีข้อมูลบันทึกปรากฏเป็นหลักฐานว่า มีการแข่งขันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2387 สมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยอดีตของอำเภอหลังสวนนั้นเป็นหัวเมืองที่เก่าแก่ในแหลมมลายูและเป็นจังหวัดหนึ่งของมณฑลชุมพรในสมัยรัชกาลที่ 5 ความเป็นอยู่ของชุมชนที่นี่ผูกพันกับสายน้ำมาเนิ่นนาน การปลูกสร้างบ้านเรือนก็อาศัยริมแม่น้ำเป็นหลัก สมัยที่ผู้เขียนเคยรับราชการอยู่ที่ชุมพรมีผู้รู้อธิบายความเป็นมาของชื่ออำเภอหลังสวนว่า เพราะสมัยก่อนการเดินทางใช้แม่น้ำเป็นหลักและชาวบ้านปลูกสวนผลไม้ไว้ริมแม่น้ำ ส่วนบ้านก็จะอยู่ด้านหลังสวนผลไม้นั้นอีกทีเลยเรียกว่าหลังสวน

Advertisement

Advertisement

เรือ

ริมน้ำ                                          บรรยากาสของนักท่องเที่ยวที่รอชมการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงบริเวณริมแม่น้ำหลังสวน

สมัยนั้นเมื่อถึงวันออกพรรษาชาวบ้านจะแห่ขบวนเรือมาทอดกฐินที่วัด หลังเสร็จพิธีก็จะมีการประลองกำลังของฝีพายคนหนุ่ม ๆ ระหว่างหมู่บ้าน ฝีพายนั้นจะมีตั้งแต่ 30 - 32 คนโดยนั่งกันเป็นคู่ยกเว้นนายหัวเรือและนายท้ายเรือ ด้วยเหตุนี้แต่ละหมู่บ้านก็จะมีช่างที่ขุดเรือจากต้นไม้ทั้งต้นสำหรับประลองฝีพายกันสุดฝีมือ ลักษณะเรือที่ขุดนั้นมีความยาวประมาณ 18 - 19 เมตร โขนเรือ (หัวเรือ) จะกว้างท้ายเรือเรียวลักษณะคล้ายปลาช่อนส่วนท้องเรือจะแบน ส่วนโขนเรือนั้นช่างจะประดิษฐ์แบบที่ถอดออกมาประกอบได้ มีลักษณะไม่งอนมากเพราะตอนแข่งนายหัวเรือต้องปีนขึ้นชิงธงหากชันมากจะปีนลำบาก เรือที่เข้าแข่งขันนั้นแต่ละลำจะมีธงติดอยู่ประจำเรือมีการบอกให้จังหวะกันด้วยเสียงฆ้องหรือเสียงนกหวีด กติกาการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ฝีพาย 30 และผีพาย 32 สถานที่จัดกิจกรรมคือริมแม่น้ำหลังสวนบริเวณวัดด่านประชากร กำหนดระยะ 500 เมตร แบ่งสายด้วยวิธีการจับสลากโดยคัดเอาลำที่ชนะของแต่ละรอบมาชิงชนะเลิศของแต่ละประเภท ความสนุกสนานจะอยู่ที่กองเชียร์ของเรือแต่ละลำผสานกับเสียงพากย์อันน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะช่วงจังหวะที่นายหัวเรือปีนขึ้นไปบนโขนเรือใช้สองขาเกี่ยวโขนเรือเลี้ยงตัวไว้ไม่ให้ตกน้ำทะยานขึ้นขิงธงจะสนุกคึกคักเป็นพิเศษ ลำไหนชิงได้ก่อนก็เป็นฝ่ายชนะ แต่ถ้านายหัวเรือคว้าธงพร้อมกันได้ธงไปลำละท่อนก็ถือว่าเสมอกันไป 

Advertisement

Advertisement

ปีนปีน                                                                  ภาพนายหัวเรือปีนขึ้นโขนเรือตาจ้องธงเขม็ง

รัดขา                                                                     รัดขาไขว้ไว้กับโขนเรือแล้วกระชากธง

สำหรับรางวัลการแข่งขันนั้นตามประวัติที่บันทึกไว้ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์คือผ้าแถบมาประดับหัวเรือลำที่ชนะ ส่วนฝีพายได้ผ้าขาวม้าพร้อมน้ำมันก๊าดนำไปถวายวัดในชุมชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสหลังสวน พระยาจรูญราชภาคากร เจ้าเมืองหลังสวนได้จัดขบวนเรือไปต้อนรับเสด็จ มีเรือ "มะเขือยำ” ของวัดดอนชัยซึ่งเป็นเรือที่ใช้แข่งขันขึ้นโขนชิงธงได้ร่วมขบวนเสด็จไปด้วย ทรงพระราชทานรางวัลให้เรือที่ชนะเลิศเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันเรือลำนี้ยังใช้เปิดขบวนแห่เปิดงานขึ้นโขนชิงธงทุกปี และในปี พ.ศ. 2482 พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้เสด็จประทานรางวัลขันน้ำพานรองให้แก่เรือลำที่ชนะเลิศ 3 ปีซ้อน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมาเป็นการแข่งขันเพื่อชิงโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นโล่พระราชทานใบแรกของ 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นรางวัลที่ชาวอำเภอหลังสวนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

เรือพนมพระ                                               ขบวนเรือพนมพระทางบกในงานแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงของอำเภอหลังสวน

งานแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงเป็นกีฬาที่เชื่อมความสามัคคีหลังการแห่เรือพนมพระทั้งขบวนทางบกและทางน้ำ เป็นพระเพณีในเทศกาลวันออกพรรษาที่เป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวของชาวอำเภอหลังสวน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงในการสืบทอดประเพณีนี้เอาไว้ บรรยากาศการแข่งขันมีความสนุกสนานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ หากท่านผู้อ่านอยากสัมผัสกับประเพณีนี้อย่างใกล้ชิดก็ขอเชิญมาร่วมงานได้ในช่วงเทศกาลวันออกพรรษาที่อำเภอหลังสวน แล้วท่านจะประทับใจในประเพณีนี้ไปตราบนานเท่านาน

                                                                  ภาพประกอบทั้งหมดโดยผู้เขียน