ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 22 ก.ค.61 ผมกับกลุ่มเพื่อน ประมาณ 5 คน ได้เดินทางไปเที่ยวสุโขทัย เป้าหมายหลักคือ เขาหลวง นั่นแหละ ออกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวไปคันเดียว 5 คนเลย และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไปถึงที่นั่นจะไปเจอกับอะไร และมาวันนี้ประสบการณ์อันล้ำค่าที่ผมได้จากที่นั่น มันจะเข้าไปซึมซับอยู่ในหัวของคุณ เมื่อคุณได้อ่านบทความของผมดังต่อไปนี้


 

จากที่กล่าวเราออกเดินทางตอน 03.00 จาก กรุงเทพ มุ่งหน้าสู่ จ.สุโขทัย มีระยะทางโดยประมาณ 403 กม. รู้สึกตื่นเต้นมากๆ เมื่อถึงตัวเขตจังหวัดสุโขทัย ก็เที่ยงซะละ เลยแวะหาไรทานแถวนั้นก่อนเข้าอุทยาน ร้านอาหารแถวนั้นราคาถูกดีและปริมาณคุ้มมากๆ เมื่อกินเสร็จก็เข้าไปในตัวอุทยาน ซึ่งผมมีข้อมูลคร่าวๆ จะบอกดังนี้

เขาหลวงสุโขทัย

 

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง หรือเรียก เขาหลวง สุโขทัย มีเนื้อที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอบ้านด่านลานหอย อำเภอคีรีมาศ และอำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยปูชนียวัตถุอันเป็นโบราณสถานสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ตลอดจนมีสภาพธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น น้ำตกสายรุ้ง อุทยานแห่งชาติรามคำแหงมีเนื้อที่ประมาณ 213,125 ไร่ หรือ 341 ตารางกิโลเมตร

อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ

ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท

ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

ถ้ามีรถยนต์ 4 ล้อ ก็เพิ่มไป 30 บาท

อุทยาทแห่งชาติรามคำแหง เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 08.00 - 17.00 น.

ร้านค้าสวัสดิการภายในอุทยาน เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00 - 16.00 น.

เมื่อถึงเตรียมจัดข้าวจัดของไปลงทะเบียนที่จุดบริการเรียบร้อย ส่วนลูกหาบ ถ้าจะจ้างก็ ลูกหาบ 1 คน ก็จ่าย 500 ไม่แพงหรอกถ้าคุณได้ลองไปเดินจริงๆ แต่พวกผมชายหนุ่มไง ไม่เอาลูกหาบ แบกกันเองกระเป๋าเป้สะพายคนละ 2 ใบ ไม่รวมอุปกรณ์กล้องและถุงน้ำและขนม หลังบ่าย 2 เขาจะไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นนะครับ ต้องเดินก่อนบ่าย 2 เท่านั้น

เวลา 13.40 เริ่มเดินครับ!! นี่แหละครับ จุดเริ่มต้นของความโลกไม่สวย ฮ่าๆๆๆ เพราะเราต้องเดินเท้าตลอดด้วยระยะทางขึ้นเขากว่า 4 กิโลเมตร!!! จะถึงจุดตั้งแคมป์ คุณไม่สามารถตั้งแคมป์ระหว่างทางได้เลย คือต้องไปให้ถึงจุดตั้งแคมป์เท่านั้น

เขาหลวงสุโขทัย

เมื่อเดินมาได้ 20 นาทีหรือประมาณ 120 - 150 เมตร ทางจะยังไม่โหดมาก พวกผมก็ชิลไปล่ะ เห็นคนที่เดินสวนลงเปื้อนโคลนกันเป็นแถว บางคนมาทักทายบ้าง พวกผมก็แซว เดินยังไงให้เปื้อนขนาดนั้น อิอิ พวกผมยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง ช่างห้าวยิ่งนัก

เขาหลวงสุโขทัยระยะทางยังไม่สิ้นสุด เข่าไม่ทรุดก็ยังเดินต่อไป ระหว่างทางก็เจอคนเดินลงทั้งนั้นเลยครับ และก็มีลูกหาบแบกของลงให้ลูกค้า เห็นแล้วนับถือมากๆ แบกมาจากไหนวะนั่น ของขนาดนั้นแบกมาคนเดียว เจอใครก็ทักทายกันอยู่เรื่อยๆครับ 

เขาหลวงสุโขทัยบ้าไปแล้วยิ่งเดินเหมือนยิ่งหลง บรรยากาศคือป่ารกทึบ หาทางเดินเอาเอง มีแค่ป้ายบอกระยะทางตามจุดต่างๆ จากโลกที่สดใสตอนนี้เริ่มมืดมัว อ้อ! แล้วอีกอย่างที่นี่เขามีจุดพักให้นั่งและมีก๊อกน้ำบริการทุกๆ กี่ร้อยเมตรก็ไม่รู้จำไม่ได้ ไม่ต้องห่วงว่าจะขาดน้ำเลยครับ 

เมื่อเดินมาสักพักเริ่มหน้ามืด ผมนี่อยากเป็นลมมาก ทางก็เริ่มชัน ในป่าก็เริ่มมีหมอก คิดว่าเดินมาไกลมากแล้วแน่ๆ แต่ความจริงไม่เลยครับ ที่เดินมายังไม่ได้ 1/4 กิโลเมตรเลย บอกเลยแทบอ้วก แต่พวกผมก็ดั้นด้นมาจนถึงจุดชมวิวจนได้ ซึ่งจุดนี้ยังอยู่แค่ 500 เมตรจากที่เดินมาเป็นเวลา 1 ชม.กว่า ของก็หนัก แวะพักกินน้ำกินขนมหน่อย ต้องเตรียมไปด้วยนะครับของพวกนี้

เขาหลวงสุโขทัย

หลังจากจุดชมวิว เราก็เดินไปพักไปตลอดทาง ลักษณะของทางที่เดินคือ พื้นเป็นหิน ดิน และใบไม้ เรียกได้ว่าแค่เห็นทางตรงหน้าก็หมดกำลังใจที่จะไปต่อแล้วครับ เพราะมันมีแต่ขึ้นกับขึ้นและชัน ชันมาก อยู่แบบนี้ไปตลอด ก้าวขาแต่ละก้าวหัวเข่านี้มาชิดหน้าอกเลยแหละครับ คิดดูชันขนาดไหน บางคนนำไปก่อนแล้วนั่งพักรอคนข้างหลังสลับกันไป พากันคุยกันไปตลอดทางให้กำลังใจกันไปตลอดทาง จนเริ่มเห็นป้ายแสดงระยะทางใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น จนในที่สุด เวลา 18.06 น. เราก็มาถึงจุดตั้งแคมป์ ใช้เวลา 5 ชม.กว่าแหนะ ถึงปุ๊ปก็ล้มลงนอนปั๊ป อากาศข้างบนหนาวมากจากที่เดินมาเหงื่อท่วม เรียกว่าแห้งสนิททันที ข้างบนมีห้องน้ำบริการนะครับ อาบได้ฟรี แต่ผมหนาวมากอาบน้อยๆ อิอิ

เขาหลวงสุโขทัย

และพวกเราก็ตั้งเต้นท์กัน ใครนอนไหนก็ว่ากันไป เอาเต้นท์มา 3 เต้นท์ และขอบอกต้องมัดเชือกกับต้นไม้แบบแน่นๆ เลยนะครับ ไม่งั้นนอนๆ อยู่อาจจะลอยไปทั้งคนทั้งเต้นท์ เพราะลมแรงมากๆๆๆ (ไม้ยมก ล้านตัว) 

 

เขาหลวงสุโขทัย

พวกผมเอาเตาแก๊สปิคนิกไปเพื่อสิ่งนี้เลยครับ ต้มบะหมี่และกาแฟกินกันและนั่งคุยแต่เรื่องระหว่างทางของวันนี้ อ้อ บนจุดตั้งแคมป์มีร้านขายของนะครับ แต่ต้องสู้ราคาหน่อย ไม่งั้นก็เดินลงไปซื้อเองข้างล่างนู่น ฮ่าๆๆๆๆ

 

เขาหลวงสุโขทัย

ก็ถึงเวลาแยกย้ายกันเข้านอน ต้องตื่นตี 5 แหนะ เพราะจะไปผานารายณ์กัน หวังว่าจะมารอเก็บบรรยากาศทะเลหมอก

 

เขาหลวงสุโขทัย

และเวลาเช้าก็มาถึง เพื่อนบางคนไปนั่งรอเก็บภาพอาทิตย์ขึ้นละ ผมกับเพื่อนอีกคนตามไปทีหลัง เดินผ่านสายหมอกหนาไปที่ผานายณ์

 

เขาหลวงสุโขทัย

ตามภาพเลยครับ 200 ม. สู่ยอดเขานารายณ์ เดินจากจุดตั้งแคมป์ ระยะทางไม่ชันมาก แต่มีขึ้นมีลง โอ้ยยย.. เมื่อวานของเก่ามันทำระบมไปหมด เลยเดินเป๋ไปเป๋มาอยู่บ้างกับแค่ระยะทางแค่นี้ แต่ก็ต้องไปให้ได้

 

เขาหลวงสุโขทัย

เช้าๆ ก็หมอกหนาสุดยอดครับ รอหมอกจางกว่านี้เพื่อเก็บแสงตะวันเข้าเมมโมรี่การ์ดครับ

 

ให้ดูภาพบรรยาศครับ

เขาหลวงสุโขทัย

เขาหลวงสุโขทัย

นี่หรือเขาหลวง

เขาหลวงสุโขทัย

เขาหลวงสุโขทัย

เหมือนเดิมครับ แอ๊คท่าถ่ายรูปกันไป เห็นบางคนเหมือนไม่หนาวใช่ไหมครับ ไอนั่นมันกัดฟันทนเพื่อรูปแหละครับ จริงๆหนาวมากๆ ไม่เชื่อดูได้จากคนที่นั่งหงิกอยู่นั่นสิ อยากจะบอกว่านั่นแหละ ผมเอง -_- 

เขาหลวงสุโขทัย

แสงสีส้มเริ่มมาอยู่รำไร

 

เขาหลวงสุโขทัย

ต่างคนต่างยืนขึ้นเพื่อสิ่งนี้เลยครับ การได้อยู่บนยอดเขาแล้วได้มองวัตถุทรงกลมสีส้มเปล่งออร่าด้วยตาเปล่านี้มันช่างมีค่ายิ่งนัก

เหน็ดเหนื่อยมานาน คุ้มค่ามากๆ

เขาหลวงสุโขทัย

เมื่อฟ้าสว่าง เราก็จำเป็นต้องบอกลาบรรยากาศอันงดงามของที่นี่ และเราก็กลับไปเก็บเต้นท์เตรียมลง พวกเจ้าหน้าที่ก็ชมว่าของเราเยอะมากแต่แบกขึ้นมาเอง และเป็นกลุ่มเดียวที่เดินขึ้นในวันนั้น นอกนั้นมีแต่คนลงกับคนขึ้นมาแต่ขึ้นไม่ถึง จะบอกว่าที่นี่ขึ้นลงทางเดียวครับ เดินเท้าอย่างเดียว ฮาร์ดคอร์จัดๆ ขาลงเราก็ลงทางเดิมครับ จะก้าวขาแต่ละก้าวก็ต้องเกร็งไม่ให้ขาอ่อนทรุดลงไป แต่ก็ได้แค่คิดแหละครับ จากวันแรกที่เราไปแซวคนเดินลงว่าเดินยังไงให้เปื้อนอย่างนั้น สุดท้ายแล้วโดนบ้างครับ สไลด์ลงกันเป็นว่าเล่น ใช้เวลา 2 ชม. ถึงข้างล่าง กางเกงกับรองเท้าผ้าใบเรียกได้ว่า..ทิ้งเถอะครับ จะแบรนด์ระดับไหนก็ไม่มีอารมณ์ใส่ต่อ ข้างล่างก็มีห้องน้ำที่สามารถอาบได้ฟรี อยู่ใกล้ๆลานจอดรถ 

 

          สิ่งหนึ่งที่ได้จากที่นี่คือประสบการณ์และบทเรียนอันล้ำค่า ความสามัคคีของเพื่อนๆ ความเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าที่ได้มาเจอกันที่นี่ มีทั้งไทยและต่างชาติ เราเจอนักเดินเขาระหว่างทางลงเขาบอกว่า "เดินขึ้นเขานี้ได้ก็ขึ้นเขาอื่นในประเทศไทยได้สบาย" เมื่อเราได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกดีที่พวกเราสามารถเอาชนะใจตัวเองได้ กล้าที่จะไปต่อแม้รู้ว่าทางข้างหน้านั้นจะอุปสรรคแค่ไหน การได้มาที่นี่ไม่เสียแรงไม่เสียเวลาเลย จนถึงวันนี้ผมจึงคิดได้ว่า บางทีการไปถึงจุดหมายได้มันก็ไม่เท่าสิ่งที่ได้รับระหว่างทาง "การจะไปถึงจุดหมายได้ต้องไม่ลืมว่าผ่านอะไรมาบ้างและระหว่างทางเราได้อะไรบ้าง" ทุกวันนี้ยังภูมิใจอยู่เลย

โอเคครับ เรื่องราวก็ประมาณนี้ ไว้ไปที่ไหนจะเก็บเรื่องราวดีๆ แบบนี้มาฝากอีกนะครับ สวัสดีครับ