"ป่าบงเปียง" หากเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาลอย ๆ หลายคนอาจจะไม่รู้จัก หากแต่ชื่อนี้เหล่านักถ่ายภาพและนักเดินทางแบบสมบุกสมบันจะรู้จักกันดี เพราะนาขั้นบันไดป่าบงเปียงนั้น เป็นนาขั้นบันได้ที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยเลยทีเดียว คำว่า "บง" ทางเหนือใช้เรียกชื่อต้นไผ่ ป่าบงเปียงจึงหมายถึงป่าที่เต็มไปด้วยต้นไผ่

การเดินทางไปสู่ป่าบงเปียง ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าขึ้นดอยอินทนนท์ จนถึงด่านที่สองหากตรงไปก็จะขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ เราเลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางไปมุ่งสู่อำเภอแม่แจ่ม อำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ที่เงียบสงบและมีเสน่ห์เหลือเกิน ห่างจากด่านที่สองมาประมาณ 400 เมตรถนนจะตัดผ่านป่าดิบชื้น ซึ่งหากมาช่วงหน้าฝนหรือปลายฝนถนนช่วงนี้จะถูกปกคลุมด้วยหมอกฝนเต็มป่าสน สวยงามน่าหลงไหลอดไม่ได้ที่จะจอดรถลงมาถ่ายรูป แต่เตือนก่อนนะคะ ถนนเส้นนี้แคบมากมีแค่สองเลนส์ให้รถสวนไปมา และไม่มีไหล่ทาง หากจะจอดถ่ายรูปต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้รถจะไม่มากนักแต่ก็มีมาตลอด

หมอกปกคลุมป่าสนจากด่านที่สองตรงไปประมาณ 7 กิโลเมตรมีทางแยกขวามือเข้าน้ำตกแม่ปาน จากปากทางเข้าไปที่ทำการอุทยานประมาณ 4 กิโลเมตร และจากอุทยานไปถึงป่าบงเปียงอีก 2 กิโลเมตร แต่ทางเส้นนี้เป็นดินลูกรังและเป็นหลุมเป็นบ่อดินโคลนตลอดเส้นทาง ต้องใช้รถโฟว์วิลล์เท่านั้น รถขับสองไม่แนะนำให้ใช้เส้นทางนี้เด็ดขาด หากมาด้วยรถขับสองจริง ๆ ต้องจอดรถไว้ที่ทำการอุทยานฯ แล้วติดต่อรถโฟว์วิลล์ของชาวบ้านในการเดินทางต่อ นอกจากเส้นทางนี้แล้วก็มีทางเลี่ยงอีกวิธี คือขับรถเข้าตัวเมืองแม่แจ่ม ระยะทางจากด่านสองประมาณ 50 กิโลเมตร พอถึงตัวเมืองถือโอกาสพักรถและหาอะไรทาน จากตัวเมืองแม่แจ่มเลี้ยวขวาออกนอกตัวเมืองไปจนถึงตำบลช่างเคิ่ง เลี้ยวขวาอีกทีตรงหน้าวัดทุ่งยาว แล้วก็ขับรถขึ้นเขาชิว ๆ ไปเรื่อย ๆ ผ่านหมู่บ้านชาวเขา ผ่านทุ่งนา ผ่านไร่ข้าวโพด ไร่ฟักทอง ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นชาวบ้านปลูกอะไร ไปจนเห็นแนวเขากว้างไกล ตามไหล่เขาเห็นนาขั้นบันไดลดหลั่นลงมา เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นหลุมเป็นบ่อ แต่ขับสองยังขึ้นได้ด้วยความระมัดระวัง เราจะเห็นโฮมสเตย์เป็นกระท่อมซ่อนตัวอยู่ตามคันนาบ้างประปราย ซึ่งโฮมสเตย์ที่นี่ช่วงฤดูทำนาต้องจองล่วงหน้ากันเป็นเดือนเพราะจะเต็มตลอด

นาริมเขาเดือนที่เหมาะแก่การมาเที่ยวนาป่าบงเปียงคือช่วงประมาณต้นเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งในแต่ละช่วงความงดงามของผืนนาก็จะต่างกันไป ช่วงต้นเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงดำนา ท้องนายังคงเต็มไปด้วยน้ำ มาช่วงนี้จะเจอฝนประมาณ 80 เปอร์เซนต์ ท้องฟ้าไม่สวย หากแต่ช่วงเย็นยามตะวันลับเหลี่ยมเขา เราจะเห็นแสงเงาสะท้อนน้ำจากผืนนาสวยงามแปลกตา

ช่วงนาดำ

ช่วงประมาณตุลาคมนาจะเขียวขจี ชะอุ่มเห็นเป็นขั้นชัดเจนสวยงาม ประมาณพฤศจิกายนเราก็จะเห็นเป็นสีทองอร่ามเต็มท้องทุ่ง

โฮมสเตย์เป็นที่พักแบบกระท่อมมีระเบียงให้เรานั่งห้อยขาเสพกลิ่นไอท้องนา หรือไม่ก็นั่งทานอาหารแล้วชื่นชมวิวขุนเขาอยู่ไกล ๆ หรือถ้าหากอยากออกกำลังกายจะลงไปเดินเล่นตามคันนาก็ย่อมได้ แต่ระวังนิดหนึ่งนะคะ คันนาลื่นมากและคันนาแต่ละขั้นนั้นสูงเกินกว่าหนึ่งเมตร

ปลายนายิ่งเดินลึกเข้าไปในนา ยิ่งลงไปไกล ๆ ความสวยงามจะแตกต่างกันไปในแต่ละมุมมอง จุดที่ไม่น่าจะพลาดคือผืนนารูปหัวใจ เมื่อไปยืนในตำแหน่งที่พอดี เราจะเห็นหัวใจเด่นชัดขึ้นมา

นารูปหัวใจที่ป่าบงเปียงแห่งนี้ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง เมื่อเราเลือกที่จะพักที่นี่เราจะได้กินข้าวเย็นใต้แสงเทียนแสนจะโรแมนติก แม้จะเป็นอาหารพื้นบ้านแต่รับรองว่าคุณจะอร่อยไม่รู้ลืมเลยล่ะ กลางคืนนอนฟังเสียงธารน้ำไหลลงนาฟังคล้าย ๆ มีน้ำตกเล็ก ๆ มากล่อมให้นอนฝันดี ตื่นเช้ามาแค่ชะโงกหน้าโผล่หน้าต่างออกมา คุณก็จะได้เซย์ฮัลโลกับท้องนาเขียวขจี โบกมือทักทายไอหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งผ่านขุนเขาอยู่ไกล ๆ 

เขากับหมอกเท่าที่ทราบมาปลายปี 2562 นี้เขาจะทำถนนลาดยางจากที่ทำการฯ นำตกแม่ปานมาจนถึงหมู่บ้านที่ป่าบงเปียง แถมยังมีรีสอร์ทและโฮมสเตย์ผุดมาใหม่มากมาย เกือบทุกที่นำโซล่าเซลส์เข้ามาใช้ เพื่อความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว ความจริงก็ดีหรอกนะแบบนี้ แต่..เสน่ห์บางอย่างของที่นี่จะหายไป เราดั้นด้นเข้ามาที่นี่เพื่อมาสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิม มาสัมผัสธรรมชาติล้วน ๆ  ตกค่ำหมดสิ้นแสงเทียนเราก็แหงนหน้าคุยกับดาวเป็นล้านดวงบนท้องฟ้า แบบนี้ต่างหากที่เราต้องการ