จุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้  มาจากกราฟชีวิตที่ดิ่งลงต่ำแทบทุกเรื่อง ฉันจึงตัดสินใจแก้เคล็ดให้ตัวเองโดยเดินทางไปในจุดที่สูงที่สุดในประเทศ มาดูกันว่า “ สูงสุดในแดนสยาม” จะพาฉันกลับมาได้แค่ไหน

ฉันเลือกนอนเต้นท์อุทยาน ซึ่งถูกกางไว้รอรับนักเที่ยวอยู่ก่อนแล้ว ตัวเต้นท์อยู่ในลานสน ร่มรื่นมาก ค่ำหน่อยฉันเดินออกมาหาหมูกะทะกิน  ก็คงต้องยอบรับว่ากินหมูกะทะบนดอยมันอร่อยกว่าปกติมากเต็นท์

 

ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางทำให้ฉันหลับทันทีที่หัวถึงหมอน และมารู้สึกตัวราวๆ ตี 5 ล้างหน้าล้างตาเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว ฉันยืนอยู่ในกลุ่มคนที่กำลังรอในสิ่งเดียวกัน เรามาจากคนละที่ เพื่อมาดูแสงแรกด้วยกัน การรอคอยอย่างเงียบๆ ช้าๆ ทำให้แสงแรกของวันนี้สวยกว่าวันไหนๆแสงแรกเริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่ง จิตใจของฉันสว่างไสวตามพระอาทิตย์ขึ้น ฉันเติมพลังด้วยมันเผาร้อนๆ มันเทศไทยๆ นี่แหละ อร่อยเหาะ จากนั้นก็อุดหนุนสตอเบอรี่หวานฉ่ำกันต่อมันเผา

สตรอเบอร์รี่สิ่งที่ฉันตั้งใจมากในการมาทริปนี้ คือการเดินป่าเส้นทางธรรมชาติของกิ่วแม่ปาน ระยะเดินของที่นี่ไม่ได้ยากจนฉันท้อ และไม่ได้ง่ายจนฉันมองข้าม ไกด์ท้องถิ่นพาฉันเดินไปตามทาง ผ่านจุดที่เป็นป่า เป็นทุ่งหญ้า ไต่ไปตามทางเดินริมผา ดูท้องฟ้ากว้าง สายมากแล้ว แต่ฉันยังเห็นทะเลหมอกที่ถูกโอบกอดไว้ด้วยภูเขา เข้าใจคำว่าสวยจนลืมหายใจได้ในนาทีนั้นเองทะเลหมอก

จากจุดตั้งต้นจนถึงปลายทาง ฉันเห็นความน่ารักของป่าผ่านต้นไม้ใจดีที่ให้มอสเฟิร์นเกาะอาศัยเต็มไปหมด เห็นความขบขันบนรากไม้ที่รูปร่างเหมือนหนอนชาเขียว เห็นความสดใสของดอกไม้  และความร่าเริงของนกน้อย ต้นไม้ใจดีฉันเห็นความหลากหลายและแตกต่างตั้งแต่ต้นไม้เขียวครึ้มสูงใหญ่ จนดอกหญ้าเตี้ยเรี่ยดิน

พักสุดท้ายฉันพบว่าต่อให้เส้นทางนั้นจะสวยงามขนาดไหน สำหรับคนเดินทาง เราย่อมมีช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย ถ้าคุณกำลังเหนื่อยก็แค่พัก หนักก็แค่หยุด หากำลังใจใหม่ๆ ให้ตัวเองเสมอ แต่ถ้าวันนี้ยังไม่รู้จะไปไหน มาเดินสำรวจหัวใจที่กิ่วแม่ปานแบบฉันก็ได้นะ