"ภูสอยดาว" ถ้าพูดถึงชื่อนี้คงคุ้นหูเหล่านักเดินป่าเป็นอย่างดี หลายๆคนเริ่มต้นการเดินป่าจากที่นี่ ภูสอยดาวคือชื่อของอุทยานแห่งชาติหนึ่งในจังหวัดเล็กๆอย่างอุตรดิตถ์ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าคอยต้อนรับการมาเยือนของเหล่านักเดินทางอยู่เสมอ จนมีใครหลายคนบอกไว้ว่า "ถ้าอยากเห็นดาวเต็มฟ้า ต้องมาภูสอยดาว แต่วันนี้เรามาพูดให้ฟังในมุมมองของภูสอยดาว ฤดูฝน ฤดูที่บางคนอาจจะบอกว่า ไปหน้าฝนจะเห็นดาวได้ยังไง สำหรับเราแล้ว ไม่ว่าหน้าไหนหรือไม่ว่าจะเห็นดาวเต็มฟ้าหรือไม่ ภูสอยดาวยังมีเสน่ห์ในตัวเองให้อยากกลับไปเยือนเสมอ เรามาเริ่มต้นเดินทางขึ้นสู่ลานสนไปพร้อมๆกันดีกว่า...

ภาพแรกกับการต้อนรับสู่

 ออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนร่วมทาง

 เราเริ่มต้นการเดินด้วยความชุ่มฉ่ำของสายฝนที่ตกต้อนรับตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เพื่อลงทะเบียน ฝากสัมภาระกับเหล่าลูกหาบ แต่ถึงฝนจะตกหนักแค่ไหน เหล่านักเดินทางทั้งหลายก็ไม่มีท้อถอย ทุกคนเตรียมพร้อมและไม่มีใครถอดใจ เราเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับคนข้างๆเพื่อทำความรู้จักก่อนที่จะเดินเท้าอีก4-6 ชม. เพื่อขึ้นสู่ลานสน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคนในวันนี้ บางคนมาจากกรุงเทพฯ บางคนมาจากภาคใต้ หรือแม้กระทั่งเราที่เดินทางมาจากอีกด้านหนึ่งของประเทศเช่นกัน ทุกคนพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เหมือนว่าคุ้นเคยและรู้จักกันดี ซึ่งจริงๆแล้วเพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วนี่แหละ สิ่งที่ทำให้ทุกคนสามารถพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจอาจจะเป็นเพราะว่า วันนี้เรามีจุดหมายเดียวกัน เราชอบออกเดินทางเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งท่ามกลางพงไพรอันกว้างใหญ่ข้างหน้านี้เราอาจจะต้องพึ่งพากันและกัน

Advertisement

Advertisement

ก้าวแรกการเดินขึ้นสู่ลานสนในช่วงแรกไม่ยากนัก เราเดินเท้าเข้าสู่ผืนป่าด้วยความเบิกบานและตื่นเต้น ต้นไม้ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนที่เพิ่งจะหยุดตกไปเพียงไม่นาน เสียงนกร้องราวกับต้อนรับเราเข้าสู่บ้านของมัน อากาศเย็นสบายที่ทำให้ทุกย่างก้าวเราได้สูดออกซิเจนบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้จากในเมือง ทำให้ไม่รู้สึกถึงความเหนื่อย ความเมื่อยล้าเลยซักนิดลูกหาบประจำถิ่น

Advertisement

Advertisement

 ในระหว่างทางเรามักจะพบกับลูกหาบ หรือ เราแอบตั้งชื่อให้ว่า เจ้าถิ่นภูสอยดาว ซึ่งเป็นชาวบ้านในชุมชนบริเวณโดยรอบเขตอุทยานแห่งชาติมาคอยแบกหามสัมภาระของเหล่านักท่องเที่ยวเพื่อให้นักเดินทางทั้งหลายได้เดินทางสู่ลานสนอย่างไม่เหนื่อยนัก สิ่งที่พบตลอดทางลูกหาบมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งเด็กหนุ่มวัยมัธยม ที่จะมีน้ำหนักสัมภาระบนบ่าตามแต่ที่ตนเองจะแบกไหว เราว่าการที่มีลูกหาบก็นับเป็นเรื่องที่ีดีอย่างหนึ่ง อย่างน้อยคนในชุมชนก็มีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนเข้าไปหางานทำในเมืองหลวง ได้ใช้ชีวิตกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัวเนินมรณะผ่านมาราว 4 ชั่วโมงสำหรับมือใหม่หัดเดินอย่างเรา ในที่สุดเราก็มาถึงเนินสุดท้ายก่อนที่จะขึ้นสู่ลานสนคือ"เนินมรณะ" เนินที่หลายคนกล่าวขานว่า มรณะสมชื่อ เนินที่สำหรับเรารู้สึกว่า ไม่ใช่เนินมันคือเขาทั้งลูกที่ต้องเดินขึ้นไปในแนวดิ่ง แต่เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ไม่สามารถหันหลังกลับได้อีก นอกจากไปต่อข้างหน้าเท่านั้น ระหว่างทางบนเนินมรณะสิ่งที่พบเห็นได้เสมอคือ คำพูดของเหล่านักเดินทางที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

Advertisement

Advertisement

"อีกนิดเดียวพี่"

"ใกล้ถึงแล้ว" 

"สู้ๆนะ" หรือแม้กระทั่งคำพูดที่ว่า "ไปก่อนเลยครับพี่ ผมไม่ไหวแล้วขอพักก่อน เจอกันข้างบนนะ" 

คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนการพูดกับเพื่อนหรือคนที่รู้จักสนิทสนมกันอย่างดีจนนึกไม่ถึงเลยว่าจริงๆแล้ว เราเพิ่งจะเจอกันครั้งแรก นี่แหละที่เรียกว่า เสน่ห์ของการเดินป่าอย่างแท้จริง

ก่อนจะจางเมื่อเลือกที่จะมาเที่ยวป่าฤดูฝน สิ่งที่ต้องทำใจเสมอคือ เราอาจจะไม่ได้เห็นวิวสวยๆ แต่อาจจะได้พบหมอกหนาๆแทน เราถูกต้อนรับบนทางราบก่อนถึงลานสนด้วยหมอกหนา ที่เหมือนเป็นการเดินทางทะลุมิติสู่ลานสนอันกว้างใหญ่ ลายลมหนาวที่โอบกอดเรา ราวกับกำลังท้าทายให้ก้าวเข้าสู่ดินแดนใหม่ที่ไม่เคยพบเจอต้อนรับสู่ลานสน

ภาพแรกที่เรายืนมองเมื่อเดินทางเข้าสู่ลานสน หมอกหนาๆกำลังจางหายไป เผยโฉมเหล่าต้นสนอันสูงใหญ่เรียงรายอยู่เบื้องหน้ายาวสุดลูกหูลูกตา และมีเหล่านักเดินทางทั้งหลายกำลังเดินอยู่บนผืนหญ้าช่างน่ามองนัก ทุกคนยิ้มแย้ม หัวเราะ ผลัดกันถ่ายรูป ช่างมีความสุขเสียจริงอยากจะทิ้งตัวลงนอนบนผืนหญ้าเบื้องหน้าซะเดี๋ยวนั้นคัลเลอร์ฟูลภูสอยดาว

 ลานกางเต็นท์ที่เต็มไปด้วยเหล่านักเดินทางที่มีจุดหมายเดียวกัน มีหมอกโอบล้อมอยู่โดยรอบ มีต้นสนสูงใหญ่กระจายตัวอยู่เต็มลาน ช่างเป็นภาพที่มองเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกเบื่อเลย ป่าสน

 

 

 

 

 ชุ่มฉ่ำ

 เราใช้เวลาบนลานสนอย่างคุ้มค่าที่สุดด้วยการเดินชมบรรยากาศโดยรอบ นั่งมองรอยยิ้มของผู้คน นั่งมองไปยังความกว้างใหญ่ของผืนที่ป่า กวาดสายตาไปรอบๆอย่างช้าและนั่งยิ้มให้กับความสุขตรงหน้า ช่างเป็นชีวิตที่มีความสุขอะไรเช่นนี้ ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบ ชีวิตที่พบเจอแต่อากาศบริสุทธิ์แบบที่หาในเมืองไม่ได้ หงอนนาคแย้มรับนักเดินทาง

 

 บอกลา

 เราผ่านค่ำคืนอันหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยหมอกหนาซึ่งอาจทำให้มองไม่เห็นดาวเต็มฟ้าแบบที่คนอื่นๆบอกกัน แต่เราไม่เสียใจเลย สิ่งที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้เพียงพอแล้ว ความสุขและมิตรภาพตรงหน้าทำให้แทบจะไม่ต้องไปไขว้าคว้าหาอะไรอีกแล้ว อาจจะเหมือนที่หลายๆคนพูดไว้ว่า "การเดินทางคือการค้นหาความหมายของชีวิต" และใช่เราค้นพบความหมายของชีวิตตัวเองแล้วว่าเราอยากจะเดินทางไปเรื่อยๆ และจะกลับมาเยือนที่แห่งนี้อีกแน่นอน

ภาพประกอบโดย ขวัญดาว