ช่วงวันหยุดหน้าหนาวปลายปีหลายคนคงมองหาสถานที่เดินทางตามธรรมชาติ ยิ่งช่วงนี้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยแก่การท่องเที่ยว คงไม่มีทางอื่นที่หลาย ๆ ท่านจะมองไปถึงทริปหน้าหนาวปลายปี

เชื่อว่าหลังจากธรรมชาติได้พักฟื้นในช่วงสามสี่เดือนนี้แล้ว คงฟื้นฟูความสวยงามเพิ่มขึ้นให้กับเหล่านักท่องเที่ยวได้ยลโฉมกันไม่มากก็น้อย  เนื้อหานี้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหนึ่งในสถานที่อันโด่งดัง ที่เหล่าคนที่รักในการท่องเที่ยวชื่นชมธรรมชาตินั้น น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ขอบอกก่อนว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่มีรถส่วนตัว ไม่มีอาหารหรูหรา และ แทบจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายใด ๆ ทั้งสิ้น หากใครเป็นสายลุยที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวนี้ อยากให้ซ้ำรอยการเดินทางครั้งนี้ แล้วจะรู้ว่าความเหนื่อยที่คุ้มค่านั้น มีอยู่จริง 

เราเริ่มออกเดินทางกลางดึก ด้วยรถไฟชั้น 3 ณ สถานีหัวลำโพง รถไฟชั้น 3 นั้นคุณสมบัติง่าย ๆ ก็คือ หากคุณไม่ได้จองตั๋วมา คุณต้องยืน (โชคดีที่เราจอง) เป้าหมายของเราในวันนั้นคือ พิษณุโลก เมืองสองแคว หากแต่เป้าหมายที่แท้จริงนั้น คือ ภูสอยดาว สถานที่อันโด่งดัง   

Advertisement

Advertisement

ภูสอยดาว อันที่จริงนั้นตั้งอยู่ในเขต จังหวัดอุตรดิตถ์ ยอดภูมีความสูงกว่า 1.6 km เมตรจากระดับน้ำทะเล เปิดให้ท่องเที่ยวเยี่ยมชมธรรมชาติทุกปี 

การเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ของเรานั้นไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่นัก ที่นั่งขนาดครึ่งก้นผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถเหยียดขาได้นั้น ช่างสร้างความหนักใจให้กับหัวเข่าไม่น้อย แค่คิดว่าต้องเดินทางด้วยการนั่งแบบนี้กว่า 6 ชั่วโมงครึ่งแล้ว ก็แทบจะหมดกำลังใจเลยทีเดียว แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่ต้องยืนหลายชั่วโมงละกัน (คิดปลอบใจตัวเอง)

อาหารเย็นของเราวันนั้นคือขนมปังไส้ช็อคโกแลตที่ซื้อติดตัวมาจากหัวลำโพงก่อนขึ้นรถไฟ

Advertisement

Advertisement

ตุ๊ก ตุ๊ก หรือ สองแถวเล็ก พบเห็นได้ทั่วไปที่เมืองสองแควเราออกเดินทางจากหัวลำโพงกัน 3 ทุ่มเศษ ๆ ถึงจุดหมายแรกสถานีรถไฟ พิษณุโลก ก็ตี 4 กว่า ๆ จึงจัดแจงรับประทานอาหารเช้าแถวสถานีรถไฟก่อนมุ่งหน้าไปจุดหมายต่อไป 

การเดินทางไปภูสอยดาวนั้น ไม่ยากและไม่ง่าย เส้นทางที่นิยมที่สุดคือการเดินทางจากขนส่งพิษณุโลก 

เราเดินทางกันไปถึงขนส่งด้วยรถตุ๊ก ๆ หรือ สองแถวเล็กของพิษณุโลก หลังจากนั้นก็พบเจอเพื่อนร่วมทางที่มีจุดหมายเดียวกัน หลังจากตกลงกันเสร็จสับ จึงตัดสินใจเหมารถไปส่งที่อุทยาน และ ต่อรถกระบะขึ้นไปยังจุดทำการ หรือ จุดเริ่มต้นการทรมานหัวเข่าภาคที่สองนั่นเอง 

คณะเดินทางของเรามาถึงช่วงเวลาเกือบ 11 โมงเช้า โดยต่างคนนั้นต่างนอนกันคนละน้อยนิด เนื่องจากสภาพการเดินทางที่ไม่เอื้ออำนวย ทุกคนได้แต่คิดในใจว่า ครั้งต่อไปคงต้องเป็นตู้นอนเท่านั้น สำหรับระยะทางเดินขึ้นจากจุดเริ่มถึงปลายทางภูสอยดาวนั้น ใช้ระยะทางทั้งสิ้น 6.5 กิโลเมตร โดยทางอุทยานรับหน้าที่จัดหาลูกหาบให้ได้หากต้องการ 

Advertisement

Advertisement

แต่สายลุยอย่างเราจะเสียเงินไปทำไม ว่าแล้วก็แบกกันขึ้นไปเองสิ 

ทางเดินที่เป็นดิน ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

โดยระยะเวลาเดินเท้าโดยเฉลี่ยจะอยู่กันที่ 4-6 ชั่วโมงแล้วแต่ความโปรของแต่ละคน ซึ่งแต่ช่วงของการเดินก็จะมีแบ่งเป็นเนิน และ ทางราบ บ้างตามโอกาส คณะเราใช้เวลา เดิน ๆ หยุด ๆ เบ็ดเสร็จเกือบ 7 ชั่วโมง (ทะลุค่าเฉลี่ยกันไปเลย) เนื่องจากว่ามีบางคนในคณะต้องหยุดการเดินจาก "ตะคริว"

สิ่งที่จำเป็นมากในการเดินขึ้น ลง ภูสอยดาวนั้นคือไม้ค้ำ พวกเราพึ่งจะพบประโยชน์ของมันก็หลังจากที่ได้โดน ตะคริว เล่นงานกันไปแล้วนั่นเอง เราขึ้นกันมาถึงลานสน หรือจุดกางเต็นท์ เกือบ 1 ทุ่ม (ช่วงโค้งสุดท้ายของการเดินถึงกับต้องใช้ไฟฉายกันเลย) ถึงเราจะไม่เห็นความงามของดวงอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า แต่สิ่งที่ได้มาระหว่างการเดินทางนั้นก็เพียงพอแล้ว 

อากาศตอนกลางคืนกลางเดือนกุมภาพันธ์นั้นหนาวมาก ยิ่งอยู่บนยอดภูแล้วยิ่งทวีความหนาวเข้าไปอีก การอาบน้ำที่ต้องอาบท่ามกลาง ลำธาร หรือ น้ำลำธาร (ในห้องน้ำ) สาดทีแทบจะหนาวเย็นถึงขั้วกระดูก และ ความโหดอีกหนึ่งอย่างคือ ณ ลานกางเต็นท์นั้น ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้

ทว่าความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้านั้นได้หายไป เมื่อได้ตั้งวงประกอบอาหารกับคณะเดินทาง รวมถึงความสดใสในวันพรุ่งนี้ที่รอเราอยู่

โค้งสุดท้ายก่อนถึงลานสน ความสูงที่อยู่ท่ามกลางหมอกเมฆ

ทางเดินลงนั้นง่ายกว่าที่คิด เนื่องจากเป็นทางลาดเสียส่วนใหญ่ คณะเรากลับพร้อมกับเพื่อนร่วมทาง โดยเหมารถไปส่ง ณ ขนส่งพิษณุโลก แล้วตีตั๋วรถทัวร์กลับ กทม. ต่อเดียว เนื่องจากทุกคนเข็ดขยาดกับรถไฟชั้น 3 อันลือชื่อแล้ว

สำหรับใครที่คิดจะมาพิชิตยอดภูยอดนี้แล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมมีไม่กี่อย่างครับ

กาย และ ใจ

อ๋อ….อย่าลืมจ้างลูกหาบด้วยหละ... 

ลานสนยามเช้า อากาศปรอดโปร่งเย็นสบาย

ภาพถ่ายโดยผู้เขียน