เมื่อปลายปี60 ตอนนั้นฉันป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะ3ฺB กำลังรับคีโม เป็นช่วงที่พี่ตูนและก้าว วิ่งจากเบตงมุ่งหน้ามาแม่สายเพื่อรับบริจาคเงิน ซึ่งพี่ตูนจะวิ่งผ่านจ.ลำปาง 2-3วัน เราก็แค่คน คนหนึ่งที่อยากออกมาร่วมบริจาคเช่นกัน วันนั้นเป็นวันที่สองที่พยายามไปดัก วันแรกไปแล้วแต่พึ่งรับยาคีโมมา เป็นลมเลยต้องกลับบ้าน

           ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ เครดิตภาพ:ศรวุฒิ ทับทวี(สามีผู้เขียนบทความ)           วันที่สองเลยลองพยายามใหม่อีกครั้ง โดยสามีพาไปดักช่วงป่ารกๆหลีกช่วงที่มีคนเยอะๆ รอไม่นานพี่ตูนก็วิ่งมา ในวงรอบของนักวิ่งและบอดี้การ์ด เราพยายามวิ่งเยาะๆ เมื่อพี่ตูนใกล้เข้ามา เราก็พูดว่า "ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ พี่เป็นมะเร็ง อยากได้กำลังใจคะ" พี่ตูนกำลังจะวิ่งเลยเราไปนิดๆแต่กับลดสปีดฝีเท้าลง แล้วเริ่มหยุดคุยกับเราและพร้อมจะเซลฟี่ถ่ายรูปด้วย แต่เพราะเราเซลฟี่ไม่เป็นพี่ตูนหยิบโทรศัทพ์เราไปพร้อมกอดเราไว้ จับเราหมุนๆรอบพร้อมกดถ่ายให้เรา ก่อนจะตั้งคำถามว่า "พี่สาวออกกำลังบ้างไหม" เรานี้อึ้งเลย คิดในใจแค่ยืนรอพี่ตูนก็จะเป็นลมแล้ว แต่เราสัญญากับพี่ตูนไว้ "พี่จะพยายามนะคะ" แต่ในใจยังคงตั้งคำถามแค่เดินออกกำลังยังแค่ฝัน วิ่งนี้จะรอดไหม หลังจากวันนั้น กับสิ่งที่่พี่ตูนให้ข้อคิด

Advertisement

Advertisement

        หลังจากวันนั้น ครบ 2ปีพอดีในวันนี้ 19ธค62 ไม่คิดว่าจะได้กลับ มารอดักพี่ตูนเหมือนวันนั้นอีกครั้ง แต่วันนี้ต่างกันมาก "พี่ไม่ใช่คนป่วยแล้วนะ" "พี่ไม่เป็นมะเร็งแล้วนะคะ" และยังเป็นช่างภาพงานวิ่งด้วย และพี่ไม่แค่เดินได้ พี่ยังวิ่งได้ด้วยและหวังว่าในเร็วๆนี้ พี่จะเป็นนักวิ่งเทรลให้ได้ พลังที่พี่ตูนให้ในวันนี้ มันจะไม่จางหายไปไหน สักวันพี่คนนี้จะเอาเหรียญมาให้พี่ตูนเห็นนะ พี่จะรักษาสัญญาอีกครั้ง"

Advertisement

Advertisement

     พี่มารออีกครั้ง เครดิตภาพ:ศรวุฒิ ทับทวี(สามีผู้เขียนบทความ)          สามีขับรถพาออกบ้านที่ลำปางไปเด่นชัย จ.แพร่ นั่งดูไลน์สด "ก้าว" ก่อนดักก่อนถึงจุดเช็คที่4 คือบ้านสวนวิวดอย เขตจ.อุตรดิตถ์ ขึ้นเนิน มีพี่โป้งวิ่งนำ พี่ตูนนั่งหันหลังอยู่บนรถไฟฟ้า พี่โน๊ตไลน์สด สิ่งแรกที่คิด เราต้องวิ่งตามรถให้ทัน อย่าทำให้ขบวนวิ่งเค้าวุ่นวาย เมื่อใกล้รถเราวิ่งซอยเท้ารอ พร้อมชูหนังสือภาพ เก่าที่เคยถ่ายกับพี่ตูน กระซิบเบาๆ

          "พี่ตูนคะ จำพี่ได้ไหมคะ พี่ที่ดักขอถ่ายรูป ตอนนี้พี่ไม่เป็นมะเร็งแล้วนะคะ" พี่ตูนทำหน้าตะลึงตกใจเล็กน้อย ก่อนจะพูด " ผมจำพี่ได้ พี่หายแล้วเหรอ"  พร้อมกับพูด "ขอลงรถ"  มายืนคุยกับเรา สิ่งที่คิดว่าจะพูดก็พูดไม่ออก กับร้องไห้แทนด้วยความดีใจ พี่ตูนบอกคนในรถ เล่าเรื่องเราเคล้าๆ ตากล้องไลน์สดถึงกับโดดลงมาถ่ายภาพ พี่โน๊ตและทีมงานต่างก็พูดว่า พี่เค้าดีใจจนร้องไห้ออกมา เราขอกอดพี่ตูนแปป พี่ตูนอ้ากแขนกอดเราอย่างเต็มใจ "ผมดีใจกับพี่จริงนะ" "แล้วพี่มากับใคร" 55 (ข้างทางเปลี่ยวๆ) "พี่มากับแฟนคะ" พร้อมชี้หาสามีไกลๆตอนนี้นักวิ่งก็คงวิ่งต่อไป เราก็เกรงใจ ซอยเท้าวิ่งอยู่ตลอด ทั้งๆที่พี่ตูนยืนคุยกับเรานิ่งๆ ในวงล้อมของคนอื่นและตากล้อง เราบอกพี่ตูนว่า"เกรงใจจังเลย ตอนนี้พี่พยายามวิ่งแต่ที่สำคัญพี่เป็นช่างภาพงานวิ่งแล้วนะ เสาร์นี้พี่ต้องไปงานเชียงรายกลัวไม่ได้เจอ เลยมาดักก่อน" ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้พี่ตูน ขอเฟลฟี่ พี่ตูนรับและกดถ่ายให้สองภาพ เราเอาปากกาให้พี่ตูนเซ็นปกหนังสือด้วย "พี่สาวชื่อไรคับ" "อ้วนคะ" ระหว่างนั้น ช่างภาพไลน์สดก้อว่าสัมภาษณ์เล็กน้อย แล้วพี่ตูนก็กอดเราอีกครั้ง "ผมดีใจกับพี่จริงๆ" แล้วพี่ตูนก็วิ่งเข้าขบวนต่อไป มันเป็นความรู้สึกดีมากๆ พี่ตูนเป็นคนน่ารักจริงๆ แววตาคำพูด มันออกมาจากใจ มิได้แสร้งเป็นแสร้งว่า รักพี่ตูนที่สุด รักเพราะพี่ตูนคือแรงบันดาลใจ

Advertisement

Advertisement

เครดิตภาพ:ศรวุฒิ ทับทวี(สามีผู้เขียนบทความ)