ประเพณีลอยกระทงของปีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เมื่อย้อนกลับไปก่อนถึงวันลอยกระทงเมื่อปีที่แล้วนึกขึ้นมาทีไรก็ยังขนลุกไม่หาย

เรื่องมันมีอยู่ว่า...

     อาจารย์ได้สั่งงานให้นักศึกษาไปถ่ายทำหนังสั้นเกี่ยวกับวันลอยกระทงมาส่ง ซึ่งกำหนดหัวข้อว่าต้องเป็นการลอยกระทงเชิงอนุรักษ์  หลังจากระดมพลังสมองกันอยู่พักใหญ่ สองหนุ่มคู่หวานในกลุ่มก็ได้ตั้งพล็อตเรื่องขึ้นมาว่าจะทำหนังสั้นแบบหลอนๆหน่อย เพื่อนในกลุ่มต่างก็เห็นด้วย และได้แยกย้ายกันไปตามหน้าที่ของแต่ละคน เริ่มตั้งแต่เขียนบท จัดหาสถานที่ถ่ายทำ หาอุปกรณ์ประกอบฉาก หาชุดการแสดง เครื่องสำอางแต่งหน้าหรือแม้กระทั่งสถานที่กินข้าวหลังเลิกถ่ายงาน

พระจันทร์     การถ่ายทำวันแรกถ่ายทำที่อพาร์ทเม้นท์ของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มงานและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

     ส่วนวันที่สองเป็นการถ่ายทำริมท่าน้ำหน้าวัดซึ่งตรงข้ามกับเมรุเผาศพของทางวัดพอดี และวันนี้ทางวัดไม่ได้เปิดไฟทำให้บริเวณนั้นมืดมาก จะมีก็แต่เพียงแสงสว่างเมื่อมีรถขับผ่านมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น เมื่อถ่ายทำเสร็จทุกคนต่างก็โล่งใจ เพราะถ่ายสำรองฉากนี้ไว้โดยใช้กล้องถึงสามตัว พวกเราทั้งหมดเดินผ่านหน้าวัดเพื่อไปเอารถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองที่จอดอยู่ ขณะที่ฉันกำลังขี่รถผ่านหน้าวัด พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นร่างของผู้หญิงลักษณะเหมือนนุ่งห่มชุดไทยสีน้ำตาลยืนอยู่ข้างเมรุ ฉันขี่รถไม่เร็วนักจึงตัดสินใจหันไปมองอีกทีแต่ก็พบกับความมืดเพียงเท่านั้น

Advertisement

Advertisement

วัด

     วันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการถ่ายทำ วันนี้พวกเราจะไปถ่ายทำฉากสุดท้ายที่น้ำตกใกล้ๆกับมหาวิทยาลัย ฉันบอกกับน้องๆนักศึกษาว่าวันนี้ขอไม่ไปช่วยเพราะติดงาน แต่อันที่จริงฉันไม่กล้าไปต่างหากเพราะกลัวจะเจอดีเข้าอีก

Advertisement

Advertisement

     หลังกลับจากถ่ายทำหนังสั้นวันที่สามที่น้ำตก พวกน้องๆต่างมีสีหน้าท่าทางแปลกไป ต่างคนต่างรีบกลับที่พักไม่มีการชวนกินข้าวตอนเลิกงานเหมือนเคย ฉันค่อนข้างแปลกใจแต่ก็ไม่กล้าถามได้แต่เก็บความสงสัยไว้ จนถึงวันกำหนดส่งงานจึงมีการนัดรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งที่อพาร์ทเม้นเดิม กลุ่มนี้มีสมาชิกทั้งหมด 8 คน  ต่างคนต่างก็พูดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่ไปถ่ายทำฉากสุดท้ายที่น้ำตก   ฉันจึงขอให้หนึ่งในกลุ่มนั้นเล่าให้ฟัง  เขาเล่าว่า  วันนั้นพวกเขาเลิกเรียนช้า  กว่าจะเดินทางไปถึงน้ำตกก็เป็นเวลาห้าโมงห้าสิบแล้ว  ซึ่งตามปกติเวลาห้าโมงครึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็ทยอยกลับกันหมดแล้ว เพราะเป็นช่วงเข้าหน้าหนาวทำให้มืดเร็ว  พวกเขาอ้อนวอนคนดูแลอยู่นาน อ้างเหตุผลต่างๆนานา  คนดูแลจึงอนุญาตให้ใช้สถานที่ได้แต่ให้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง เนื่องจากกลัวว่ามืดแล้วอาจจะได้รับอันตรายและตรงทางเดินไปน้ำตกไม่มีไฟให้แสงสว่างเลย

Advertisement

Advertisement

น้ำตกเพื่อที่จะถ่ายงานให้ดูสมจริงจึงไม่ลืมที่จะจุดธูปและเทียนในกระทงที่เตรียมมานั้น  แทบจะทันทีที่ควันธูปลอยขึ้นไปในอากาศ  พวกเขาทุกคนต่างได้ยินเสียงและมองเห็นเงาตะคุ่มๆของคนกลุ่มหนึ่งจ้องมองมาทางพวกเขาและพูดคุยกันให้ได้ยินว่า  “พวกนั้นมาทำอะไร  พวกนั้นมาทำไม” วนเวียนไปมาที่ประโยคเดิมซ้ำๆ บางครั้งรู้สึกมองเห็นอยู่ไกลๆ บางครั้งก็เหมือนจะใกล้เข้ามา ต่อมาผู้ชายเสื้อสีขาวซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเขาได้พูดขึ้นว่า “เข้าไปดูพวกนั้นใกล้ๆไหม” 

     ทันทีที่ถ่ายทำฉากนั้นเสร็จไม่มีใครพูดอะไรอีกเลย คนถือกระทงรีบดับธูปเป็นอันดับแรก และทุกคนต่างเก็บของของตัวเองเพื่อออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด และเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดหรือหูฝาดไปจึงได้ถามคนดูแลว่า

“นอกจากพวกเราแล้วมีใครเข้ามาที่นี่อีกไหมครับ”   คนดูแลตอบว่า  “ไม่มีครับ” พร้อมกับส่งยิ้มให้

  เมื่อได้ยินดังนั้นคนถามจึงรีบขี่รถมอเตอร์ไซค์นำหน้าเพื่อนออกไปคนแรกเลย  ถึงแม้จะเป็นงานถ่ายสุดหลอนแต่ก็เป็นงานที่ทำให้ได้คะแนนเต็มซึ่งถือว่าคุ้มค่า  หากเพียงแต่ว่าพวกเราจะไม่เสี่ยงทำแบบนี้เป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน