สำหรับคอภาพยนตร์แนวโรแมนติก-ดราม่า เชื่อแน่ว่าหากคุณเคยหลงรักภาพยนตร์เรื่อง Bungee Jumping of Their Own (번지점프를 하다) เมื่อปี พ.ศ.2544 อย่างไร ในวันนี้คุณก็จะหลงรักภาพยนตร์เรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ (DEW) อย่างนั้น

        “ไปด้วยกันป่าว?”

        นี่คือประโยคแรกที่ ภพ พูดกับ ดิว ก่อนที่ มะเดี่ยว - ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล จะพาเรา “ดูไปด้วยกัน” ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา

ในภาพยนตร์ ดิว ไปด้วยกันนะ ผู้กำกับภาพยนตร์มือรางวัลอย่าง มะเดี่ยว - ชูเกียรติ ได้พาเราย้อนกลับไปสู่ยุค 90s ได้อีกครั้ง เสมือนว่าพื้นที่บริเวณหน้าจอที่เรากำลังนั่งอยู่เป็นยานย้อนเวลากันเลยทีเดียว องค์ประกอบของภาพยนตร์ถูก ‘จัด’ และ ‘วาง’ เอาไว้ ‘เป๊ะ’ มาก ทั้งเครื่องแต่งกาย เสียงเพลง และภาพบรรยากาศโดยรวม เชื่อว่าน่าจะถูกใจวัยรุ่น-วัยโจ๋ในยุค 90s หลายคนเป็นแน่ เพราะภาพที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์มันคือภาพฉายของคนในยุคสมัยนั้นจริง ๆ นักเรียนชายสวมกางเกง ‘แบบนั้น’ จริงๆ ประเทศไทยในยุคนั้นเรามีการสื่อสารผ่านตู้โทรศัพท์สาธารณะอย่างที่ภาพยนตร์กำลังจำลองให้เราเห็น วัยรุ่นยังสนุกกับการถ่ายภาพในตู้ถ่ายภาพสติ๊กเกอร์ ในขณะที่ในวงการเพลงก็มีเทปคลาสเซตให้ฟัง ฯลฯ อะไรพรรค์นั้นเลย จึงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าภาพยนตร์ ดิว ไปด้วยกันนะ ของ มะเดี่ยว สามารถตอบโจทย์สนองความรู้สึกโหยหาอดีตของคนในยุคสมัยนี้ได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ

Advertisement

Advertisement

Poster ภาพยนตร์        ดิว ไปด้วยกันนะ พาเราย้อนกลับไปในช่วงราว พ.ศ. 2539 หรือราวหนึ่งรอบปีนักษัตรหลังจากที่พบผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรกในประเทศไทย ช่วงเวลานั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่มีความตื่นตัวกันมากในกระแสเกี่ยวกับการรณรงค์โรคเอดส์ และก็เป็นธรรมดาของดินแดนที่ยังอยู่ในระหว่างโลกใหม่-โลกเก่า อย่าง ปางน้อย ที่เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงแปลกใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องถึงเทศกาลหาตัว ‘แม่มด’ ซึ่งก็แน่นอนว่าผู้ตกเป็นแม่มดรับบาปในยุคนั้นก็คือ กลุ่มชายรักชาย ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นนอกจากจะเป็นช่วง ‘เห่อ’ ของกระแสโรคเอดส์แล้ว ยังเป็นช่วง ‘ขาขึ้น’ ของการ ‘ขายเขียว’ ในแถบทางเหนือ และรวมไปถึงการระบาดของ “ยาม้า” และยาเสพติดชื่อเรียกอื่นที่มีวิธีการเสพผ่านเข็มฉีดยาอีกด้วย ทว่าสองเรื่องหลังนี้กลับไม่ถูกคนในสังคม ‘จับ’ มาเป็นจำเลยในโทษฐานแพร่เชื้อโรคเอดส์

Advertisement

Advertisement

        ภพ เป็นตัวแทนของลูกชายยังไม่พอ เขายังเป็นตัวแทนของลูกชายในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะ “แซ่หยาง” (นามสกุลของภพที่ปรากฏในภาพยนตร์) แสดงถึงรากเหง้าของลูกมังกรโดยแท้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าในช่วงก่อนยุค 80s แซ่ตระกูลนี้ถือเป็นตระกูลที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของคนจีนทั้งประเทศเลยทีเดียว

Advertisement

Advertisement

ดังนั้น การที่ลูกชายอย่าง ภพ กล้าลุกขึ้นมาชกหน้าผู้เป็นพ่อของตนเอง เพื่อปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ดิว ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนแห่งสิทธิความเป็นมนุษยชนของกลุ่ม LGBT จึงเป็นนัยยะแห่งการต่อสู้กับระบบการปกครองแบบปิตาธิปไตยในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่ถือได้ว่ามีความอาจหาญมาก เมื่อใช้ห้วงแห่งกาลสมัยและบริบทของสังคมในขณะนั้นเป็นตัววัด ซึ่งสำหรับฉากดังกล่าวนี้ในภาพยนตร์ มะเดี่ยว ยังคงนำเสนอผลงานของเขาได้อย่างละเอียด ลุ่มลึก และแฝงไปด้วยนัยยะเสมอ ดังจะเห็นได้จากที่เขาพยายามใช้โทนสีแดงของแสงจากโคมไฟ คลุมโทนภาพเอาไว้เกือบทุกครั้งที่ ภพ ต้องมีการ ‘ปะทะ’ กับพ่อของเขา

ภาพประกอบจากภาพยนตร์        นอกจากบทประพันธ์อันควรค่าแก่การคารวะ ‘สัญ-นัยยะ’ ที่ควรค่าแก่การขบคิด และภาพฉายของปัจเจกชีวิตที่สะท้อนภาพสังคมแล้ว ในองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ของความเป็น ‘Movie Function’ ก็ถือว่า ดิว ไปด้วยกันนะ สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์สมกับนิยามของคำว่า “ภาพยนตร์” แห่งยุคสมัยนี้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างบท ทั้ง Plot  Synopsis Treatment หรือในด้านของ Characterizations และการคัดเลือกตัวนักแสดง

อย่างเช่นบทของ ภพ ตอนเด็กนี่ มันใช่เลยว่าต้องใช้ ‘คนนี้’ ต้องเป็น นนท์ – ศดานนท์ คนนี้เท่านั้น ที่จะโตขึ้นมาเป็น เวียร์ - ศุกลวัฒน์ ได้อย่าง ‘สมจริง’ ที่สุด ทั้งโครงหน้า สายตา น้ำเสียง นักแสดงทั้งสองคนนี้สามารถถ่ายทอดออกมาได้เสมือนว่าเขา (ทั้งสอง) คือคนเดียวกันจริง ๆ ถึงแม้ว่าเราจะเคยเห็นหน้าตาของ นนท์ – ศดานนท์ ผู้รับบท ภพ (ในตอนเด็ก) มาแล้วก่อนหน้านี้ จาก MV เพลง คือเธอใช่ไหม ของ Getsunova x ต่าย อรทัย แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้เราหลงรักเขามากเท่ากับผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกนี้

ภาพจากภาพยนตร์        แม้กระทั่งบทของ ณัฐกิตติ์ หรือ พี่ท้อป ในภาพยนตร์ ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า กาฟิวส์ - พันธุ์ธัช สามารถลบภาพตำแหน่ง “เดือน” สุดหล่อของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกจากภาพจำของเราได้ และทำให้เราเชื่อได้จนสนิทใจเลยว่าเขาคือ ‘เด็ก’ จากชุมชนปางน้อยจริง ๆ

       ภาพยนตร์ ดิว ไปด้วยกันนะ ปล่อยความขัดแย้ง (Conflict) ในเรื่องออกมาอย่างต่อเนื่อง คลายความขัดแย้งตรงจุดนี้และไปสร้างความขัดแย้งใหม่ตรงจุดโน้น ทิ้งช่วงสม่ำเสมอจนคนดูไม่สามารถจะละสายตาหรือทิ้งช่วงความคิดได้ บทภาพยนตร์มีจุดที่ดึงอารมณ์ขึ้นแล้วก็ฉุดอารมณ์ลง ดึงขึ้นแล้วก็ฉุดลง ผ่านความสุขสมหวังสลับกับความทุกข์ระทม สร้างอารมณ์ ‘ไม่ได้ดังใจ’ ให้แก่ผู้ชม ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอ่านวรรณคดีอย่าง ขุนช้างขุนแผน อยู่อย่างไรอย่างนั้นเลย

Poster ภพ และ ดิว        ในส่วนของบทสนทนา (Dialogues) ก็คม ลึก และก็มีการแอบ ‘เหน็บใน’ ให้เราได้ยิน ตั้งคำถาม และคิดตามอย่างต่อเนื่อง ความเลื่อนไหลของฉาก (Button) ในภาพยนตร์ก็สมูทและลื่นไหล มีนัยให้สื่อ มีฉากเด่นที่สามารถสร้างภาพจำให้กับคนดู เช่น ฉากเลิฟซีนในตู้โทรศัพท์ขณะที่ฝนกำลังตก ซึ่งเป็น ‘สัญญะ’ ที่สื่อถึงความเป็น 'พื้นที่ส่วนตัว' ของตัวละครเอกทั้งสองคน หลีกเลี่ยงจากฉากจำเจแบบเดิม ๆ อย่างในกระท่อมและรถยนต์ เมื่อดูแล้วก็ทำให้อดนึกไปถึงฉากเลิฟซีนของ แจ๊ค กับ โรส ในรถโบราณจากเรื่อง TITANIC ไม่ได้ เพราะมันดูอบอุ่น ละมุนละไม มองอย่างไรก็เป็นศิลปะ ไม่อนาจาร

        ดิว ไปด้วยกันนะ เป็นหนังที่ผสมผสานทั้งแนวแฟนตาซี ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด กฎแห่งกรรม ไปจนถึงความเลื่อนไหลทางเพศ ซึ่งหนังต้นฉบับอย่าง Bungee Jumping of Their Own (2001) หรือในชื่อภาษาไทยว่า ลิขิตชั่วฟ้า คำสัญญาชั่วนิรันดร์ เคยถ่ายทอดเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจและชวนให้นำไปขบคิดต่อ อย่างเช่นประเด็นการเลื่อนไหลทางเพศก็ทำให้นึกไปถึงนิยายที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลซีไรต์ในยุคนั้นอย่างเรื่อง มนุษย์สองเพศ ของนักเขียนชั้นครูอย่าง ฮ. นิกฮูกี้ ขึ้นมาไม่ได้กันเลยทีเดียว

Poster ภาพยนตร์        หากให้พูดถึงความแฟนตาซีในภาพยนตร์ สามารถเรียกได้ว่า ดิว ไปด้วยกันนะ เป็นแฟนตาซีที่มีความขัดแย้ง (Conflict) ทั้งในระดับลึกและระดับผิวเผินเพื่อส่งให้เรื่องมีความดราม่าแบบสมจริงมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ มะเดี่ยว ได้สร้างให้ ภพ ในวัยทำงานเป็นตัวละครที่มีคาแรคเตอร์เป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ภพ กลับ ‘สอน’ เรื่องการกลับชาติมาเกิดซึ่งเป็นเรื่องเหนือวิสัยขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ ณัชชา (ที่เนื้อหาในภาพยนตร์พยายามจะสื่อให้เราเข้าใจว่าคือ ดิว กลับชาติมาเกิด) เขาพยายามจะสอนให้ ณัชชา รู้จักและยอมรับในสิ่งที่เรียกว่า Destiny (ซึ่งเป็นคำที่สกรีนไว้บนเสื้อที่ดิวสวมในคืนที่ดิวถูกรถชน) ในวันที่เขาเริ่มมั่นใจว่า ณัชชา ผู้เป็นลูกศิษย์นั้นแท้ที่จริงก็คือ ดิว ที่กลับชาติมาเกิด ตัวหนังพยายามสื่อให้เราคิดตามแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อของ ณัชชา ที่หมายความว่า “เกิดเพื่อความรู้” ซึ่งคล้ายกับชื่อจริงของ ดิว ในเรื่อง แม้แต่ชื่อเล่นว่า หลิว ของ ณัชชา ก็ยังออกเสียงคล้ายกับชื่อเล่นของ ดิว ด้วยเช่นกัน

        ในส่วนของแก่นเรื่องรอง (Sub-Theme) ของภาพยนตร์ มะเดี่ยว ก็ยังคงรักษา ‘กิมมิค’ ความร้าวลึกในหัวใจของวัยรุ่นเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เหมือนกับผลงานภาพยนตร์ในเรื่องก่อนหน้าของเขา ไม่ว่าจะเป็น “คน ผี ปีศาจ” “13 เกมสยอง (13 Beloved)” “รักแห่งสยาม” หรือแม้กระทั่งในผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่หลายคนประทับใจอย่าง "Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ" โดยการเล่าเรื่องราวของตัวละครผ่านบริบทของสังคมตะวันออกอย่างประเทศไทย ที่มีครอบครัวเป็น ‘สถาบัน’ ซึ่งไม่มีสมาชิกคนใดในครอบครัวกล้าทำร้าย วัยรุ่นไทยของเราก็เลยเลือกที่จะเก็บความร้าวลึกนั้นไว้เพื่อปิดกั้นการเติบโตไปข้างหน้าของตนเอง ในขณะที่วัยรุ่นในบริบทของตะวันตกนั้น เขาไม่จำเป็นต้อง ‘เลือก’ ทางในแบบของวัยรุ่นไทยเราเสมอไป ซึ่งประเด็นที่ว่านี้เห็นได้ชัดเจนมากในภาพยนตร์เรื่อง MA (2019) หนังสะท้อนปมวัยรุ่นเรื่องล่าสุดจากเยอรมนี ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ เทท เทย์เลอร์ ที่เข้าฉายไล่เลี่ยในปีเดียวกัน

Poster ภาพยนตร์กล่าวโดยภาพรวม ดิว ไปด้วยกันนะ ยังคงเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่พยายามจะบอกให้คนในสังคมพยายามเข้าใจกันให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามเข้าใจคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา ซึ่งก็มักจะเป็นคนที่เราแคร์มากที่สุด เพราะบางครั้งคนที่เราคิดว่าเราเข้าใจเขามากที่สุดนั้น ในส่วนลึก ๆ แล้ว เราอาจจะไม่เข้าใจเขาเลยก็เป็นได้ เหมือนกับที่คุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวในเรื่องอย่าง อาภาศิริ นิติพน บอกกับ ดิว ลูกชายของเธอเองว่า —

        “ลูกจะรักผู้ชายอีกกี่คนก็ได้ แต่ขอให้แม่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ลูกรักได้ไหม?”

โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลย ว่าประโยคนั้นของเธอจะเป็นประโยคที่ทำให้ ภพ ไม่ได้พบเจอ ดิว อีกเลยในภพนั้น ประโยคที่ทำให้คุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวอย่างเธอต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวอย่าง ดิว ไปตลอดกาล โดยที่เธอไม่ทันได้เข้าใจด้วยซ้ำ ว่าผู้ชายบางคนนั้นเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อรักผู้ชายคนใดก็ได้ในโลก ... แต่เขาเกิดมาเพื่อรักผู้ชายบางคนเท่านั้น

นนท์ ศดานนท์ จากภาพยนตร์ ดิว ไปด้วยกันนะ         ดิว ไปด้วยกันนะ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ.2562 ส่งให้ ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์ ผู้รับบท ภพ (วัยรุ่น) ในภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลไปแล้วถึง 2 รางวัล คือ รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากเวที คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 16 รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากการประกาศผล รางวัลสตาร์พิคส์ ครั้งที่ 17 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมคู่กับ ศุกลวัฒน์ คณารศ ซึ่งเป็นผู้รับบท ภพ (วัยผู้ใหญ่) ในรางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 28

        หากให้กล่าวโดยสรุป ก็ต้องขอบอกว่า ดิว ไปด้วยกันนะ ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำงานกับหัวใจได้ดีอีกเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีมานี้ ซึ่งสำหรับคนที่พลาดโอกาส ไม่ได้รับชม ดิว ไปด้วยกันนะ ในโรงภาพยนตร์ หรืออยากจะย้อนกลับไปรับชมเรื่องราวทั้งหมดนี้ในภาพยนตร์อีกครั้ง ขณะนี้ ดิว ไปด้วยกันนะ ได้กลับมาสร้างความประทับใจให้คอภาพยนตร์แนวโรแมนติก-ดราม่าแฟนตาซีได้รับชมกันแล้วทาง Netflix โดยผู้ชมสามารถเลือก ‘ดูไปด้วยกัน’ ได้ในความละเอียดสูงสุด ULTRAHD 4K ผ่านได้ทุกอุปกรณ์ทีวี กล่อง True ID ipad และ แท็บเลต 

ขอบคุณรูปภาพ  PIC 1 : Netflix / PIC 2-6 : CJ Major TH  / PIC 7 : CJ Major Entertainment