เป็นเวลาหนึ่งปีกว่าแล้วที่เราทุกคนต้องเผชิญกับปัญหาไวรัสโควิด19 ดูเหมือนความเป็นอยู่ของผู้คนรอบตัวเราจะดำเนินไปอย่างยากลำบาก หนึ่งในนั้นคือกลุ่มเจนเนอเรชั่นที่เรียกได้ว่าซวยสุดๆจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่นั่นก็คือกลุ่มเด็กนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบหรือเพิ่งเรียนจบและกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานอย่างเต็มตัว

จบแล้วไปไหน?

จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.ได้สรุปตัวเลขว่าด้วยอัตราการว่างงานของแรงงานที่อายุน้อย 15-24 ปี พบว่ามีจำนวนผู้ว่างงานกว่า 7.4 แสนคนในไตรมาสที่สามของปี พ.ศ.2563 ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มีผู้ว่างงานมากที่สุดในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือผู้ที่เรียนจบระดับอุดมศึกษาที่ต้องรับมือกับความกดดันและปัญหาหลากหลายรูปแบบ


1.ปัญหาการก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว

Advertisement

Advertisement

นับว่าเป็นปัญหาของเด็กจบใหม่แทบทุกคน มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตในสภาวการณ์ตอนนี้ หลากหลายรุ่นของคนที่จบใหม่มีการเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่วัยทำงานซึ่งเป็นขั้นตอนทางจิตวิทยาในการรับรู้การเปลี่ยนผ่านของวัยเรียนสู่วัยทำงาน แต่ตอนนี้แม้แต่การร่วมฉลองขนาดเล็กก็ยังเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งปัญหาการเลิกจ้างหรือการหดตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้การหางานหรือการเดินทางโยกย้ายข้ามจังหวัดหรือประเทศนั้นเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อเด็กจบใหม่ที่กำลังต้องการจะหางานทำ

พิธีจบการศึกษาที่ถูกเลื่อน

การปรับตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคโควิดเป็นอะไรที่ยากมากขึ้น เมื่อเริ่มทำงานการเปลี่ยนแปลงของความรับผิดชอบที่มากขึ้นกว่าเดิม โลกแห่งความจริงจะมีแรงกดดันและสภาวะการแข่งขันที่สูง ขณะเดียวกันผลตอบแทนในสถานประกอบการบางแห่งก็แบกภาระค่าใช้จ่ายในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจไม่ไหวจึงต้องลดค่าตอบแทนของลูกจ้างลง เด็กจบใหม่ที่มาจากครอบครัวที่มีความคาดหวังสูงจะต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้รับไปสู่ผู้ให้และรับผิดชอบครอบครัวในพร้อมจัดการตัวเองให้เผชิญโลกแห่งความเป็นจริงต่อไป

Advertisement

Advertisement

2.ขาดประสบการณ์การทำงาน

“รับเฉพาะผู้มีประสบการณ์การทำงาน ... ปีขึ้นไป” เด็กจบใหม่จะคุ้นกับประโยคเหล่านี้ในการเริ่มค้นหางานตามแหล่งต่างๆมักจะเป็นคำพูดทำให้รู้สึกจุกอยู่ที่อกไปตามๆกัน ในตลาดแรงงานที่มีตำแหน่งงานอยู่อย่างจำกัดและลดน้อยลงในปีที่ผ่านมา แต่จำนวนของเด็กจบใหม่นั้นมีมากขึ้นทุกๆปี แต่ในตำแหน่งงานเหล่านั้นเกินครึ่งมักต้องการผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานอยู่แล้ว เมื่อเด็กจบใหม่เหล่านั้นก้าวเข้าสู่การเริ่มค้นหางานที่แต่ละคนเรียนจบมาในแต่ละสาย เป็นที่น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่งนั้นไม่ได้มีการเตรียมพร้อมผู้เรียนให้เข้าสู่วิถีชีวิตวัยทำงานจริงๆ เมื่อเรียนจบแล้วไปสมัครงานจึงได้ค้นพบว่าการเรียนหรือการฝึกงานนั้นแตกต่างกับการทำงานจริงอย่างมาก ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการเรียนหรือการฝึกงานนั้นส่งผลต่อเกรดที่ไม่ได้ส่งผลต่อชีวิต แต่ความผิดพลาดในการทำงานจริงๆกลับส่งผลต่อภาพรวมองค์กรมากน้อยขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งการขาดประสบการณ์จะนำมาสู่ความผิดพลาดหลายครั้งที่เด็กจบใหม่จะต้องเจอและต้องใช้เวลานานในการค่อยๆปรับตัวให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้มีความราบรื่นสมบูรณ์

Advertisement

Advertisement

การทำผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา

3.การคาดหวังมากเกินไป

เด็กที่เติบโตและคุ้นเคยกับโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่เด็กจะมองเห็นโลกกว้างขึ้น เชื่อมต่อกับโลกภายนอกนำมาซึ่งค่านิยมที่หลากหลายรวมไปถึงความคาดหวังในการทำงานและค่าตอบแทนที่ควรจะได้รับที่เสมอภาคเท่าเทียมกันเหมือนกันทั่วโลกแต่กลับกลายเป็นสังคม เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่อาศัยอยู่ไม่เอื้อต่อสิ่งที่คาดหวัง สิ่งที่ควรจะได้รับไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทำให้ความคาดหวังนั้นย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจของผู้ที่คาดหวัง ส่วนหนึ่งเป็นอิทธิพลจากวัยเด็กที่มักถูกผู้ใหญ่ปลูกฝังค่านิยมให้เรียนสูงๆเพื่อจบมาจะได้ทำงานดีๆ ในเมื่อเด็กคนหนึ่งเดินตามทางค่านิยมนั้น อดทนเรียนจบมากว่าสิบปีอย่างยากลำบากย่อมหวังผลตอบแทนที่ทำให้หายเหนื่อย แต่เมื่อเจอสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในขณะนี้ทำให้งานในฝันของเด็กจบใหม่กลายเป็นฝันร้ายเมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงานครั้งแรก

การสุ่มเกิดในที่ที่ต่างกัน

 

ความคาดหวังนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่ไม่ควรปล่อยให้ความคาดหวังบั่นทอนเป้าหมายของเรา การทำงานในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ถ้าหากเปรียบเทียบเป็นเกมจำลองชีวิต เราล้วนเกิดสุ่มขึ้นมาในแผนที่ที่แตกต่างกัน การปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดจึงควรดำเนินตามสภาพความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ การทำงานก็เช่นกัน หากมองไปรอบตัววิเคราะห์บริบทสังคมให้มากขึ้นอาจจะไม่ตรงตามความคาดหวังแต่อย่างน้อยก็พอมีทางเดินที่จะทำให้เราสามารถเอาชีวิตรอดจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ตนเองคาดหวังไว้ได้

4.การถูกคาดหวังมากเกินไป

การถูกคาดหวังมากเกินไป

ลูกล้วนเป็นความหวังของพ่อแม่ เด็กล้วนเป็นอนาคตของประเทศชาติ มีคนกล่าวถึงประโยคเหล่านี้มากมาย ภายใต้ความจริงของประโยคเหล่านี้ซ่อนไปด้วยความรู้สึกคาดหวังอย่างท่วมท้นของเหล่าผู้ใหญ่ที่หวังดี แต่หากเป็นความรู้สึกของเด็กแล้ว การถูกคาดหวังตั้งแต่เด็กให้เรียนจบมานั้นเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านของโลกและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เด็กในวันนี้ถูกคาดหวังให้ต้องพัฒนาตนเองให้มีความสามารถที่หลากหลายด้านมากกว่าคนรุ่นก่อนในทักษะต่างๆที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่และกำลังจะเกิดขึ้น เราต้องเก่งภาษาหลายภาษา เก่งเทคโนโลยี เขียนโปรแกรมให้ได้ เป็นทักษะพื้นฐานที่จะส่งต่อไปสู่ระบบแรงงานในอนาคต ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น แต่ตลาดแรงงานในยุคโควิด19มีการหดตัวลง ส่วนแบ่งรายน้อยลงพร้อมๆกับทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดทำให้ต้องแข่งขันกันเองและแข่งขันกับคนรุ่นก่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกให้เราเตรียมพร้อมกับการพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์แบบ อีกทั้งสื่อโซเชียลนั้นมีผลอย่างมากในการกระตุ้นวิถีชีวิตของผู้ใหญ่วัยแรกเริ่มให้มุ่งหน้าสู่การมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบตามมาตรฐานสังคม อย่างไรก็ตามการเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบหรือการมีความสามารถครึ่งๆกลางๆเป็นอะไรที่สร้างความลำบากใจอย่างมาก นั่นอาจกระทบไปถึงความรู้สึกภายในจิตใจ ส่งผลต่อความมั่นใจในตนเอง หมดไฟ ขาดแรงบันดาลใจในชีวิต และอาจปิดกั้นการแสดงออกที่จะทำให้ได้รับโอกาสในการทำงานในชีวิตจริง

 

ภาพประกอบโดย S_jiam

 

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !