หลายคนคงรู้จักผีกระสือว่ามีลักษณะท่าทางเป็นอย่างไรจากตัวอย่างหนังหรือภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ โดยลักษณะที่เล่าขานและถูกเล่าสืบต่อกันมาส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวที่สามารถถอดหัวได้เหลือแต่ไส้ลอยไปลอยมาและมีแสงวูบวาบพอให้สังเกตเห็น

แต่เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งที่ถูกเล่าถูกทำเป็นหนังนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่ผมเจอจริงๆ และตอนนั้นผมก็คิดว่ามันคือผีกระสือจริงๆ ตัวเป็นๆที่ได้เคยเจอแบบจังๆ หากได้กล่าวถึงเมื่อไรหัวใจผมเป็นเต้นแรงและขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทุกๆครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นั้น ถึงแม้มันจะผ่านมากว่า 10 ปีแล้วก็ตาม

ย้อนไปเมื่อประมาณปี 2544 ซึ่งตอนนั้นผมอายุราว 17 ปี บ้านของผมอยู่ในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งผมก็เติบโตที่นั่น และบ้านหลังที่ผมอยู่เป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ ตอนนั้นผมจำได้ว่าคุณตาได้ย้ายมาปลูกบ้านหลังใหม่ที่อยู่ติดกับถนนใหญ่และห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 1 กิโลเมตรได้ โดยด้านหน้าติดถนนระหว่างอำเภอ ด้านหลังเป็นทุ่งนาไกลจนถึงป่ารกทึบ และที่สำคัญแถวนั้นมีบ้านผมอยู่คนเดียว

Advertisement

Advertisement

ถึงแม้มันจะไปเปลี่ยวมากเพราะจะมีรถวิ่งผ่านไปมาระหว่างอำเภออยู่บ้าง แต่ตอนกลางคืนนั้นถ้าไม่มีรถวิ่งจะเงียบสงัดมาก มีเพียงแสงไปจากบ้านผมเท่านั้นที่ส่องสว่าง

และในคืนหนึ่งผมจำได้ว่าเป็นคืนเดือนมืดเวลาประมาณ 3 ถึง 4 ทุ่ม ผมได้นอนอยู่บ้านเพียงคนเดียวเพราะที่บ้านผมไปทำธุระที่กรุงเทพฯกันหมด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเพราะผมอยู่บ้านคนเดียวตลอด ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำประกอบกับคืนเดือนมืดมีดาวอยู่เต็มท้องฟ้า ผมจึงนึกสนุกอยากมีอารมณ์ศิลปินจึงได้ปิดไฟทั้งหมดทุกดวงเหลือไว้แต่ไฟด้านหน้าที่เป็นทางเข้าบ้าน เพราะผมอยากจะอยู่เงียบๆ มืดๆ เนื่องจากผมอยากจะดูดาวซักหน่อย

Advertisement

Advertisement

หลังจากปิดไฟแล้วผมก็เดินขึ้นไปบนบ้านชั้นสองเพื่อไปนั่งดูดาวคนเดียว โดยสายตาทอดยาวไปตามแนวทุ่งนาหลังบ้าน พอผมนั่งเล่นไปสักพักเกือบจะ 4 – 5 ทุ่ม

ผมเริ่มสังเกตเห็นแสงไฟดวงเล็กๆ กลมๆ ลอยอยู่ไกลๆ ลักษณะขึ้นๆ ลงๆ ไม่สูงจากทุ่งนาสักเท่าไหร่ ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าคงเป็นไฟจากคนในหมู่บ้านไปหาหนูหาจิ้งหรีดก็เป็นได้จึงไม่ได้สนใจอะไร

แต่เมื่อดูอยู่สักพักดวงไฟดวงนั้นกลับค่อยๆ ลอยสูงขึ้นจนเท่ากับความสูงชั้นสองของบ้านผม และที่สำคัญเหมือนมันจะลอยเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ

วินาทีนั้นผมเริ่มใจสั่นเล็กๆ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่คลายสงสัยว่ามันคือแสงอะไรกันแน่ เพราะอยากพิสูจน์ความจริงผมจริงปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้มันรู้ตัวแล้วมองลอดออกไปตามช่องรูหน้าต่าง เมื่อมันลอยเข้าใกล้ขึ้นมาทุกทีผมเริ่มรู้ว่ามันเหมือนคนมากขึ้นลักษณะคล้ายผู้หญิงผมยาวมีแสงวูบวาบลอยอยู่ชั้นสองของบ้านที่ผมแอบดูอยู่ ซึ่งมันลอยไม่ไกลจากสายตาผมคิดว่าไม่เกิน 3 เมตรได้

Advertisement

Advertisement

ซึ่งวินาทีนั้นผมแทบกลั้นหายใจพยามเอามือปิดปากไม่ให้มันเห็นแล้วตามไปดูด้วยความกลัวปนความสงสัยที่จะพิสูจน์ เมื่อแสงนั้นเริ่มลอยไปทางหน้าบ้านผมที่พอจะมีแสงไฟฟ้าผมเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่าแสงเล็กๆ ที่ลอยหลังบ้านผมนั้นจริงๆแล้วคือผีกระสือนั่นเองและที่แสงมันมีลักษณะขึ้นลงผมคิดว่ามันคงจะกำลังหาอาหารอยู่จากพื้นแล้วลอยผ่านหน้าบ้านผมเพื่อจะไปหากินที่อื่น

ซึ่งจังหวะที่มันลอยไปทางหน้าบ้านผมหน้าต่างตรงนั้นจะเป็นกระจกสีชาโดยจะมองออกไปข้างนอกบ้านเห็นชัดเจน แต่ข้างนอกจะไม่เห็นคนข้างใน

จังหวะนั้นเองผมได้เห็นผีกระสือตัวเป็นๆ มันลอยผ่านหน้าผมไปอย่างช้าๆ กลายเป็นภาพติดตาที่ผมไม่มีวันลืมถึงแม้ผมจะเห็นหน้าไม่ชัด แต่ผมเห็นว่าเป็นผู้หญิงแน่นอน ผมยาวมาก มีแค่หัวกับไส้ที่ลอยไปมาและมีแสงวูบๆอยู่ตรงกลาง ผมกลั้นหายใจเพื่อให้กระสือลอยผ่านผมไป หัวใจผมเต้นเสียงดังยืนตะลึง ก้าวขาไม่ออก ขนลุกซู่ไปทั่วร่างกาย แถมฉี่แทบจะราด ไม่คิดว่าเกิดมาจะเจอสิ่งที่น่ากลัวแบบนี้

หลังจากกระสือลอยผ่านไปผมรีบวิ่งโทรศัพท์ไปเล่าให้เพื่อนฟัง แต่เพื่อนกลับหัวเราะคิดว่าผมเบลอ ตอนนั้นจำได้ว่าผมเสียงสั่นมากแต่เพื่อนก็ได้แต่ปลอบใจหลังจากวางสายผมไม่กล้านอนไม่กล้าเปิดไฟทั้งคืนเพราะกลัวผีกระสือกลับมา

พอตื่นเช้าไปโรงเรียนกลับโดนเพื่อนล้อว่าผมเจอกระสือซะงั้น ซึ่งผมก็ไม่โกรธนะเพราะมันช่วยให้ผมหายกังวลได้ และผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้กับครอบครัวเพราะกลัวเค้ากลัวและคิดว่าผมเป็นโรคอะไรอีก

ซึ่งทุกวันนี้เวลาผมกลับบ้านผมจะไม่ค่อยกล้านอนคนเดียวสักเท่าไหร่ เพราะปัจจุบันเวลากลับไปบ้านเกิดผมก็จะนอนบ้านหลังนี้เป็นประจำ

และทุกครั้งที่เล่าให้ใครฟังผมก็จะเชื่อเสมอว่ากระสือมีอยู่จริง เพราะผมเห็นมันกับตามาแล้วจริงๆ