ขอบคุณภาพปกจาก ted.com; แก้ไขโดยผู้เขียน

ถ้าให้พูดกันตามตรง ในทศวรรษนี้ ยิ่งในปีนี้ที่อยู่ในช่วงของการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ในแต่ละวันมีข้อมูล-ข่าวสารจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้น และหลั่งไหลเข้ามาจนเราแทบไม่รู้ได้เลยว่าอะไรจริงหรืออะไรเท็จ ทว่าสิ่งที่แย่กว่านั้นคือ เราจะสามารถแยกสิ่งดังกล่าวออกจากกันได้อย่างไร ยิ่งเมื่อไปเปิดดู Social Media ที่เราจะเห็นว่ามีแต่คนที่ “ดูเหมือน” ประสบความสำเร็จ มาพูดนั่นพูดนี่มากมาย นอกจากทำให้สับสนในชีวิตแล้ว ยังทำให้ต้องมาคิดมากอีกด้วยว่า “มีแค่เราคนเดียวหรือเปล่านะ ที่ล้มเหลวไปหมดซะแทบจะทุกเรื่อง?” ยิ่งกว่านั้น โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับเด็กจบใหม่ ผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยไฟแห่งความหิวกระหาย เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด เขาเหล่านั้นพบว่า โลกแห่งความจริงมันช่างวุ่นวายสับสนอลม่านไปหมด ข้อมูล ข่าวสาร ข้อเท็จจริง เรื่องราว เรื่องจริง เรื่องแต่ง เรื่องเล่า ถูกผสมปนเปกันแทบไม่มีชิ้นดี และพอสะดุ้งรู้สึกตัวอีกครั้งกลับพบว่าตัวเองได้ถลำลึกไปในหนทางที่ไม่ใช่ของตนเอง ไม่ใช่เส้นทางซึ่งควรถูกกำหนดมาให้พวกเขาเดิน ทว่าพอจะหันหลังกลับ กลับพบว่าตัวเองมาไกลแล้ว

Advertisement

Advertisement

เรื่องที่น่าหดหู่ใจยังมีอีกมากและเกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความคิดว่าตนเองล้มเหลว ไม่เอาไหน กลับมาวนเวียนซ้ำซาก แม้ภาพลักษณ์ภายนอกที่จะดูดีแสนดีน่ายกย่อง แต่ใครจะไปรู้กับความรู้สึกที่เขาเหล่านั้นมีต่อตัวเองเล่า? ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า นั่นคือ ผลลัพธ์ที่ตามมา ใช่! เราจะเห็นผู้คนสร้างภาพให้ตัวเองดูดี เราจะเห็นผู้คนให้ภาพกับความสำเร็จที่งดงามของตน เราจะเห็นภาพสังคมที่ดูยังไงก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นสังคมที่น่าจะสูงชั้น ทว่าเมื่อละสายตาออกจากโลกเสมือนเหล่านั้น เราเห็นอะไร? เราได้เห็นภาพผู้คนร้องไห้ เราได้เห็นภาพผู้คนผู้น่าสลดใจมากมาย เราได้เห็นภาพสังคมที่กำลังจะเน่าเฟะ

Advertisement

Advertisement

น่ากังวลไม่แพ้กัน ยิ่งนับวันทั้งความคิดให้ร้ายตนเอง ภาพลักษณ์ที่ดูดีแต่เหยียบย่ำที่ถูกผลิตซ้ำ จะส่งผลต่อ “ตัวเรา” ในที่สุด ดังนั้น เราควรทำอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ อ่านหนังสือดีไหม? หรือควรนั่งสมาธิ? ถูกแล้วครับ สิ่งเหล่านั้นช่วยได้จริงและช่วยได้มาเสียด้วย แต่อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ แหล่งความรู้ซึ่งมหาศาลยิ่งด้วยคุณค่าที่สามารถเข้าถึงได้ฟรี และดูเหมือนอีกเช่นกันที่น่าจะมีความน่าเชื่อถือที่ถูกพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับกันมาพอสมควรแล้ว ผมขอแนะนำ TED Talk

1ขอบคุณภาพจาก ted.com


เราจะได้อะไรบ้าง

แม้ไม่ใช่หัตถ์ของพระเจ้า (The hand of god) ที่จะมาดึงเราขึ้นจากอะไรก็ไม่รู้ที่เราเป็นอยู่ ซึ่งมันจะดีไม่น้อยหากจะมีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์เช่นนั้น แต่อย่างน้อยในมุมมองที่แตกต่าง เราจะได้เห็นวิธีการที่หลากหลาย แนวทางที่ถูกคิดค้นอย่างเป็นระบบ ให้เราสามารถเลือกใช้ได้ตามสถานการณ์ หรือเอาเข้าจริงก็คือตามอารมณ์นั่นแหละ ด้วยการมีมากกว่า 3300 talks ที่ครอบคลุมหลายร้อยหัวข้อ เช่น

Advertisement

Advertisement


Motivation

2ขอบคุณภาพจาก ted.com


Life

3ขอบคุณภาพจาก ted.com


Philosophy

4ขอบคุณภาพจาก ted.com


นอกเหนือจากการบริการในรูปแบบเว็บไซต์แล้ว ยังมีในรูปแบบแอปพลิเคชันอีกด้วย ซึ่งในรูปแบบนี้เนื้อหาจะถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วเสียเป็นส่วนใหญ่ มากไปกว่านั้น ในแอปพลิเคชันจะมีฟังก์ชันที่เป็น Podcasts ให้เราได้เลือกฟังในหัวข้อที่เราสนใจอีกด้วย

5ขอบคุณภาพจากแอปพลิเคชัน TED Talks

ึ7ขอบคุณภาพจากแอปพลิเคชัน TED Talks


แม้ตัวเลือกนี้จะไม่สามารถสลัดความโศกเศร้า ความหดหู่ แม้กระทั้งการช่วยชี้แนะแนวทางในการใช้ชีวิตของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าอย่างน้อยมันก็ช่วยให้เรามีเครื่องมือแยกแยะความเท็จออกจากความจริงได้บ้าง ว่ากันว่ามนุษย์เราถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสรรค์หรือแต่งแต้มสิ่งต่าง ๆ ให้สมบูรณ์แบบ มันจะน่าเศร้าแค่ไหนที่จะมีอะไรบ้างอย่างที่สำเร็จรูปพร้อมใช้มาวางตรงหน้า มีคำกล่าวที่ทุกคนเคยได้ยินว่า “เป้าหมายไม่สำคัญเท่ากับการเดินทาง” ดังนั้น ในท้ายที่สุดแล้ว เราจะยินดีจนหลั่งน้ำตาให้กับการประสบความสำเร็จ หรือหลั่งน้ำตาให้กับความยากลำบากที่นำมาซึ่งความสำเร็จดังกล่าว ก็ตัวเราเองนั่นแหละที่จะเป็นผู้ตอบคำถามนั้น ไม่ใช่ผม หรือผู้เชี่ยวชาญมาจากไหน


For Us