พ.ศ 2548

 

              ผมตื่นขึ้นมามองดูนาฬิกาข้างฝาบ้าน เข็มยาวชี้เลขสาม เข็มสั้นชี้เลขสิบห้า แล้วมองออกไปยังหน้าต่างห้อง ท้องฟ้ายังมืด มีดาวดวงเล็กส่องสว่างบนฟ้า หลับตาหายใจเข้าแล้วลืมตา ได้ยินเสียงไก่กำลังขันเอ้กอี๊เอ้กเอ้ก กับเสียงหมาหอน อะวู้วววเป็นระยะ ก่อนเดินลงบันไดมาข้างล่างตัวบ้าน แล้วเข้าห้องน้ำรีบทำกิจวัตรให้เสร็จ ได้ยินเสียงพ่อตะโกนว่าเสร็จยัง ผมรีบตอบกลับด้วยเสียงดัง เสร็จแล้ววครับ เดินไปหยิบรองเท้าคู่ใจ คว้ากระเป๋าเป้สะพายข้าง เดินตรงมาที่รถ ส่วนพ่อของผมรออยู่ในรถสักพักแล้ว ได้เวลาไปตลาดกัน ปกติแล้วทุกๆวันอาทิตย์ แม่กับพ่อจะเป็นคนไปซื้อเนื้อด้วยกัน แต่คืนนี้แม่ไม่ว่าง ผมเลยต้องไปตลาดกับพ่อแทน ขณะที่พ่อขับรถออกมาจากหมู่บ้าน เปิดวิทยุฟังไปเรื่อยๆ ฟังเพลงบ้าง ฟังข่าวบ้าง สลับกันเสียงพูดของดีเจ บ้านของผมห่างจากตลาดในตัวอำเภอประมาณ 12 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงตลาดสด พอไปถึงตลาด พ่อขับรถวนหาที่จอดรถ แม้ว่าจะเป็นตลาดดึก กลับมีผู้คนออกมาซื้อของกันเยอะเลย ยิ่งวันไหน มีเนื้อหมู เนื้อวัว เข้ามาใหม่  คนจะมาจองกันเยอะกว่าปกติ ทำให้ต้องรีบมาจองก่อน เพื่อจะได้ส่วนที่ดีของเนื้อนำประกอบทำอาหารขาย ผมกับพ่อรีบเดินตรงไปร้านขายเนื้อประจำ เข้าไปพูดคุยกับคนขายเนื้ออยู่นานสองนาน เพราะว่าสนิทสนมกัน พ่อเลือกดูเนื้ออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาไม่นานนัก คนขายหมูหันเนื้อหมูใส่ถุงให้พ่อ แล้วนำมาชั่งกิโล ส่วนผมรับหน้าที่จ่ายเงินรับเงินทอน ก่อนที่จะออกเดินออกมา แล้วแวะตรงร้านอื่นๆเพื่อซื้อของอย่างอื่น ก่อนขับรถกลับบ้าน  

Advertisement

Advertisement

 

ภาพประกอบ : smk blog

 

                   ระหว่างทางจากบ้านไปกลับตลาด ถนนเป็นทางลาดยางตลอดแนว ผ่านหมู่บ้านสองสามหมูบ้าน และก่อนถึงหมู่บ้านที่ผมอยู่ จะมีโค้งที่คนเสียชีวิต ตรงโค้งนั้นเรียกว่าโค้งรอยศพ เป็นเนิ่นเขาสามลูกสลับกัน เวลาดึกๆผู้คนมักจะพูดเสียงเดียวกัน ว่าเคยพบเห็นอะไร รวมถึงผมเองเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ว่ามีคนตายตรงโค้งนั้นบ่อย ทั้งรถล้ม รถชน รถเบรกแตก หมาวิ่งตัดหน้ารถ เจอแมวดำ คนยืนข้างทาง หญฺิงใส่ชุดขาว ชายยืนถือขวาน ลือกันไปตามที่พบเจอ ถนนที่ขับรถผ่านนั้น เมื่อถึงทางโค้งหรือเนินร้อนศพ จะไม่มีไฟข้างทาง จะมีแต่ต้นไม้ข้างทาง ถัดมาอีกหน่อยเป็นคลองน้ำแห้ง เวลาหน้าร้อนจะไม่มีน้ำ ถ้ามีน้ำคงมีตอนฝนตกลงมาเท่านั้น และโค้งสามโค้งนั้นมักจะเกิดอุบัติเหตุ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะมีป้ายเขียนไว้ว่าให้ระวังทาง 

Advertisement

Advertisement

                      หลังจากออกมาตลาดพ่อผมขับรถมาเรื่อยๆ ส่วนผมชวนพ่อคุยโน้นนี่นั้น ก่อนที่จะมาถึงทางโค้งแรก อยู่ๆดีพ่อบอกว่ามีหมาวิ่งอยู่ข้างหน้ารถ เลยถามผมว่าเห็นหมาไหม ผมตอบกลับว่า ไม่เห็นพ่อตอบกลับว่า อ้าว แล้วที่ข้าเห็นล่ะ ผมเลยบอกพ่อไปว่าหมาอะไรจะเร็วกว่ารถ อีกอย่างมีแค่รถเรา พ่อพยักหน้า เอ่อๆ สงสัยตาฟาดไป หลังจากคุยกับพ่อเสร็จ ไม่ได้รู้สึกกลัว แต่พอเข้าโค้งที่สอง อยู่ๆพ่อพูดแบบเดิมอีก ผมจากที่ไม่คิดอะไร เริ่มคิดไปทันที เลยเปิดกระจกลง ระหว่างนั้น ผมมองหาตามทางที่ไฟรถส่องไปข้างหน้า ไม่เห็นจะมีอะไรวิ่งผ่าน เลยบอกพ่อว่่า หยุดพูดเถอะครับ ทันใดผมสังเกตไปที่สีหน้าของพ่อดูกังวลเล็กน้อย เหมือนว่าพ่อเห็นหมา แล้วผมไม่เชื่อ แกเลยน่าจะเสียอารมณ์นิดหน่อย ด้วยความสังสัย ผมเลือกที่จะมองกลับไปข้างหลังรถ แต่ก็ไม่เจออะไรอยู่ดี ระหว่างนั้นรถขับมาถึงก่อนที่จะเข้าโค้งที่สาม ประมาณ 200 เมตร พ่อพูดขึ้นอีกครั้ง นั้นๆ หมาตัวนั้นวิ่งอยู่ข้างหน้ารถ ผมตอบกลับไปว่า อะไรของพ่อสามครั้งแล้ว ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่พอมองไปที่หน้าพ่อ สีหน้าแกไม่ตลกเอาซะเลย ท่าทางคงจะใช่เป็นแน่ ผมจึงมองตรงไปที่ไฟหน้ารถ เจอหมาวิ่งนำหน้ารถจริงๆหมาวิ่งเร็วมาก ไม่มีทีท่าว่าจะหลบรถ ผมเลยพูดขึ้นว่า มันหลงทางป่าว จอดรถดูไหม ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องโค้งว่าคนตายหรือผีอะไร คิดแค่ว่าหมาวิ่งมาได้ไง พ่อตอบกลับว่าเดี๋ยวพ่อขับแซงไปตรงข้างหน้าก่อน แล้วค่อยจอดรถ พอแซงหมาตัวนั้นเสร็จ พ่อจอดรถทันที รีบเปิดประตูลงไปดูหมาตัวนั้น  มันวิ่งเข้ามาหาพ่อ สะบัดหางไปมา เหมือนว่ามันเจอเจ้าของมัน เห่าโฮ่งๆ สองสามครั้ง ที่ผมได้ยินเพราะผมเปิดกระจกรถแอบมองอยู่ ก่อนที่พ่อจะตัดสินใจอุ้มหมาตัวนั้นขึ้นมาบนหลังรถ แล้วใช้เชือกมัดขาหมาอีกข้างไว้ผูกติดกับถังน้ำเล็กๆ บนหลังกระบะ ถ้าไม่มัดเชือกไว้เดี่ยวหมาจะตกรถ เผื่อมันตื่นเต้นตอนรถวิ่งหรือเจอหมาข้างทางจะได้ไม่โดนกัดเอา                 

Advertisement

Advertisement

    ภาพประกอบ

          ย้อนกลับมาตอนที่พ่ออุ้มหมาขึ้นมาบนหลังรถ ผมรู้สึกว่าลมพัดข้างป่าตรงนั้นแรงมาก บรรยากาศมันวังเวง อย่างบอกไม่ถูก ไม่สบายใจเลย แอบขนลุกเป็นระยะ พอขับรถผ่านสามโค้งสยองไปแล้ว  ผมไม่รู้สึกอะไร ผมกับพ่อคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ก่อนจะถึงบ้านอีก 2 กิโลเมตร  พ่อเลยบอกให้ผมหันไปมองหน่อยว่าหมาตัวนั้นยังอยู่ดีไหม ทันใดนั้น จังหวะที่หันหลังไปมองพบว่า ไม่มีหมาเลยสักตัว ถึงกับสะดุ้ง อึ้ง ทึ้ง เห็นแต่ถังน้ำเล็กวางอยู่ที่เดิมบนหลังรถ  เลยคิดว่าหมามันคงไปนอนตรงข้างถังอีกฝั่งหรือเปล่า แล้วหันบอกพ่อว่า ไม่มีหมานะพ่อ ไม่รู้ว่ามันไปข้างถังฝั่งนั้นไหม พ่อมองดูหน่อย ฝั่งเดียวกันกับพ่อ น่าจะมองถนัดกว่าผม พ่อเลยพูดว่า จะมองได้ยังไง พ่อขับรถอยู่ กระจกหลังก็มองไม่เห็นมันมืด  งั้นจอดรถแปป พ่อจะลงไปดู ระหว่างที่พ่อลงไปดู ได้ยินเสียงแต่พ่อตะโกนลั่นว่า หมาไม่มี  หมาหายไปไหน มันกระโดดหรือยังไง ไม่น่าจะเป็นไปได้ วินาทีนั้นผมได้ยิน ใจเต้นตึกๆ ใจหายแวบๆ รู้วาบๆ  หวิวๆ ขนหัวลุกเริ่มลุก ขนแขนค่อยๆลุกตาม รู้สึกว่าโดนผีหลอกแน่ๆ ช่วงเวลานี้จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากผี หลอกต่อหน้าต่อตา ขณะเดียวกันพ่อของผมวิ่งกลับมาเปิดประตูรถ แล้วขับรถออกไปจากตรงนั้นอย่างเร็ว พอผ่านโค้งรอยศพแล้ว พูดกับผมว่า เราเจอของแล้ว เจอแบบนี้พ่อไม่เอาแล้ว ต่อไปจะไม่ยุ่งกับอะไรข้างทางอีก เห็นหมาก็ไม่สนใจ หรืออะไรยืนอยู่ขวางทางก็ไม่สนทั้งนั้น อย่ามาหลอกมาหลอนกันอีกเลย ตอนพ่อมากับแม่แก ไม่เห็นจะเจออะไร วันพระป่าววะ เจอแบบนี้ถ้าคนเดียวพ่อคงหลอนไปอีกนาน ผมได้แต่บอกว่า เหยียบเลยพ่อ เหยียบๆ  จนพอพ่อขับรถถึงบ้าน ผมลงมาจากรถหันไปมองเส้นผมของพ่อ ชี้ไม่เป็นทาง ผมเหมือนกัน หน้าม้าชี้ไปสี่ห้าเส้น  ยังรู้สึกผวาตัวสั่น แม้ว่าถึงบ้าน ก่อนที่จะเข้ามาบ้าน หันไปมองเชือกที่เคยผูกขาหมาตัวนั้น ยิ่งหลอนไปอีก...                 

 

 

ภาพประกอบ

             "...ผ่านไป 3 วัน คนข้างบ้านมาเล่าให้พ่อฟัง เมื่อสองวันที่แล้ว มีคนขับรถชนต้นไม้ ตกลงไปในคลองตรงโค้งที่สาม เสียชีวิตทันที ผมจึงรู้ว่า ผีไม่มา...แต่มาในร่างหมานี้เอง ผวาบรึ้ยยยยยยยย..."

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบ/ย้อมสีเพื่ออรรถสร

- teen.m.thai.com

- clicknews-tv

- smk blog

- th.phoneky.com