จังหวัดอุบลราชธานีถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงใต้หรือภาคอีสานของประเทศไทย ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานหลายปี มีสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และธรรมชาติมากมายที่เหล่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่พลาดเมื่อต้องไปเยือนจังหวัดอุบลราชธานี เพราะนอกจากจะได้ชมความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดจากธรรมชาติแล้ว แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ยังมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยข้องกับแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย 

          ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้เขียนอยากแนะนำทุกท่าน มีทั้งหมด 7 แห่ง ที่มีความสวยงามไม่แพ้กับสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆของโลกเลยก็ว่าได้ เราไปชมความสวยงามและมหัศจรรย์ของแต่ละแห่งกันเลยค่ะ

                                                                                                1. ผาแต้มจุดชมวิวผาแต้ม                                                 เครดิตภาพจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติผาแต้ม Phataem National Park

Advertisement

Advertisement

          "ผาแต้ม" ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อยู่ติดริมแม่น้ำโขงที่เป็นเส้นแบ่งเขตดินแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพราะเมื่อมองจากจุดชมวิวบนผาแต้มจะเห็นวิวภูเขาฝั่งตรงข้ามที่เป็นของประเทศลาวเพื่อนบ้านของเรานั่นเองค่ะ ลักษณะโดยรวมของผาแต้มเป็นหน้าผาสูงชันที่เกิดจากการแยกตัวกันของชั้นหินบนเปลือกโลกเมื่อนับพันปีมาแล้ว 

          สำหรับจุดชมวิวบนผาแต้ม ถือได้ว่าเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอย่างมากเพราะถือว่าเป็นจุดชมพระอทิตย์ขึ้นที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหนเลยทีเดียว และยิ่งในช่วงหน้าหนาวจุดชมวิวผาแต้มจะเป็นที่นิยมมากเพราะจะมองเห็นเมฆหมอกสวย ๆ พระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นในตอนเช้าตัดกับวิวของแม่น้ำโขงด้วย เหมาะมากสำหรับเป็นสถานที่เคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ภาพเขียนสีผนังผาแต้ม                                                เครดิตภาพจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติผาแต้ม Phataem National Park

Advertisement

Advertisement

          และไฮไลต์สำคัญที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำทุกท่านในครั้งนี้ ก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังบนผาแต้มนั่นเองค่ะ มีลักษณะเป็นภาพเขียนสีโบราณ แต่ภาพเขียนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติแต่เกิดจากฝีมือมนุษย์เรา แต่เป็นฝีมือมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีก่อน มีรูปภาพของสิ่งของต่าง ๆ มากมายที่ถูกวาดขึ้นโดยสีโบราณไว้บนหน้าผา จึงทำให้สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า 'ผาแต้ม' นั่นเองค่ะ

                                                                                                  2. เสาเฉลียงเสาเฉลียง ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม                                                 เครดิตภาพจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติผาแต้ม Phataem National Park

          เสาเฉลียง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นประติมากรรมหินที่มีรูปทรงคล้ายเสาเฉลียงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยในส่วนของตัวเสาเกิดจากการกัดกร่อนของดินทรายในยุคไดโนเสาร์ โดยเกิดจากการกัดกร่อนของลมและน้ำเป็นเวลานับล้านปีจึงทำให้มีความแข็งแรงคงทน ส่วนของรูปดอกเห็ดด้านบนเกิดจากหินทรายในยุคครีเตเซียสยุคที่เกิดขึ้นในภายหลังจากยุคไดโนเสาร์

Advertisement

Advertisement

          นอกจากเสาเฉลียงแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงยังมีลักษณะของหินดินทรายต่างๆที่เกิดจากการกัดกร่อนของน้ำและลมเกิดเป็นลานหินมากมายมีลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อ และยังมีชั้นหินที่แยกตัวออกจากกันในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวจนกลายเป็นบ่อลึกอีกด้วย

                                                                              3. น้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกลงรู

           น้ำตกแสงจันทร์ หรือชื่อเรียกอีกชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า น้ำตกลงรู เพราะด้วยลักษณะทางธรรมชาติที่มีรูเล็ก ๆ ที่ทำให้น้ำไหลผ่านรูลงสู่พื้นดินล่างที่เป็นแอ่งรองรับน้ำพอดี ซึ่งรูน้ำตกเกิดจากการกัดเซาะของน้ำมาหลายร้อยปีแล้ว ถ้าหากไปชมน้ำตกในช่วงพระอาทิตย์โคจรมาอยู่ตรงรูที่น้ำตกไหลผ่านพอดีก็จะเห็นแสงแดดลอดผ่านลงมาสวยงาม ยิ่งในช่วงเวลาตกค่ำมา ก็จะเห็นเป็นแสงของพระจันทร์ลอดลงผ่านสายน้ำลงมาจนทำให้เกิดเป็นแสงจันทร์สวยงามเลยทำให้น้ำตกนี้มีชื่อว่า "น้ำตกแสงจันทร์ " นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่มีความสวยงามมากเลยทีเดียวน้ำตกลงรู หรือ น้ำตกแสงจันทร์                                                 เครดิตภาพจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติผาแต้ม Phataem National Park

          สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมมากที่สุดที่ควรไปเที่ยวชมความสวยงามของน้ำตกแสงจันทร์คือ ช่วงฤดูฝนเพราะจะมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงสู่ลำห้วยน้ำด้านบนที่เป็นแหล่งต้นน้ำของน้ำตกมากกว่าฤดูอื่น ๆ จึงจะทำให้น้ำที่ไหลผ่านลงสู่รูน้ำตกนั้นสวยงามกว่าในช่วงปริมาณน้ำน้อยหรือน้ำแห้ง และใกล้ ๆ กันกับน้ำตกแสงจันทร์ท่านก็จะได้ชมความใหญ่ยักษ์ของ เถาวัลย์ยักษ์ ที่มีขนาดใหญ่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปีมาแล้วด้วย ถือว่าคุ้มสุดๆทั้งได้ไปเที่ยวชมและถ่ายรูปกับกับน้ำตกแล้ว ยังได้ไปชมเถาวัลย์ยักษ์อีกด้วย                                                               

                                                                                              4. สามบันโบก 

          ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกยกให้เป็น Unseen Thailand เลยทีเดียวสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ เพราะด้วยความที่ลักษณะทางธรณีวิทยาต่างๆ รวมไปถึงวิวทิวทัศย์โดยรอบที่แอบคล้ายคลึงกับ Grand Canyon National Park ของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทำให้ถูกขนานว่า "แกรนด์แคนยอนเมืองไทย" สามพันโบกเมืองไทย                                                              เครดิตภาพจาก : ภาพโดย Lemon mintmint จาก Pixabay

          เนื่องจากเกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโขงที่กัดเซาะหินดินทรายในบริเวณนี้ จึงให้เกิดเป็นหลุมเป็นบ่อมากกว่า 3,000 บ่อ แต่ชาวบ้านจะเรียกกันว่า "โบก" ที่แปลว่าบ่อนั่นเองค่ะ และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ถูกเรียกว่า สามพันโบก หรือ แกรนด์แคนยอนเมืองไทย โดยในแต่ละโบกก็จะมีลักษณะรูปร่างและรูปทรงที่แตกต่างกัน แต่โบกที่เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มักจะไปถ่ายรูปและเซลฟี่ด้วยส่วนมากจะเป็นโบกที่มีรูปร่างคล้ายกับตัวการ์ตูนชื่อดังของดิสนีย์ คือ มิกกี้เม้าท์ นั่นเองค่ะ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปะที่สวยงามอย่างมากที่เกิดจากการกระทำของธรรมชาติค่ะ                                                                                                                                                                                                                                                                                                5. แก่งชมดาว

          แก่งชมดาว ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับสามพันโบกแต่จะเดินทางเข้าได้ถึงก่อนที่จะถึงสามพันโบก สำหรับแก่งชมดาวมีลักษณะที่ดูเหมือนจะคล้ายกับสามพันโบก แต่ความเป็นจริงแล้วมีความแตกต่างกันอยู่มาก ลักษณะส่วนมากจะเป็นแอ่งน้ำที่มีขนาดใหญ่และมีศิลปะรูปร่างหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการกัดกร่อนของแม่น้ำโขงเช่นเดียวกับสามพันโบก แก่งชมดาว

                                           เครดิตภาพจาก : https://www.facebook.com/thaiimages/posts/2239127032881721/

          ไฮไลต์ของแก่งชมดาวคือ มีลักษณะเป็นผาหินสูงใหญ่เว้าโคล้งคล้ายช่องแคบมีสายน้ำใสไหลผ่าน และมีก้อนหินเล็ก ๆ ตั้งอยู่กลางน้ำ สามารถให้นักท่องเทียวสามารถลงไปยืนโพสต์ท่าถ่ายรูปสวย ๆ เก๋ ๆ ไม่เหมือนใครได้ แต่แก่งชมดาวเหมาะที่จะท่องเที่ยวในช่วงที่น้ำลดเพราะช่วงน้ำหลากเราจะไม่สามารถสังเกตุเห็นหินและบ่อเลย เพราะหินและบ่อน้ำต่าง ๆ จะจมอยู่ใต้น้ำ และยังเหมาะที่จะมาในช่วงเช้ามากกว่าเพราะจะได้ภาพและแสงที่พอดีและสวยงามกลับบ้านไปค่ะ                                                         

                                                                                                    6. หาดหงส์

          เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อยู่ใกล้กับสามพันโบก เป็นเนินทรายริมแม่น้ำโขงที่เกิดจากพัดพาของบรรดาดินทรายจากแม่น้ำโขงมาทับถมกัน จนเกิดเป็นเนินทรายขนาดใหญ่กว้างขวางอีกหนึ่งแห่ง ลักษณะคล้ายกับทะเลทรายซาฮาร่าเลยทีเดียวเพราะอากาศที่ร้อนไม่ได้น้อยกว่าที่ซาฮาร่าเลย จึงได้ชื่อว่าเป็น ทะเลทรายเมืองไทย ถือว่าต้องอดทนกันอย่างมากกับความร้อนของแสงแดดที่แผดเผาร่าง เพื่อชมความสวยงามและถ่ายรูปที่นี่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้ม ๆ สุด ๆ                                                                                                                                          หาดหงส์ ทะเลทรายซาฮาร่าประเทศไทย                                                       เครดิตภาพจาก : https://web.facebook.com/TATContactcenter/

          สำหรับหาดหงส์นี้เหมาะจะมาท่องเที่ยวในช่วงแม่น้ำโขงลดมากกว่าเพราะจะได้เห็นหาดทรายเป็นบริเวนกว้าง แต่ว่าต้องเดินทางเข้าไปชมได้โดยทางเรือเท่านั้นค่ะ เราจะไม่สามารถเข้าไปด้วยรถยนต์ได้ ผู้เขียนแนะนำเลยว่าเมื่อไปเที่ยวสามพันโบกแล้วอยากให้ลองแวะเข้าไปเที่ยวชมหาดหงส์นี้ด้วย เพื่อชมความสวยงามที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติรับรองว่าต้องฟินกับภาพถ่ายสวย ๆ ที่ได้มาแน่นอนค่ะ

                                                                                       7. แม่น้ำ 2 สี อุบลราชธานี
โขงสีปูนมูลสีคราม                                                             เครดิตภาพจาก : ภาพโดย TwinBerry_Yuii จาก Pixabay 

          ขึ้นชื่อว่า แม่น้ำ 2 สี แน่นอนว่าต้องเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดจากธรรมชาติระหว่างแม่น้ำ 2 สายที่ไหลมาบรรจบกันจนได้ชื่อนี้มาเป็นแน่ และมีความมหัศจรรย์นี้อยู่ทั่วทุกมุมโลก และหนึ่งในนั้นก็คือ ประเทศไทยของเรานั่นเองค่ะ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ในเขตเวินบึก 

          เมื่อนั่งเรือออกจากตัวอำเภอโขงเจียมไปประมาณ 5 นาที ก็จะถึงจุดที่สามารถองเห็นแม่น้ำ 2 สายได้อย่างชัดเจน คือ แม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูลไหลมาบรรจบกันจนเกิดเป็นแม่น้ำ 2 สีนั่นเองค่ะ ซึ่งข้อสังเกตุง่าย ๆ คือ แม่น้ำโขงจะมีสีของน้ำเป็นสีปูน ส่วนแม่น้ำมูลจะมีสีของน้ำเป็นสีคราม หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ทั่วไปว่า "โขงสีปูน มูลสีคราม" ถือว่าเป็นแม่น้ำ 2 สี ที่สวยงามอย่างมากไม่แพ้ที่อื่น ๆ ในโลกเลยทีเดียว นอกจากจะได้ชมความสวยงามของแม่น้ำ 2 สีนี้แล้ว ยังสามารถล่องเรือเที่ยวชมทัศนียภาพของสองฝั่งแม่น้ำทั้งไทยและลาวได้ด้วย แถมริมฝั่งแม่น้ำโขงก็จะมีร้านค้ามากมาย เมื่อขึ้นฝั่งมาแล้วก็สามารถซื้อของฝากของที่ระลึกกลับบ้านไปฝากเพื่อน ๆ ได้ด้วย ถือว่าคุ้มสุด ๆ ไปเลยค่ะ

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? กับความมหัศจรรย์ของแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดจากการกระทำของธรรมชาติ ผู้เขียนต้องขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามาติดตามอ่านจนจบนะคะ ผู้เขียนจะพยายามหาข้อมูลท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจมาแนะนำให้ผู้อ่านได้ติดตามอ่านกันอีกแน่นอนค่ะ^^


เครดิตภาพปกโดย : Joeziz