นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย

ภาพมองจากด้านหลังคนไข้ แสดงให้เห็น เส้นประสาทไซอาติก้า (สีเหลือง) มุดระหว่างกล้ามเนื้อ พิริฟอร์มิสกับกระดูกเชิงกรานจากข้างหน้ามาข้างหลังกายภาพด้วยตัวเอง ท่าที่1


กายภาพด้วยตัวเอง ท่าที่2  กายภาพด้วยตัวเอง ท่าที่3อาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องปกติ เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรารู้วิธีป้องกันดูแลด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้อาการรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ ผู้เขียนเองประสบปัญหาด้านสุขภาพกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังมาก่อน จึงอยากจะมาแชร์เรื่องราวไว้เตือนใครหลายๆคนให้ระวัง ไม่ถึงแก่ชีวิตแต่รบกวนชีวิตประจำวันอย่างน่าใจหาย

    ผู้เขียนปัจจุบันอายุ 29 ปี ป่วยตอนอายุ 25 ปี มีเช้าวันหนึ่งตื่นนอนตามเวลาเดิม รู้สึกปวดชาที่ก้นซ้ายร้าวลงขาซ้ายล่างข้างหัวเขา ปวดจี้ดๆไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งทุกเช้าและก่อนนอนจะมีอาการปวดร้าวติดต่อกันหลายวัน เริ่มรู้สึกรำคาญทนไม่ไหวตัดสินใจไปหาหมอได้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดมาทานเหมือนคนไข้ทั่วไปเลย ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ทานยาควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย หากไม่มีอาการให้หยุดทานยา เพราะความละเลยเห็นว่าอาการปวดดีขึ้น จึงไม่สนใจออกกำลังกายตามคำแนะนำ ทุกครั้งที่ปวดก็จะกลับมาทานยาผ่านไปครบ 1 สัปดาห์ อาการปวดกำเริบยาที่เคยทานก็ไม่ช่วยอะไร จากปวด 2 ตำแหน่งเริ่มขยายมาปวดหลัง ปวดต้นคอจี้ดขึ้นหัวทุกครั้งที่รุนแรงมากๆตาจะแดง อาการแย่จนไม่สามารถนั่งทำงานได้ นานสุดนั่งได้ไม่เกิน 10 นาที ยืนก็เช่นกัน รู้สึกทรมานมาก ช่วงนั้นต้องหยุดขับรถเพราะอาการแย่ลงเรื่อยๆจนไม่มีสมาธิทำงาน พบว่าอาการที่ตามมาคือจะหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ ตัดสินใจไปหาหมอเฉพาะทางด้านระบบประสาท สมอง กล้ามเนื้อ คุณหมอแนะนำให้ทำ MRI หลัง พบว่าปกติไม่มีเนื้องอกหรือกระดูกทับเส้น รักษาอยู่นานหลายปี เรียกได้ว่าชีวิตช่วงนั้นเข้า-ออกโรงพยาบาลเหมือนบ้่านหลังที่สอง คำตอบเดิมคือกล้ามเนื้ออักเสบ เพิ่มเติมอาการเรื้อรังซึ่งหมอกำชับเลยว่าให้ตั้งใจออกกำลังกาย อายุยังน้อยไม่อยากให้ทานยาเยอะ เนื่องจากยาจำพวกนี้ซึ่งรู้กันอยู่แล้วจัดอยู่ในกลุ่มยาปฏิชีวนะ มีฤทธิ์ต่อกระเพาะอาหารและระบบส่วนอื่นของร่างกายทานมากไม่ดีแน่นอน ผู้เขียนจึงเกทขึ้นมาว่าทางเดียวที่จะช่วยได้ดีคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

Advertisement

Advertisement

   จึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารักษาตัวเองอย่างจริงจัง ช่วงนั้นโฟกัสอย่างเดียวคือสุขภาพต้องกลับมาปกติให้เร็วที่สุด พยายามรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ ปรึกษาหมอเฉพาะทาง ทำทุกอย่างแบ่งเวลากายภาพบำบัด เล่นโยคะ วิ่ง เต้นแอโรบิค **คำเตือนคนที่เป็นโรคนี้ควรจะออกกำลังกายเท่าที่ร่างกายไหวอย่าฝืน ถ้าระหว่างที่วิ่งรู้สึกเจ็บหรือปวดมากขึ้นให้หยุดพักและค่อยๆลดการวิ่งให้เบาๆลง ถ้าเราไหวค่อยเพิ่มสกิลขึ้นตามที่ไหวนะคะ พยายามหลีกเลี่ยงการยกของหนัก นั่งนาน ยืนนาน มีเวลาว่างให้ยืดเส้นผ่อนคลายกล้ามเนื้ออาการจะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ

Advertisement

Advertisement

   อย่าชะล่าใจไปหากมีอาการปวดตามหลัง แขน ขา ท้ายทอยหรือส่วนอื่นๆของร่างกาย อาการปวดเฉพาะจุดดังกล่าว เป็นสาเหตุชี้ว่ากล้ามเนื้อเริ่มมีปัญหา ซึ่งการอักเสบของกล้ามเนื้อมีด้วยกันหลายสาเหตุ เกิดจากการทำกิจกรรมรระหว่างวันท่าเดิมนานๆ เช่นนั่งขับรถ นั่งทำงาน หรือแม้แต่ยืนนานๆ ยกของหนักสะสมมาเป็นเวลาหลายปี เมื่ออายุมากขึ้นต้องให้ความสำคัญสุขภาพเป็นพิเศษเพราะเซลล์ร่างกายโดยธรรมชาติจะเสื่อมตามกาลเวลา

   จริงๆแล้วโรคนี้สามารถหายได้ในระยะเวลารวดเร็วถ้ารู้วิธีรักษาไม่ปล่อยให้อาการเรื้อรัง ถ้าปล่อยให้อาการลุกลาม กว่าจะฟื้นฟูให้กลับปกติได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร เห็นไหมค่ะว่าเพียงอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆนำไปสู่ความเสียหายได้เหมือนกัน เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอ จะส่งผลเสียต่อกิจกรรมต่างๆมากเลยทีเดียว ฉะนั้นเอาเวลาอันมีค่ามาดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดีกว่าหมดไปกับการรักษาโรค เสียเวลาไม่พอ เสียงาน เสียเงิน เสียโอกาสพัฒนาหลายๆอย่าง

   ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญมากควรแบ่งเวลาหลังเลิกงานหรือใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการออกไปวิ่ง ว่ายน้ำ เล่นโยคะ เข้าฟิตเนส บลาบลาๆ อย่างน้อยๆสัก30นาที เมื่อกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายอย่างถูกวิธี ร่างกายจะเกิดความยืดหยุ่นอาการบาดเจ็บจะลดน้อยลงช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ชีวิตที่ดีที่สุดคือการมีสุขภาพที่ดี รักตัวเองหมั่นดูแลสุขภาพกันนะคะ ^^