อุบลราชธานี – นักวิชาการ วิเคราะห์ปรากฎการณ์พรรคอนาคตใหม่ กลุ่มธุรกิจใหญ่และประชาชนไม่น้อยยังอยู่ข้างรัฐบาล กกต.ควรชี้แจงข้อมูลมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ได้จัดการชุมนุมเพื่อแสดงตัวของคนที่ไม่ยอมทนต่อระบบสืบทอดอำนาจของคณะเผด็จการ แล้วเดินต่อในกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ในวันที่ 12 มกราคม 2563

ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมครั้งนี้ว่า แฟลชม็อบหรือการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติสามารถมีได้ในระบบการเมือง ซึ่งอาจมีเหตุผลมาจากการกดดันทางการเมืองจากรัฐ ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐหรือการกลไกลกฎหมายไม่ได้ถูกใช้อย่างยุติธรรม ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รับรองในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อเราได้มาดูในรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่ามีการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุม ขณะเดียวกันการชุมนุมที่เกิดขึ้นต้องเป็นการชุมนุมที่สงบ เรียบร้อย เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญทีได้มีการกำหนดไว้

Advertisement

Advertisement

แต่จากภาพรวมแล้วคิดว่ากระแสการชุมนุมครั้งนี้จะยังไม่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับการชุมนุมในฮ่องกงหรือพฤษภาทมิฬ เพราะปัจจุบันยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับฝ่ายรัฐบาลอยู่ และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือการเคลื่อนไหวทางเมืองต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลมาสนับสนุนการชุมนุมแต่จากปัจจุบันกับพบว่ากลุ่มธุรกิจรายใหญ่ๆของไทยยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝั่งรัฐบาล ซึ่งเหตุผลนี้เองก็เป็นส่วนที่ทำให้การชุมนุมที่จะเกิดความรุนแรงเป็นไปได้ยากเมื่อเทียบจากอดีต

จากกรณีนี้เองสิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากพรรคอนาคตใหม่คือ นายธนาธรเป็นบุคคลที่ทำให้ประชาชนสนใจพรรคอนาคตใหม่เปรียบเหมือนอดีตที่พรรคไทยรักไทยมีคุณทักษิณ ซึ่งที่จริงแล้วโดยหลักการเมืองควรสะท้อนจากสถาบันไม่ใช่ยึดติดกับตัวบุคคลแต่ในการเมืองไทยเองจะเห็นได้ว่าตัวบุคคลมีอิทธิพลมากในการเมือง

Advertisement

Advertisement

ทั้งนี้จากกรณีนายธนาธร ดร.ฐิติพลคิดว่าคนที่สนับสนุนส่วนใหญ่ได้ทำสังเกตการณ์แล้วพบว่ากระบวนการหลายอย่างพรรคอนาคตใหม่เป็นผู้ถูกกระทำ เหตุนี้จึงทำให้ทั้งไทยและต่างชาติได้ตั้งคำถามว่าที่พรรคอนาคตใหม่โดนเช่นนี้เพียงเพราะพรรคเป็นศัตรูทางการเมืองกับรัฐบาลใช่หรือไม่ และหลายคนได้มีการพูดถึงการทำงานของ กกต. ว่าฝ่ายรัฐใช้ กกต. เป็นเครื่องมือการเมือง เพราะกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่ กกต. ควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนมากกว่านี้ไม่ใช่ข้อมูลเพียงแค่ไม่กี่บรรทัด

ดร.ฐิติพล เปิดมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองตอนนี้ว่าปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไทยคือห้ามไม่ให้ตั้งคำถามกับต่างๆ แต่หลักความจริงแล้วเราทุกคนกำลังจะสร้างรัฐบาลที่มีความปลอดใส ซึ่งการกระทำรัฐหรือการตัดสินคดีทุกอย่าง ประชาชนมีสิทธิสงสัยไม่ใช่ห้ามประชาชนห้ามตั้งคำถาม แต่ปัจจุบันฝ่ายตั้งคำถามกลับดูมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกปลุกระดม ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสะท้อนได้ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญของประชาชนเลย

Advertisement

Advertisement

ทั้งนี้ทุกคนต้องยอมรับในการเห็นต่าง นั้นก็คือการยอมฟังความคิดเห็น ถ้าหากเราปิดกั้นไม่ให้มีการแสดงความคิดเห็นเลย ซึ่งมันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากเพราะเมื่อเราปิดกั้นความคิดกันและกันแล้ววันใดที่ความคิดนั้นมีการสะสมขึ้นมากเรื่อยๆแล้ว จะเป็นเหตุที่นำพาไปสู่การแสดงออกที่รุนแรงมาก ขณะเดียวกันหากเราให้พื้นที่แสดงออกความคิดเห็นกัน ซึ่งนี้อาจจะเป็นตัวที่สามารถช่วยลดแรงปะทะทางการเมืองได้

และจากกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ ได้ทำการไล่ 4 ส.ส. ที่มีความเห็นแตกต่างออกจากพรรค ดร.ฐิติพลก็มีความเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของการเมืองเพราะในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีหลายพรรคการเมือง การเป็นสมาชิกของพรรคคือต้องมีอุดมการณ์เดียวกันและการมติก็ควรเป็นตามมติของพรรค เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพในการทำงาน แต่ทั้งนี้เองก็ไม่ได้หมายความว่า ส.ส. จะไม่สามารถมีความคิดที่แตกต่างได้ แต่กรณีของพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นไปได้ว่าทางพรรคมีแนวทางที่จะจัดการกับสมาชิกในพรรคเช่นนี้

ท้ายนี้ ดร.ฐิติพล ยังได้แนะนำทิศทางการเมืองให้กับพรรคอนาคตใหม่ว่า ยังอยากให้พรรคดำเนินกิจกรรมเพื่อเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป ถึงแม้จะมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจุดจบของพรรค โดยสามารถเปรียบเทียบกรณีของพรรคไทยรักไทยได้ ถึงแม้ว่าจะมีการถูกยุบพรรคไปแต่มันก็ไม่สามารถส่งผลอะไรได้เพราะความนิยมและการสนับสนุนพรรคจากประชาชนก็ยังคงอยู่

ชิษณุพงศ์ สุนทรพาณิชย์ ข่าว