อุบลราชธานี – สถาบันการศึกษาอุบลฯร่วม สสส. หาทางรอด ถอดบทเรียน น้ำท่วมอุบลฯ 62 ภาครัฐควรหนุนชุมชนจัดการตนเอง เพื่อสร้างความยั่งยืน

เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชนและตัวแทนชุมชนผู้ประสบ จัดกิจกรรมเวทีเสวนาสาธารณะถอดบทเรียนอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี 2562 ณ โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ซึ่งการเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทางเลือก ทางรอด บทเรียนอุทกภัยอุบลราชธานี 2562” โดยมีผู้ร่วมเข้าเสวนาจาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.),สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี,มูลนิธิกระจกเงา,มูลนิธิชุมชนไท,ตัวแทนชุมชนผู้ประสบภับ,นักวิชาการจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

สำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มีการขยายตัวของภาคการเกษตรและผังเมือง ทำให้ช่วงมรสุมที่ผ่านมา ส่งผลให้ลำน้ำหลายสายมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไหลหลากเข้ามายังพื้นที่ชุมชน ซึ่งมวลน้ำเหล่านี้ไม่สามารถไหลผ่านไปได้จึงทำให้เกิดการท่วมขังและล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ โดยต้องใช้เวลากว่า 20 วันถึงจะระบายน้ำให้อยู่ในระดับปลอดภัยทั้งนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เสนอการแก้ไขปัญหาระยะยาวว่า หน่วยงานต้องเพิ่มประสิทธิภาพการคำนวณปริมาณน้ำฝนให้แม่นยำกว่าปัจจุบันพร้อมกับการบริหารควบคุมจัดการแม่น้ำสายต่างๆให้มีความสมดุลและหาช่องทางการผันน้ำไปยังลำน้ำสายอื่นเพิ่มจากปัจจุบัน

Advertisement

Advertisement

มนต์สง่า ลีลาศสง่างาม รักษาการหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่าเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาหน้าที่หลักของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยคือ ช่วยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยพิบัติแก่ประชาชน ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ได้ถอดบทเรียนว่า ในอนาคตต้องมีสร้างกลไกมาตรการแจ้งเตือนให้เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ โดยขณะนี้กำลังพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านสมาร์ทโฟนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้านโครงสร้างการดำเนินงานจะมีการวางระบบใหม่ของหน่วยงานองค์กรให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ ส่วนการแก้ไขปัญหาต้นเหตุที่ดีที่สุดคือหน่วยงานภาครัฐจะต้องมีการเตรียมความพร้อมและสร้างองค์ความรู้ส่งต่อชุมชนเพื่อให้ชุมชนรู้จักการคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

Advertisement

Advertisement

ผศ.ดร.กฤษณ์ ศรีวรมาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ไม่เป็นเอกภาพ บางสถานีวัดน้ำก็ไม่มีการเปรียบเทียบระดับน้ำมานาน และสภาพสถานีวัดน้ำก็เสื่อมโทรม ส่งผลให้การประเมินสถานการณ์น้ำคาดเคลื่อน ส่วนด้านการเตือนภัยยังมีการให้ข้อมูลที่เข้าใจยากภาครัฐควรปรับปรุงข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย พร้อมปรับฐานข้อมูลให้ทุกคนรับรู้ได้เท่ากันและพัฒนาระบบเตือนภัยให้เห็นเป็นรูปธรรมประชาชนสามารถรับรู้แล้วเข้าใจทันที

Advertisement

Advertisement

ด้าน รศ.ดร.กนกวรรณ มโนรมย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวเสริมว่าการรับมือภัยพิบัติจะยั่งยืนได้จะต้องอาศัยข้อมูลและการบูรณาการสร้างกลไกทำงานร่วมกันเป็นเอกภาพ  ทุกหน่วยงานและทุกชุมชนต้องลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ และทางศูนย์วิจัยสังคมอนุภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกับ สสส. ได้จัดทำเรื่องเล่าน้ำท่วมอุบลฯ62 บันทึกและสะท้อนบทเรียนน้ำท่วมใหญ่อุบลฯปี 2562 เพื่อเป็นฐานข้อมูลจากชุมชน ในการสร้างกลไกสู่การป้องกันแก้ไขภัยพิบัติในอนาคตต่อไป

สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา และไมตรี จงไกรจักร มูลนิธิชุมชนไท ซึ่งทั้งสององค์กรดังกล่าวได้มีการพูดถึงการทำงานที่ล่าช้าของระบบแจ้งเตือนภัยในครั้งว่าภาครัฐควรต้องหันมาทบทวนและเปลี่ยนแปลงระบบเตือนภัยทำอย่างไรถึงจะทำให้การแจ้งเตือนนั้นรวดเร็วและทันเวลา  ยกตัวอย่างการใช้ SMS แจ้งเตือนของเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอการให้ภาครัฐเข้ามาหนุนเสริมการกระจายอำนาจแก่หน่วยงานท้องถิ่นให้คนในชุมชนบริหารจัดการด้วยตนเองให้มากที่สุด เพื่อลดปัญหาการทำงานล่าช้าของภาครัฐ

ส่วน ศราวุธ เผ่าภูรี ตัวแทนชุมชนที่ประสบภัย ได้เสนอแนวความคิดว่า อยากสร้างระบบเครือข่ายอาสาสมัครโดยแบ่งเป็นฝ่ายข้อมูล ฝ่ายประสานข้อมูลและฝ่ายเฝ้าระวังป้องกันภัย โดยมีการวางระบบเตรียมความพร้อมเช่น เวรยามเฝ้าบ้านเรือน, แพขนสิ่งของ, สถานที่อพยพ ทั้งนี้เพื่อเป็นการทำให้ชุมชนรู้จักพึ่งพาตนเอง ส่วนภาครัฐควรเข้ามาให้องค์ความรู้ใหม่และส่งเสริมการทำงานของชุมชน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงแนวทางในการจัดการน้ำจากเทศบาลเมืองวารินชำราบ ซึ่งติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ จีระชัย ไกรกังวาร นายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบกล่าวว่า ควรมีการจัดการทั้งลำน้ำสาขาอย่างเป็นระบบ เพราะอุบลฯเป็นแอ่งกระทะรองรับน้ำ หากมีการบูรณาการทั้งลำน้ำก่อนเข้า และออกจากเมืองอุบลฯจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มัสยา คำแหง ผู้ประสานงานศูนย์วิจัยการจัดการน้ำภาคอีสาน ผู้เข้าร่วมฟังเวทีการถอดบทเรียนครั้งนี้ ให้ความเห็นว่า ได้ประโยชน์มากจากการรับฟัง รับทราบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน , ได้แนวทางไปทำงานของศูนย์วิจัยฯต่อ  , ผู้เข้าร่วมควรมีความหลากหลายกว่านี้ ดูเหมือน มีผู้ประสบภัยกับวิชาการที่เป็นแนวเดียวกันเท่านั้น , เห็นชัดว่าแนวทางการทำงานไม่เป็นเอกภาพ กรอบความคิดต่างกัน ไม่เกิดแนวทางร่วม

อย่างไรก็ตามการจัดงานเสวนา “ทางเลือก ทางรอด บทเรียนอุทกภัยอุบลราชธานี 2562” ครั้งนี้เปรียบเวทีที่ทำให้ภาครัฐ องค์เอกชน นักวิชาและชุมชนประสบภัยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่พร้อมระดมความคิดเสนอวิธีรับมือและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกับอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ชิษณุพงศ์ สุนทรพาณิชย์ , สุชัย เจริญมุขยนันท ข่าว