เวลาดึกสงัด กว่าจะจัดแจงภาระกิจต่างๆ เสร็จสรรพ นี่ก็จวนเวลาปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว หลายคนคงกำลังล้มตัวลงนอน เสียงรถราเริ่มซาสงัด มีเพียงแค่เสียงลมพัดที่ยังคงอยู่เป็นเพื่อนในราตรีนี้ ผมยังคงอยู่มุมเดิม เก้าอี้ และโต๊ะทำงานมุมเดิม สองมือเริ่มบรรเลงเรื่องราวดั่งเช่นเคย และแล้วก็ได้เข้าสู่ภวังค์แห่งความนึกคิด ถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ทว่าไม่นานนัก นับย้อนไปประมาณ ปี พ.ศ. 2547 น่าจะประมาณ 10 กว่าปีได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณเดือนพฤษภาคม ราวก่อนโรงเรียนเปิดเทอม 1 สัปดาห์

               “ฮัลโหล...ฮัลโหล ไอ้นาย แม่อยู่ไหม ขอคุยกับแม่หน่อย” ปลายสายเสียงสั่นเครือ ราวกับตื่นตระหนกสิ่งใดกันเล่า  นั่นไม่ใช่ใครที่ไหนน้าของผมเอง คงจะมีเหตุการณ์ไม่สู้ดีนัก รอฟังข่าวจากแม่แล้วกัน ผมได้แต่นั่งรอ ระหว่างแม่และน้าชายซึ่งอยู่ปลายสาย กำลังสนทนากันอยู่นั้น ใจเราก็ร้อนรนด้วยความอยากรู้ จะถามไปในทันทีก็ใช่เรื่อง ต้องรอจนกว่าแม่จะวางสายเรียบร้อย

Advertisement

Advertisement

               “แม่...น้าโทรมาว่าไง” สิ้นเสียงโทรศัพท์ไม่ทันวาง ด้วยความเป็นเด็กอยากรู้เรื่องราวทั้งหมด และความตื่นตระหนกของน้าชายที่โทรหาแม่ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แม่กดปุ่มตัดสัญญาณโทรศัพท์ แล้วหันมามองหน้าผม เหมือนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แต่แม่กลับส่งเสียงเรียกพ่อซึ่งกำลังนั่งดูทีวีอยู่บนบ้านให้รีบลงมา พร้อมทั้งเตรียมรถเครื่องออกไปยังหมู่บ้านของน้าชาย ซึ่งระยะทางไกลกันประมาณ 10 กิโลได้

               จนป่านนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณน้า แต่ผมก็ไม่รอรีพอบิดกุญแจติดรถเครื่อง ผมรีบวิ่งซ้อนตรงกลางรถเครื่องระหว่างพ่อกับแม่ เมื่อมาถึงบ้านของน้าชาย  ทุกคนทั้งชาวบ้าน ลูกเล็กเด็กแดง มากันเต็มบ้านน้า กระนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องอะไร ผมจึงพยายามประติดประต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ชาวบ้านเขาต่างเล่าสู่กันฟัง และการเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากปากของน้าชาย ที่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวให้แม่และพ่อฟัง และภายในบ้านยังมีหมอธรรม หมอพราหมณ์ หมอผี หรืออะไรไม่รู้แล้วแต่คนจะเรียก กำลังทำพิธีอยู่ภายในบ้าน

Advertisement

Advertisement

               จากการที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ผมพอจะจับประเด็นได้ว่า ประมาณช่วงบ่ายของวันนั้น น้าชายและน้าสาว สองสามีภรรยาได้พากันไปจ่ายตลาดที่ตัวอำเภอ ซึ่งก็ไปเป็นปกติ เพื่อซื้อของ ซื้อกับข้าวเพื่อมาทานในตอนเย็นนี้เช่นทุกวัน แต่วันนี้มันไม่เหมือนเดิม คือระหว่างเดินทางกลับจากตลาด  ระหว่างทางน้าสาวนึกขึ้นได้ว่าลืมของบางอย่างที่ซื้อไว้อยู่ที่ร้านค้า ไม่ได้หยิบมาด้วย ประกอบกับฝนกำลังตกปรอยๆ น้าชายจึงจอดรถเครื่องให้น้าสาวแวะนั่งรอบริเวณศาลาริมทาง และน้าชายขับรถเครื่องย้อนกลับไปเอาของที่ลืมไว้ที่ร้านค้าในตลาดคนเดียว

Advertisement

Advertisement

               ฝนเริ่มลงเม็ดหนักขึ้นเรื่อยๆ น้าชายเร่งเครื่องมาถึงที่ศาลาริมทาง แต่ไม่เห็นมีน้าสาว เมียของน้าชายเลย มองรอบๆ เรียกหาก็ไม่เห็น โทรศัพท์มือถือก็อยู่กับน้าสาว น้าชายไม่พกโทรศัพท์ ตัดสินใจขับรถกลับบ้าน เพราะคิดว่าจะได้เวลาทำอาหารเย็นแล้วคิดว่าเมียจะไม่รอ เลยเดินกลับบ้านมาก่อน เมื่อน้าชายมาถึงบ้าน ยังไม่ได้รีบร้อนอะไร เอาของเข้าไปในครัวเสร็จสรรพเรียบร้อย เห็นลูกสาวกำลังนั่งดูทีวีอยู่ ทุกอย่างในบ้านปกติ แต่น้าชายก็มีวิตกกังวลเล็กน้อย กำลังจะถามลูกสาวว่าแม่ไปไหน แต่ไม่ทันได้ถาม ลูกสาวกลับถามมาก่อนว่า “พ่อแล้วแม่หละ” สิ้นคำถามน้าชายเริ่มใจไม่ดี ถ้าเมียยังไม่กลับมาที่บ้านจะไปที่ไหนได้ เลยยืมโทรศัพท์ข้างบ้านโทรเข้าหาเบอร์เมียตัวเอง สัญญาณโทรศัพท์รอสายอย่างมีความหวัง แต่ไม่มีใครรับสาย โทรซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดหนทาง จึงตัดสินใจโทรหาญาติพี่น้องทุกคน หวังว่าน้าสาวจะไปหา รวมถึงโทรหาแม่ของผมด้วย

               “ฮัลโหล...แม่...แม่อยู่ไหน” ลูกสาวพยายามโทรหาแม่ และโชคยังดีที่น้าสาวรับสาย แต่ฟังน้ำเสียงแล้วปลายสายนั้นพูดแบบคนไม่ได้สติ ตอบเพียงนั้นๆ มาว่า “แม่รอพ่ออยู่ที่เดิม...แต่พ่อไม่เห็น...เขาจะพาแม่ไปแล้ว เขาจะพาแม่ไปแล้ว” ได้ยินเช่นนั้นน้าชายพาเพื่อนบ้านอีกคนกลับไปดูที่ศาลาริมทางอีกครั้ง ตามที่น้าสาวบอก ด้วยความกังวลใจ แต่ไปถึง ก็ไม่มีแม้แต่เงาของคนแม้แต่คนเดียว เพื่อนบ้านของน้าไม่รอรีรีบพาน้าชายไปหาหมอธรรมให้ช่วยทำพิธีเข้าทรงหรืออะไรสักอย่างเพื่อตามหาว่าน้าสาวอยู่ตรงไหนกันแน่ เกิดอะไรขึ้น  

               เวลาใกล้ค่ำทุกคนต่างมุ่งหน้ามาที่บ้านน้าชาย เพื่อติดตามข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความหวังเดียวจากหมอธรรม ระหว่างทำพิธีหมอธรรมแจ้งให้น้า และชาวบ้านที่อยู่ในพิธีรีบนำรถออกเพื่อไปตามหาน้าสาว แต่เส้นทางที่ไป ไม่ใช่ที่ที่น้าสาวอยู่ครั้งแรก นั่นไงหมอธรรมกำลังพาพวกเราไปที่หนองน้ำใหญ่ของหมู่บ้านใกล้ๆ

               “เขาอยู่ที่นี่...” หมอธรรมพูดพลางพร้อมจัดแจง บริเวณทำพิธีเรียกขวัญของน้าสาว ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีได้  ทันใดนั้นน้าสาวก็โผล่ขึ้นจากหนองน้ำ ทุกคนเฮ ร้อง และรีบช่วยน้าสาวออกมาจากหนองน้ำนั้น แต่น่าแปลกน้าสาวจมอยู่ใต้น้ำนานหลายชั่วโมง  กลับยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ ทุกคนช่วยน้าสาวให้มีสติ หมอธรรม ทำพิธีกรรมต่างๆ เสร็จสรรพ ทุกคนต่างแยกย้ายกลับบ้านพักผ่อน ก่อนรุ่งเช้าจะกลับมาเยี่ยมน้าสาวอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น


อีกมิติ  ที่เรามองไม่เห็น ใช่ว่าจะไม่มี  เขาอยู่รอบๆตัวเรา เห็นทุกความเป็นไปของเรา

               เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนต่างพร้อมหน้ามาที่บ้านของน้าสาว เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อน้าสาวได้สติพร้อมที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเหตุการณ์นั้นน้าสาวเล่าว่า  ระหว่างที่รอน้าชายไปเอาของที่ตลาด และน้าสาวรอสามีอยู่ที่ศาลาริมทางนั้น เวลาไม่นานนัก ลมหวิวๆ พัดผ่าน เย็นยะเยือกไปทั่วร่างกาย และทันใดนั้น ก็ปรากฎกายของชายคนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ ดูหล่อเหลา ในใจของน้าสาวตอนนั้น ลุ่มหลงในรูปร่างหน้าตาของชายคนนั้น ประหนึ่งรู้จักคุ้นเคยกันมานานแสนนาน มีความรักและผูกพันกันอย่างบอกไม่ถูก  สองใจจะเดินตามไป หรือจะเฝ้ารอสามีอันเป็นที่รักกลับมารับ

              ชายหนุ่มรูปงามคนนั้น พยักหน้า ทันใดนั้น น้าสาวก็เดินตามเขาไป โดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นก็จำไม่ได้ว่าไปอยู่ที่ไหน แต่ลักษณะเป็นบ้าน หรือกระท่อมไม้เก่าๆ จำไม่ได้ แต่คุ้นเคยมาก และชายคนนั้นเอาอกเอาใจน้าสาว อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ผูกพันเหมือนอยู่กันมานานแล้ว และบางครั้งก็บังคับจิตใจของตัวเองว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง รู้ตัวว่ามีคนเรียก แต่มองไม่เห็น ภาพทั้งหมดเหมือนฝัน

             "พี่รอเธออยู่ตรงนี้มานานแสนนาน เห็นเธอบ่อยครั้ง แต่เธอไม่เคยสนใจพี่เลย" นั่นคือสิ่งที่หนุ่มรูปงามคนนั้นบอกกับน้าสาว เขายังบอกอีกว่า ให้น้าสาวลืมเรื่องราวทั้งหมด  แล้วมาเริ่มต้นใหม่กับเขา เขาอยากแต่งงานกับน้า เขาจะดูแล เป็นอย่างดี เขารอน้าสาวมานานมาก รอจังหวะ และโอกาสที่จะได้พาน้าสาวกลับมาที่บ้านหลังนี้

             "ไม่...ฉันจำไม่ได้  ว่าคุณคือใคร  และที่นี่ที่ไหน  ลูกผัว ของฉันก็มีแล้ว ฉันจะกลับบ้าน"   ทันทีที่น้าสาวร้องไห้ โอดครวญ อยากกลับบ้าน  พร้อมทั้งเสียงที่ชวนขนลุก "เธอต้องอยู่กับพี่"  เสียงซ้ำๆ เริ่มดุดันขึ้น  ภาพกระท่อม และที่ที่ดูอบอุ่น เริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำสูงท่วมมิดศรีษะ ของน้าสาว  ร่างของชายดังกล่าวกลายเป็นภาพที่น่ากลัว ดุดัน นุ่งโจงแดงไม่ใส่เสื้อ  มีหนวดรำไร  ขอบตาคล้ำดำ ตาโต  

             เสียงท่องมนต์ คาถา ของหมอธรรมดังกังวาล ยิ่งทำให้ทวีความโกรธของชายคนนั้น ซึ่งน้าสาวเริ่มรู้แล้วว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ และนั่นคงไม่ใช่คน และมันคงไม่ใช่ฝัน ร่างกายของน้าสาวเริ่มอ่อนเพลีย ในระหว่างนั้นเห็นแสงแวววาว แล้วก็สลบไป จำอะไรไม่ได้อีกเลย จนมีสติ ตอนที่กลับมาถึงบ้าน  

             เหตุการณ์นั้น หมอธรรมบอกว่า เป็นวิญญาณของผี เร่ร่อน ที่อาศัยอยู่หนองน้ำแห่งนี้มานาน อาศัยขอส่วนบุญของคนที่ตกอยู่ในวิบาก หรือจิตอ่อน แฝงตัวมาทำให้หลงไหล อาศัยบุญบารมีของเรา แต่ที่น้าสาวเห็นผีตนนี้ และติดตามไปได้ง่ายๆ เกิดจากทั้งสองเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาแต่ชาติปางก่อน จึงมีดวงจิตผูกพัน และเกิดความวุ่นวาย แต่จะต่างชาติ ต่างภพก็มิอาจหนีจากกันได้พ้น หากไม่ปล่อยวางและอโหสิกรรมแก่กัน

 หมั่นสั่งสมบุญ อุทิศ ผลแห่งกรรมดี  แผ่กุศลแด่เจ้ากรรมนายเวร  และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง อย่างมีเวรต่อกัน  และมารับกุศลผลบุญให้ถ้วนทั่ว ทุกตัวสัตว์เทอญ

ฉันยังรอเธออยู่ตรงนี้...ไม่ไปไหน แม้ไม่มีใครเห็น...


เล่าเรื่องโดย : คุณชายโอท