สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมก็จะพาทุกคน ตามรอยอารยธรรมโบราณ ที่ยังหลงเหลืออยู่บนผืนแผ่นดินไทย 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดอารยธรรมหนึ่งในผืนแผ่นดินไทยเรา ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักนั้นก็คือ อารยธรรมขอมโบราณ 

บริเวณรอบปราสาท

สำหรับวันนี้ผมจะพาทุกคนไปตามรอยปราสาทแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ละแวกบ้านผม นั่นก็คือปราสาทยายเหงา นั่นเอง

 ประวัติเกี่ยวกับปราสาทหลังนี้ 

      ปราสาทยายเหงา ตั้งอยู่บ้านโพนชาย ตำบลบ้านชบอำเภอสังขะจังหวัดสุรินทร์ เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดูศิลปะเขมรโบราณแบบนครวัด สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17 ประกอบด้วยปราสาท 3 หลัง ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก 

ภาพถ่ายโดย ฟอร์จูน

     ปราสาทหลังกลางและหลังทิศใต้ ก่อสร้างด้วยอิฐอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน ส่วนปราสาทหลังทิศเหนือ เหลือเพียงส่วนฐานที่ก่อด้วยอิฐและศิลาแลงขนาด 4 x 6 เมตรมีฐานรูปเคารพตั้งอยู่ภายใน

Advertisement

Advertisement

ลวดลายปราสาทยอดปราสาทที่พังลงมา

     ปราสาทหลังกลางและหลังทิศใต้มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 7.6 x 8 เมตร  มีมุขยื่นออกมาด้านหน้าปราสาทมีประตูทางเข้าด้านหน้าทางทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว ผนังอีก 3 ด้านก่อทึบแกะสลักเป็นรูปบานประตูปิดอยู่ ปราสาทหลังกลางส่วนยอดหรือชั้นหลังคาพังทลายไปเป็นส่วนใหญ่ส่วนหลังทิศใต้มีสภาพที่สมบูรณ์กว่ายังคงหลงเหลือส่วนยอดอยู่โดยตรงกลางและที่มุมในแต่ละชั้นประดับด้วยบรรพแถลง นาคปัก และ กลีบขนุน  บรรพแถลงที่พบสลักรูป พระยมทรงกระบือส่วนกลีบขนุนสลักรูปฤาษียืนถือกระบองที่หน้าบันด้านทิศตะวันตกปลายกรอบหน้าบันแกะสลักลวดลายกลวดลายมกรคายนาค 5 เศียร

     หากดูตามการก่อสร้างอาจมีปรางค์อีกองค์คู่กัน แต่ยังไม่ได้เริ่มสร้าง 

     ปราสาททั้ง 3 หลังล้อมรอบด้วยกำแพงที่ก่อด้วยอิฐและศิลาแลงมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 17 x 17 เมตรมีประตูซุ้มทางเข้าเรียกว่าโคปุระอยู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออกตรงกับปราสาทหลังกลาง 

Advertisement

Advertisement

แวดล้อมบริเวณตัวปราสาท

     สำหรับประวัติความเป็นมาสำหรับปราสาทแห่งนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงเรียกปราสาทหลังนี้ว่าปราสาทยายเหงาเพราะว่า ปราสาทหลังนี้มีเรื่องเล่าตำนาน จากคนท้องถิ่นเล่าให้ผมฟังว่า 

      สมัยก่อนมีคุณยายคนหนึ่งสามีไปออกศึกสงครามนานนมก็ไม่ได้กลับมาสักที ยายอยู่รอที่บ้านก็เลยสร้างปราสาทคอย แต่ไม่ปรากฏว่ายายได้พบกับตาหรือไม่ และปราสาทก็ดูเหมือนจะสร้างไม่แล้วเสร็จ ตำนานนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าต่อๆ กันมา และเป็นที่มาของชื่อปราสาทหลังนี้นี้เอง

เป็นไงกันบ้างครับกับการตามรอยในครั้งนี้ หวังว่าทุกคนคงได้ความรู้ไม่มากก็น้อยกันไปนะครับไว้เจอกันใหม่กับบทความต่อๆไป ว่าผมจะพาทุกคนไปตามรอยที่ไหนอีกรอติดตามกันนะครับ ^^