สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับอาถรรพ์ของป่าหลังโรงเรียนที่เราเคยเรียนเมื่อตอนสมัยเด็ก ๆ มาเล่าให้ฟังค่ะ มันเป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อมากไม่คิดว่าเราต้องมาเจอเรื่องน่าขนลุกแบบนั้น มาฟังกันเลยค่ะ 


    ช่วงสอบปลายภาคเรียนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โรงเรียนที่เราเรียนอยู่นั้นเป็นโรงเรียนขยายโอกาสโรงเรียนเล็ก ๆ ในชุมชนชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ที่โรงเรียนมีป่าประมาณ 20 ไร่ อยู่หลังโรงเรียน ถ้าเป็นตอนกลางวันก็ดูปกติและไม่น่ากลัวอะไร เราและเพื่อน ๆ ชอบเข้าไปเล่นซ่อนแอบและหาเก็บผลไม้ป่าในช่วงเวลาพักกลางวันตามประสาเด็กประถมกันเป็นประจำ

พวกเราเข้าไปเล่นกันไม่ลึกเท่าไหร่ค่ะ

   เล่นกันทั้งพวกผู้หญิงและผู้ชาย วิ่งเล่นสนุกเสียงดังกันตามประสา เขตป่าที่ติดกับโรงเรียนเป็นป่าที่ไม่ทึบเท่าไหร่และมีทางเดิน ทุกครั้งที่เข้าไปเลยไม่หลงทาง

Advertisement

Advertisement

   แต่มาวันนี้มีเพื่อนคนหนึ่งชวนกันเล่นซ่อนแอบและเดิมพันกันด้วยการให้คนที่โดนโป้งคนแรกเลี้ยงข้าวเพื่อนทั้งห้องในวันพรุ่งนี้ ( มารู้ทีหลังว่าแค่พูดเล่น ๆ ) เพื่อนทุกคนก็ตกลงและต่างคนก็รีบหาที่แอบ โดยมีเพื่อนผู้ชาย 2 คนเป็นคนเป็นคนโป้ง เราและเพื่อนอีก 2 คน พากันหนีเข้าไปแอบในป่าที่ลึกเข้าไปกว่าปกติที่เคยมา ได้ยินแต่เสียงเพื่อนนับเลขให้ซ่อนอยู่ห่าง ๆ     8..9..10..11..12..13... พวกเราวิ่งตามกันเข้าไปจนคิดว่าไกลพอที่เพื่อนจะหายากแล้วเราก็หาที่ซ่อน มองไปเห็นต้นไม้ต้นใหญ่ต้นนึง โคนมันใหญ่พอที่จะบังพวกเรา 3 คนมิดเลยล่ะ เราก็เลยพากันไปแอบตรงนั้น

   เสียงนับเลขให้ซ่อนเงียบไปแล้ว เพื่อนคงเริ่มหาแล้วล่ะ พวกเราไม่ได้ยินเสียงใครเลย ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของกันและกัน จากนั้นเป็นเวลา 10 นาทีได้ ไม่มีเพื่อนเดินเข้ามาใกล้เราเลย ไม่มีใครหาพวกเราเจอเลย พวกเรามองหน้ากันแล้วปรึกษากันว่าจะกลับออกไป เสร็จแล้วก็ลุกหาทางเดินกลับ มองไปทางไหนก็ดูทึบ ๆ ไปหมด เราหาทางเดินไม่เจอเลย ไม่รู้จะเดินไปทางไหนกัน เพื่อนคนนึงเริ่มใจเสียและโทษอีกคนว่าพาวิ่งมาทางนี้ พาเข้ามาลึกเกินไป เพื่อนเริ่มร้องไห้ เราปลอบเพื่อนและบอกให้ตั้งสติ ปลอบกันไปมาสุดท้ายก็ร้องไห้กันทั้ง 3 คน

Advertisement

Advertisement

   เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงได้ยินเสียงออดขึ้นเรียนภาคบ่าย พวกเราช่วยกันฟัง แต่บอกกันไปคนละทาง แล้วก็ตกลงพากันเดินไปตามเสียง ยิ่งเดินก็เหมือนจะยิ่งหลงและเหมือนจะเข้าไปลึกเรื่อย ๆ เดินไป ร้องไห้ไป พวกเราเริ่มเหนื่อยเลยหยุดพัก พอเราหายเหนื่อยก็เริ่มมองดูรอบ ๆ เพื่อหาทางเดินออกจากป่า แต่แล้วเรากลับพบว่าพวกเรากลับมาที่จุดเดิม จุดที่เราซ่อนเพื่อนที่ต้นไม้ใหญ่ต้นเดิม เราจำได้ เพราะตรงโคนมีต้นดอกไม้สีขาวเกิดอยู่ตรงนั้น เราจำได้แม่น เราทั้ง 3 จึงปรึกษากันว่าจะไม่เดินแล้ว เพราะยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อยและก็กระหายน้้ำมาก ๆ เราจึงจะนั่งรอกันตรงนี้ อาจมีคนมาตามหาเราก็ได้

Advertisement

Advertisement

   ดูนาฬิกาที่ข้อมือตอนนี้บ่าย 3 โมงแล้ว หลังจากที่พวกเรานั่งรอมาหลายชั่วโมงก็เป็นอย่างที่เราคิด เราได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาใกล้ ๆ พร้อมกับเสียงที่ตะโกนเรียกชื่อพวกเรา พวกเราลุกมองหา แต่มองไม่เห็นใคร ได้ยินแต่เสียง พวกเราตะโกนกลับ และเดินหารอบ ๆ บริเวณนั้น สักพักเสียงคนที่มาตามหาก็เงียบไป พวกเราเริ่มร้องไห้กันอีกแล้ว เพื่อนเราคนนึงสติแตกกรี๊ดเสียงดังและลุกวิ่งหายไป เราและเพื่อนวิ่งตามไม่ทัน เดินตามหาและวนกลับมาที่ต้นไม้ต้นเดิม เรากอดกันร้องไห้ และสักพักก็ได้ยินเสียงคนเดินมา เป็นเพื่อนเราที่วิ่งเตลิดไปนั่นเอง เธอเดินกลับมาเหมือนคนไม่มีสติ ดูไม่ปกติเอาซะเลย เธอมองตาขวางมาที่พวกเรา ย่างเท้าก้าวเข้ามาช้า ๆ ค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างใจเย็น ตาขวาง จ้องเราตาเขม็ง ดูน่ากลัวมาก เราคิดว่าต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่ ๆ พวกเรา 2 คนกอดกันแน่นตัวสั่นกันทั้งคู่ แล้วพอเธอเดินมาถึงเธอก็ชี้หน้าพวกเราพร้อมกับพูดว่า 

" พวกมึงอวดดีกันนักใช่ไหม ที่ของมึงทำไมไม่อยู่กัน มารบกวนพวกกูทำไม กูจะขังพวกมึงไว้ที่นี่แหละ !!!! "

    เรา 2 คนร้องไห้ตัวสั่นกอดกันแน่น ไม่รู้จะทำยังไง เรายกมือไหว้ ขอโทษ ปากก็แห้ง แข็ง พูดอะไรไม่ค่อยจะออกเลย ได้แต่พึมพำว่าขอโทษ จะไม่ทำอีกแล้ว จะไม่เข้ามารบกวนอีกแล้ว อย่าทำอะไรพวกเราเลย ปล่อยพวกเราไปเถอะ เพื่อนอีกคนก็ช่วยเสริมอีกแรง หนูจะบอกให้แม่มาถวายหัวหมู 10 หัวเพื่อขอขมานะคะ ปล่อยหนูและเพื่อน ๆ ไปเถอะ พวกเรายกมือไหว้และร้องไห้ไม่หยุด ทั้งกลัวทั้งหมดแรง ถ้าอย่างนั้น พวกมึงบอกทุกคนห้ามเข้ามาที่นี่อีกแม้แต่คนเดียว ไม่งั้นกูจะไปตามพวกมึงทั้ง 3 มาอยู่รับใช้กูที่นี่ ดวงตาที่จ้องมาบ่งบอกถึงความจริงจังของคำพูด อีกทั้งน้ำเสียงทุ้มต่ำฟังดูน่ากลัว ทำให้พวกเรารับปากด้วยเสียงที่สั่นเครือ จากนั้นเพื่อนคนที่สติแตกของเราก็ล้มฟุบลงกองกับพื้น พวกเรานั่งมองด้วยความหวาดกลัว และยังไม่กล้าเข้าไปใกล้ พอเงียบไปสักพักเราก็ชวนกันเข้าไปดูใกล้ ๆ และเขย่าตัวปลุก เพื่อนเราไม่ฟื้น แต่ยังหายใจอยู่ แล้วพวกเราเริ่มร้องไห้กันอีกครั้ง

 
   แคล๊ก แคล๊ก .. เสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า เจอแล้ว เจอแล้ว อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้ แล้วพวกครูและรุ่นพี่หลายคนก็รีบวิ่งเข้ามาหาพวกเรา พวกเราร้องไห้กันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแต่เพราะความดีใจ ครูผู้หญิงวิ่งมากอดเราและเพื่อน ครูผู้ชายก็เข้ามาอุ้มเพื่อนที่หมดสติและพาพวกเราออกจากป่า

 
    มาถึงห้องพยาบาลของโรงเรียน ครูช่วยปฐมพยาบาลให้พวกเรา และเพื่อนที่หมดสติก็ฟื้นแล้ว เธอปกติดี เธอเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่เธอวิ่งไปเธอรู้สึกเหมือนชนอะไรเข้าสักอย่างจากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย พวกเราเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ครูและผอ.ฟัง จากนั้นครูก็พาเราไปที่วัดให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้แล้วก็พาไปส่งที่บ้านพร้อมทั้งพูดคุยกับพ่อแม่เรา พ่อแม่เราไม่ดุว่าอะไรแต่พูดปลอบใจเรียกขวัญและกอดเราไว้


เช้าวันต่อมา โรงเรียนจัดพิธีบวงสรวงป่าตามที่เพื่อนเราได้ให้สัญญาไว้ในป่า พร้อมกับติดป้ายโครงการทำรั้วกั้นป่าและโรงเรียน และติดป้ายห้ามเข้า พร้อมกับแจ้งเด็กนักเรียนทุกคนว่าห้ามเข้าไปเล่นในป่าเด็ดขาด

 

   หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปเล่นในป่าอีกเลย อย่าว่าแต่เข้าไปเลย แค่ไปใกล้ก็แทบจะไม่มีใครกล้า ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครกล้าเข้าไปในป่าอีกเลยนะ แม้แต่ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นก็ไม่มีใครเข้าป่าอีกเลย 

 

ขอบคุณภาพจาก wallhere.com