เรื่องเล่าของผมเกิดขึ้นคงต้องย้อนไป 8 ปี สมัยมัธยม ม.4  ผมและเพื่อนเกิดโตที่จังหวัดศรีสะเกษ  อยู่คนละอำเภอเพราะบ้านผมจะอยู่นอกเมืองบังเอิญได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด ทำให้มีเพื่อนเยอะที่เป็นคนในเมือง ช่วงวัยเรียนของพวกเราเต็มไปด้วยความท้าทาย และสนุกสนานเสาะแสวงหาเรื่องที่อยากรู้  

เข้าเรื่องเลย ผมมีบ้านอยู่ต่างอำเภอไม่ได้มีบ้านอยู่ในตัวเมืองเหมือนเพื่อน ๆ ในห้อง ของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับเราเมื่อสมัยก่อนหนีไม่พ้นทุ่งนา ป่าเขา เดินเก็บของป่า การออกล่าสัตว์ ด้วยชีวิตเด็กต่างอำเภอจะไม่ค่อยมีแสงสีเท่ากับคนอยู่ในเมืองเลย เพื่อน ๆ ที่อยู่ในตัวเมืองเมื่อเราเล่าให้เพื่อนฟังแบบนี้ ยิ่งทำให้เพื่อนอยากมาเล่นบ้านเรา อยากเห็น อยากเจอ อยากสัมผัส ชีวิตบ้านนอกจริง ๆ  เราเลยนัดกันวันเสาร์อาทิตย์ นอนกัน 1 คืนที่บ้านเรา 

Advertisement

Advertisement

พอถึงวันที่เรานัดกัน เพื่อนในกลุ่มประมาณ 5 - 6 คน ได้ขับมอเตอร์ไซค์มาที่บ้านเรา เพื่อจะมาเที่ยวมาพักด้วย มาถึงประมาณ 16.00 น. เพราะต้องใช้เวลาในการเดินประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งถนนเข้าบ้านเราไม่ค่อยดีเป็นถนนลูกรัง ถ้าฝนตกละก็หลังแดงเลย จากตัวเมืองมาประมาณ 60 กิโลเมตร พอมาถึงบ้านก็ให้พักผ่อนกัน คุยกันสนุกสนานตามประสาเพื่อน ๆ กัน  เพื่อน ๆ คุยกันว่าคืนนี้เราจะต้องมีงานปาร์ตี้กันหน่อย ซึ่งตอนนั้นวัยรุ่นอยากลองอะไรมากมาย รวมไปถึง เหล้า เบียร์ บุหรี่ (ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดีในวัยเรียน) พวกเราเลยจัดกันคืนนี้เลย เราเลยบอกว่าจัดที่บ้านไม่ได้นะ เพราะพ่อแม่จะว่าเอา เสียงดังรบกวนพ่อแม่ ผู้คนในหมู่บ้านด้วย เราจึงเสนองั้นเราไปปาร์ตี้กันที่หนองน้ำท้ายหมู่บ้านกัน

ถึงเวลาประมาณ 20.00 น. พวกเราได้เตรียมเหล้า เบียร์ บุหรี่ เครื่องเสียงอันเล็ก ๆ ไว้แล้ว พากันไปที่หนองน้ำท้ายหมู่บ้าน ระหว่างทางก็ได้หาอาหารซึ่งจะเป็น เขียด กบ จิ้งหรีด ด้วยเพือทำเป็นกับแกล้ม พอกินไปสักพักใหญ่ประมาณ 22.00 น. ซึ่งบริเวณหนองน้ำนั้นเงียบสงัดมาก ไฟในหมู่บ้านก็ปิดนอนกันหมดแล้ว เพื่อนคนหนึ่งขอตัวไปฉี่ ซึ่งเป็นบริเวณไกล้ ๆ ที่ปาร์ตี้ เพื่อนมันตะโกนขึ้นมาทันที เพื่อนนั้นไฟอะไร ลอยอยู่บนนาข้าว กำลังทำไรไม่รู้ เรามาดูเลยบอกเพื่อนว่าอาจจะมีคนใส่เบ็ดไว้มาดูเบ็ดมั้ง (ภาษาอีสานเรียกว่า ยามเบ็ด) เขาจะมีไฟฉายติดหัวเสมอ เพื่อนบอกทำไมมันเป็นดวงไฟแบบนั้นละ จากนั้นพวกเราเห็นกันว่า มีดวงไฟเหมือนเพื่อนบอกถึงกับขนลุก เพื่อน ๆ ทุกคนไม่เคยเห็นรวมทั้งเราด้วย กลัวมาก อยากจะวิ่งกลับบ้าน ไม่ไหวแล้ว เราบอกน่าจะเป็นเพราะว่า ผีโพง ลักษณะเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวดับ ใช่ ๆ สงสัยคงมาหากิน กบ เขียด แน่ ๆ เพราะพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเคยมีแถวท้ายหมู่บ้าน เท่านั้นละ เพื่อนอีกคนที่ไม่กลัว  

Advertisement

Advertisement

เพื่อน : เพื่อนพวกเราไปกัน

เรา : ไปไหน  

เพื่อน : ไปไล่ล่ามัน

เรา : ไม่กลัวหรอ

เพื่อน : กลัว แต่อยากรู้ว่ามันใช่ ผีโพง ไหม

เรา : จะดีหรอ กลัวก็กลัว

เพื่อน : เอาน่า เพื่อน กูอยากรู้ว่าใช่ไหม

เรา :  ตกลง เมือเพื่อนอยากรู้อยากเห็น ตามนั้น

เพื่อน : ตกลง 

พวกเราวิ่งตามไฟดวงนั้นไปจนไกล้บริเวณที่มี ดวงไฟดวงนั้น จู่ ๆ ดวงไฟนั้นพุ่งขึ้นบนอากาศ ลอยไปอย่างช้า ๆ สลับเร็ว พวกเราตามไปห่าง มีดวงไฟหยด ๆ ลงด้วย พวกเราไล่ผีไพงจนหนื่อย จนผีโพงเข้าป่าทึบ จนพวกเราต้องถอยออกมา ด้วยความกลัวบวกกับอยากรู้อยากเห็น จึงได้เห็น ผีโพงกับตา ทำให้ทุกคนสร่างเมาทันที ทำให้รู้ว่าผีโพงมีรูจมูกโบ๋ กิน กบ เขียดด้วย เคยเห็นแต่ในละคร ว่ากิน ศพ รกเด็กแรกเกิด เท่านั้น พอถึงบ้านเลยเล่าให้พ่อแม่ ฟังว่าเห็นผีโพงพ่อพูดว่า อ่อ ผีโพงมีจริงหนองน้ำท้ายหมู่บ้านเรา จะมีคนเห็นบ่อย ๆ แล้วจะลอยเข้าป่าไปทุกครั้ง มันจะคอยมากิน กบ เขียด ในทุ่งนาเสมอ เป็นอะไรที่สุด ๆ เพื่อน ๆ ก็สุดโต่ง จึงพากันนอนแต่นอนไม่หลับ คุยกันทั้งคืน ถือว่าเป็นประสบการณ์ในการเห็นผีโพงครั้งแรก และถึงกับวิ่งไล่ผีโพงจริง เขียนไปยังขนลุกตาม

ผมเชื่อว่าผีโพงจะเป็นผู้ชาย ผีโพงไม่ทำร้ายใคร ถ้าไม่ถูกทำร้ายก่อน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากสัมผัส ว่าผีโพงมีจริงไหม สรุปแล้ว ผีโพงมีจริง 

 

ขอบคุณรูปภาพ : pixabay.com