ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ที่ปกครองประเทศ มานานหลานร้อยปี ตั้งแต่กรุงสุโขทัย จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบัน แต่เป็นไปไม่ได้เลยว่าเราจะไม่มีประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ จะถูกเขียนโดยคนยุคก่อน โดยการเขียนจะต้อง เสียเลืดเนื้อ แผ่นดิน ครอบครัวตัวเอง เพื่อที่จะมีประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า คนยุคก่อน ลำบากเพื่อที่จะพื้นดินให้ลูกหลานตัวเอง ได้อาศัยอยู่ ประวัติศาสตร์จะมีตั้ง การออกรบ การแพ้สงคราม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา อาหาร การแต่งกาย และภาษา อย่างเช่นเดียวกับ ประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยา

ประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยอยุธยา

         กรุงศรีอยุธยาคือราชธานีแห่งที่ 2 ของไทย ต่อจากกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีที่มีความเจริญรุ่งเรืองถึง 417 ปีและประวัติศาสตร์ยาวนาน มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 33 พระองค์ เป็นอาณาจักรที่มีความมั่นคง และมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ มากมาย   ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างสรรค์ศิลปะวัฒนธรรมหลายด้าน และสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน  สถานที่ทางประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา ได้รับความสนใจ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมชมมากมาย อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติในปีพ.ศ 2534 ภาพโดย LuisValiente จาก Pixabay

Advertisement

Advertisement

                                                                        ภาพโดย LuisValiente จาก Pixabay

การสถาปนากรุงศรีอยุธยา

        บริเวณที่ตั้งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้สันนิษฐานได้ว่า มีการตั้งเมืองมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นเวลานานหลายร้อยปีมาแล้ว ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 พื้นที่ตรงบริเวณที่แม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน ได้แก่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี ในการใช้เป็นเส้นทางการเดิน ทำให้บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ตั้งแคว้นสุพรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางของดินแดนตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก และตั้งแคว้นละโว้เป็นศูนย์กลางของดินแดน ด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี เป็นเส้นทางติดต่อค้าขายทั้งสองคน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทางด้านการเมือง สังคม ประเพณี วัฒนธรรม รวมทั้งด้านการค้า ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 19 ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น เมื่อพระเจ้าอู่ทองผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ไชยปราการเชียงแสน อภิเษกกับพระธิดาของกษัตริย์แคว้นสุพรรณภูมิ จึงเป็นการผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วเมื่อกษัตริย์แคว้นสุพรรณภูมิสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอู่ทองจึงขึ้นครองราชย์ โดยประทับอยู่ที่เมืองอู่ทอง ราชธานีของแคว้นสุพรรณภูมิภาพโดยปากกาทอง

Advertisement

Advertisement

                                                                              ภาพโดยผู้เขียน : ปากกาทอง

          ต่อมา เมืองอู่ทองคือทรุดโทรมอยากหนัก และยังเกิดโรคระบาด พระเจ้าอู่ทองจึงอพยพราษฎรหาที่ตั้งเมืองใหม่ จนพบเมืองอโยธยาเมืองร้างที่ขอมสร้างไว้ สำหรับเป็นเมืองท่าซึ่งเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม เพราะเป็นที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์ พระเจ้าอู่ทองทรงใช้เวลาในการสร้างเมืองหน้าที่ 3 ปีและทรงสถาปนาเมืองแห่งนี้ เป็นราชธานีชื่อว่ากรุงอโยธยา ส่วนพระองค์ได้เข้าพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ขึ้นของกรุงศรีอยุธยาโดยมีพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีกรุงอโยธยา มีความเป็นปึกแผ่นมีกำลังพล และมีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อพร้อมเสี่ยมอำนาจลง และอาณาจักรสุโขทัยเริ่มอ่อนแอ ประกอบกับอาณาจักรอยุธยามีความมั่นคงเพียงพอแล้ว พระเจ้าอู่ทองจึงทรงสถาปนาอาณาจักรอยุธยา ขึ้นเป็นราชธานีโดยไม่ขึ้นต่ออาณาจักรสุโขทัยอีกต่อไป พร้อมทางได้รวบรวมอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของอาณาจักรอยุธยาสำเร็จ แต่ปัญหาสำคัญคือ ปัญหาความมั่นคงมีการแก่งแย่งชิงราชบัลลังก์ ทำให้บ้านเมืองระส่ำระสาย และอ่อนแอลง พม่าจึงถือโอกาสยกทัพเข้ามารุกราน ในที่สุดกรุงศรีอยุธยา ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกพ.ศ 2112 และครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ 2310 ในการเสียกรุงครั้งที่ 2 นี้ อาณาจักรอยุธยาถูกเผาทำลายเสียหาย จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง จึงถือเป็นการสิ้นสุดลงของอาณาจักรที่รุ่งเรืองมากว่า 417 ปีอย่างสิ้นเชิง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชคืนจากพม่าได้ และพระองค์ทรงให้ย้ายราชธานีไปแห่งใหม่ คือกรุงธนบุรี เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเสียหายอย่างมาก จนยากที่จะบูรณะได้ภาพโดย ปากกาทอง

                                                                         ภาพโดยผู้เขียน : ปากกาทอง 

ประเพณีที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน

ประเพณีที่สำคัญ ที่สุดของกษัตริษ์คือขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นประเพณีจัดขึ้นในทุก ๆ ปี ในสมัยอยุธยา แต่ในปัจจุบันจะจัดขึ้นพีธีการขึ้นครองราช และประเพณีลองกระทง ประเพณีแข่งเรือ ที่ปัจจุบันยังหลงเหลือ ให้เราได้เห็น ได้ชมกัน และอีกมากมาย เช่น ประเพณีสงกรานต์ ลงแขกดำนา และวรรณกรรม เป็นต้น

ด้านอาหาร

อาหารที่ปัจจุบันเริ่มหาทานยากมากขึ้น คือ แกงเหงาหงอด จะเป็นอาหารที่คนสมัยอยุธยากินกัน ได้รับอิมธิพลมาจาก " ซุป " จากโปรตุเกส รสชาติจะคล้ายแกงส้ม  มีการใส่กะปิ พริกชี้ฟ้า  หอม กระเทียม ผสมผสานระหว่างโปรตุเกสเข้าไปด้วย 

ของหวานจะเป็น ขนมสี่ถ้วย ประกอบด้วย ไข่กบ นกปล่อย นางลอย อ้ายตื้อ นิยมรับทานในงานมงคลเป็นส่วนมาก เนื่องจากมีความสวยงาม สมบูรณ์ 

ภาพถ่ายโดย: Pixabay 

สามารถติดตามผลงานต่อไปของผู้เขียนได้ที่ : https://creators.trueid.net/@22596

ปากกาทอง