ตอนเด็กๆทุกปีแม่จะพาฉันกลับไปที่จังหวัดสกลนครบ้านเกิดของแม่
เพื่อเยี่ยมบรรดาญาติพี่น้องของแม่แต่พอโตมาไม่ค่อยได้มีโอกาสกลับไปสักเท่าไหร่
เนื่องจากแม่ต้องทำงานและฉันต้องเรียนหนังสือ


      จนกระทั่งปี 2013 หลานของแม่กลับมาจากต่างประเทศ
เลยชวนฉันไปที่สกลนครด้วยโดยจะไปอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์
และจะไปเที่ยวที่จังหวัดอื่นต่อแต่ครั้งนี้แม่ไม่ได้ไปด้วยเพราะติดธุระ
ฉันจึงไปที่สกลกับหลานของแม่แทน
(ขออนุญาตใช้ย่อหลานของแม่เป็นพี่เคและ แฟนของเขาชื่อพี่ไอ)
แม่เกิดในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร
ในหมู่บ้านถูกแบ่งออกเป็นสองคุ้มผู้คนในหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นญาติพี่น้องกัน 
ตอนกลางวันบรรยากาศร่มรื่น และ เงียบสงัดในเวลากลางคืน
ทางเข้าหมู่บ้านที่คุณแม่อยู่เป็นทางแคบๆรถยนต์ไม่สามารถสวนทางไปมาได้
สองข้างทางมีบ้านคนและป่าสลับกันไป

Advertisement

Advertisement


ภาพประกอบการเล่าเรื่อง
                    บ้านที่แม่อยู่ตอนเด็กๆกับคุณยายและพี่น้องคนอื่นๆเป็นบ้านไม้หลังเก่าชั้นเดียวยกสูงขึ้นจาก
พื้นลักษณะของบ้านเป็นแนวยาวๆมีสามห้องนอน มีชานบ้านยื่นออกมาและต่อห้องครัวมาทางด้านข้าง
อายุเกือบ 100 ปีตั้งอยู่ด้านหลังสุดด้านในผุพังเกือบหมดแล้วไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ 
ทางด้านขวาของบ้านไม้จะเป็นบ้านของลุงหวาน พี่ชายของแม่ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
ส่วนทางด้านซ้ายเป็นบ้านของคุณป้าพรพี่สาวของคุณแม่พี่น้องคนเดียวของแม่ที่ยังเหลืออยู่
ป้าพร อยู่กับลุงโอ สามีของป้าพรและหลานๆอีก 2 คน
ทางด้านหน้าของบ้านไม้จะมีบ้านของคุณลุงโรจน์ พี่ชายของแม่อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพ่อของพี่เค 
คุณลุงก็ได้เสียชีวิตแล้วเช่นกันเวลาไปบ้านแม่ฉันจะไปนอนบ้านคุณป้าพรหรือไม่ก็บ้านของลุงโรจน์
ก่อนที่จะมาถึงบ้านที่สกลนครฉันวางแผนไว้ว่าจะตื่นมาใส่บาตรตอนเช้าทุกวันที่ได้อยู่ที่นี่เพราะอยู่กรุงเทพฯไม่ค่อยได้ใส่

Advertisement

Advertisement

และโทรบอกป้าพรว่าให้เตรียมของให้ด้วย พอไปถึงบ้านที่สกลนครจึงบอกคุณป้าให้เตรียมวัตถุดิบไว้สำหรับทำอาหารไว้ใส่บาตรไว้ให้ในตอนเช้าวันถัดไปเนื่องจากฉันทำอาหารอีสานไม่เป็น

ภาพวัดไม่ใช่สถานที่ในเรื่องถ่ายภาพเองและนำมาใช้ประกอบการเล่าเรื่องเท่านั้น
      เช้าวันถัดมาฉันและพี่เคตื่นมาตอนเช้าเพื่อไปใส่บาตรที่วัด วัดอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนักเดินไปไม่นานก็ถึง
ตกเย็นมาที่บ้านก็จะทำอาหารกินกันและซื้อเบียร์มานั่งดื่มกันจนดึก
     เช้าวันที่สองฉันตื่นไปใส่บาตรอีกเช่นเคยแต่ด้วยความที่เมื่อคืนนอนดึกมากเลยรู้สึกง่วงมากที่ต้องตื่นในตอนเช้ามืด
เพื่อใส่บาตรตอนสายๆเลยบอกกับป้าพร และพี่เคว่าวันพรุ่งนี้ว่าจะไม่ไปใส่บาตรแล้วขี้เกียจตื่น
ป้าพรเลยพูดขึ้นมาว่าพูดแล้วทำไม่ได้มันบาปนะ


    เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นจากตรงนี้แหละ

Advertisement

Advertisement


          พอตกเย็นมาพี่ไอแฟนพี่เค ลุงโอ และ เพื่อนๆก็ตั้งวงดื่มเบียร์กันอีกเช่นเคย
แต่เครื่องดื่มที่ซื้อไว้ครั้งที่แล้วใกล้จะหมด พี่ไอเลยบอกให้ฉันไปซื้อให้ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 19:00น.
ท้องฟ้าที่ต่างจังหวัดมืดเร็วมากต่างจากกรุงเทพฯ ลิบลับ
และด้วยความที่ฉันเป็นคนกลัวผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่กล้าไปคนเดียว
แต่จะชวนใครไปด้วยแต่ละคนก็เริ่มเมาแล้วจะให้ไปเป็นเพื่อนคงไม่ไหว
ฉันเลยต้องขับรถมอเตอร์ไซค์ ไปคนเดียว
          ระยะทางจากบ้านไปร้านค้ามันก็ไม่ได้ไกลอะไรใช้เวลาไม่ถึง 1 กิโลเมตร ด้วยซ้ำ
แต่พอทางมันมืด และเสาไฟข้างทางก็สลัวๆ ระยะทางมันดูไกลขึ้นมาทันที 
ฉันชับมอเตอร์ไซไปช้าๆเพราะกลัวว่าจะมีรถขับสวนมาและเกิดอันตรายเนื่องจากถนนแคบมาก
ระหว่างทางที่ไปจะมีช่วงนึงที่เป็นป่า และ มีต้นตาลสูง ใหญ่ และทางก็มืดๆ

          
          จู่ๆในสมองก็คิดถึงเรื่องเปรตขึ้นมา ถ้าตรงต้นตาลไม่ใช่ต้นตาลแต่เป็นเปรตล่ะ
ไฟก็มืดๆ คนในหมู่บ้านก็ปิดไฟนอนกันหมดแล้วจะเรียกให้ใครช่วยก็ไม่ได้
สมองมันคิดวนไปวนมาไปหมด และ ตอนที่คิดอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นคนใส่เสื้อสีขาวยืนอยู่ตรงที่เป็นบ้านคน
ตอนนั้นฉันก็คิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ยังมีคนอยู่และยังไม่นอน ฉันจึงขับมอเตอร์ไซค์ เลี้ยวขวาออกมาถนนอีกเส้นนึง
และตรงไปที่ร้านค้า เพื่อซื้อเบียร์ให้คนที่บ้าน ที่ร้านค้ามีคนต่อคิวซื้อของอยู่ประมาณสองคน
ฉันจึงจอดรถมอเตอร์ไซค์ ไว้ข้างๆร้านเพื่อรอคิว
ฉันนั่งรอบนมอเตอร์ไซค์ และหันหน้ากลับไปทางถนนที่พึ่งเลี้ยวออกมา 
  
 

ภาพประกอบเรื่องตามมาทวงบุญ
         สิ่งที่เห็นคือร่างของคน เขาใส่เสื้อยืดสีขาวและกางเกงขาสั้น
ร่างนั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้ๆกับมอเตอร์ไซค์ที่ฉันนั่งอยู่ 
ระยะทางจากที่ฉันเห็นเขาก่อนหน้านี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินมาถึงบริเวณที่ฉันนั่งอยู่
ได้เร็วขนาดนี้ ฉันนั่งจ้องคนที่ใส่เสื้อยืดสีขาวคนนั้นแบบ ไม่ละสายตา
และรู้สึก งง มาก ว่าทำไมเขาถึงเดินมาอยู่ตรงนี้ได้เร็วขนาดนี้
ฉันเป็นคนสายตาสั้นการที่จะมองมองเห็นภาพต่างๆจะเห็นไม่ค่อยชัด
เห็นแบบลางๆ แต่พอเดาว่าร่างที่เห็นนั้นน่าจะเป็นผู้ชาย

       ร่างนั้นเริ่มเดินมาใกล้ขึ้นอีกหน่อย เลยพอมองชัดขึ้น
หน้าของเขาเป็นภาพที่เบลอๆ มันไม่ได้เบลอเพราสายตาสั้นเลยมองเห็นไม่ชัด
แต่เป็นเพราะหน้าของเขามันเบลอเหมือนใช้แอปเบอร์ภาพเลยต่างหาก
เขาค่อยๆข้ามถนนจากฝั่งที่ฉันนั่งอยู่บนเบาะมอเตอร์ไซค์ ไปที่อีกฝั่งนึงของถนน
ตรงนั้นเป็นบ้านคน แต่ไฟในบ้านปิดหมดแล้ว ฉันยังคงมองตามการเคลื่อนไหวของสิ่งที่ฉันเห็นตรงหน้า
และมองเห็นช่วงเท้าของเขาก็เป็นภาพแบบเบลอ ด้วยเช่นกัน
เขาเดินข้ามมาอีกฝั่งและหายไป เขาไม่ได้เขาไปในบ้านแถวๆนั้น แต่อยู่ๆเขาก็หายไป
เหตุการณ์ตอนนั้นมันเหมือนภาพสโลโมชั่น  ฉันคิดทบทวนอยู่หลายครั้งว่าสิ่งที่เห็นมันคืออะไร

จนเจ้าของร้านเดินมาถามฉันว่ามาซื้ออะไร
ตอนนั้นสติเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะกลับบ้านโดยที่ไม่ซื้อเบียร์กลับไป
เดี๋ยวที่บ้านก็จะถาม จะกลับไปทางเดิมก็กลัวสิ่งที่พึ่งเห็นมา กลัวว่าเขาจะนั่งรถตามกลับไปด้วย
และตัดสินใจสั่งเบียร์กับเจ้าของร้านและหาเรื่องชวนเขาคุยเพื่อไม่ให้รู้สึกกลัวไปมากกว่านี้
 

     ฉันถามเจ้าของร้านว่าถ้าจะกลับบ้านทางวัดจะดีมั้ยมันมืดทางที่มามันไม่ค่อยเห็นทาง
ฉันก็ไม่รู้ว่าถามไปแบบนั้นทำไมทั้งๆที่รู้ว่าถ้ากลับทางที่ผ่านวัดมันมืดกว่าและไม่มีไฟเลยแถมยังต้องผ่านคลองอีก
คลองตรงนั้นเป็นคลองเล็กๆที่น้ำไหลผ่าน แต่พึ่งมีตนเมาขี่จักรยานตกคลองเสียชีวิต แถมบ้านแถบนั้นเจ้าของบ้าน
เขาเลี้ยงหมาไว้เยอะมากแถมดุอีกต่างหาก ฉันคิดไปคิดมาวนไปวนมาจนเจ้าของร้านพูดขึ้นมาว่า
กลับไปทางเดิมนั่นแหละทางวัดอันตรายเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ เดี๋ยวนี้มีโจรจี้ปล้นอยู่แถวนั้นตอนกลางคืน
พอซื้อของเสร็จฉันก็จำใจต้องกลับบ้านทางเดิมระหว่างทางก็คิดถึงคนเสื้อขาวที่เห็นก็รีบบิดมอเตอร์ไซค์แบบไม่กลัวตาย
พอผ่านตรงนั้นมาได้ก็รู็สึกขนลุกและมีอะไรบางอย่าง รู้ตัวอีกทีคือหลับตาขับรถ พอลืมตามาอีกทีใกล้ถึงบ้านแล้ว
พอถึงบ้านปุ๊ปรีบเอาของให้พี่ไอ และ ลุงโอ พร้อมบอกว่าวันหลังไม่ไปซื้อให้แล้วนะ
ทุกคนก็ถามว่าทำไม เราก็เล่าให้ฟัง ตอนแรกทุกคนก็พากันหัวเราะ แต่พอฉันเริ่มเล่าถึงจุดไคลแมกซ์
ทุกคนก็พร้อมใจกันเงียบ ป้าพรเป็นคนที่กลัวผีมากๆ เริ่มขยับไปใกล้ลุงโอ แต่ก็ยังพูดติดตลกว่าเจอคนแกล้งหรือเปล่า
ฉันเลยบอกว่าไปพิสูจน์กันไหม ทุกคนไม่มีใครกล้าพูดอะไร  สถานการณ์ในวงเบียร์ เริ่มเงียบลง

   และอยู่ๆเพื่อนลุงโอก็พูดขึ้นมาว่า ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่มียายคนนึงแกป่วยหนัก
แกถามหาฉัน เพราะแกเคยเห็นตั้งแต่ตอนเด็กๆ แกบอกว่าอยากเจอไม่ได้เจอมานาน
แล้วแกก็เสียชีวิตลงวันนั้น ก่อนฉันมาได้หนึ่งเดือน
แต่ฉันก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าจะเป็นยายคนนั้นเพราะมั่นใจมากว่าคนที่เห็นเป็นผู้ชาย

บรรยากาศในวงเบียร์เริ่มอึดอัด เพื่อนๆของลุงโอเลยขอตัวกลับบ้าน
ทุกคนเลยพากันแยกย้ายไปอาบน้ำขึ้นนอน 
ฉันไปนอนบ้านของลุงโรจน์พ่อพี่เค ปกติเเล้วบ้านพ่อพี่เค จะไม่ได้เปิดเลย
ยกเว้นว่าพี่เค พี่สาวพี่เคและ ญาติคนอื่นๆจะมาเยี่ยมก็จะให้นอนบ้านหลังนี้
ในห่้องที่ฉันนอนมีมุ้งลวดติด และไม่เคยเปิดหน้าต่างหรือมุ้งลวดออก
ไม่มีทางที่จะมีแมลงตัวใหญ่ๆเข้าไปได้


        แต่พอฉันเปิดประตูห้องเข้าไป เปิดสวิตซ์ไฟในห้อง
เปิดเท่าไหร่ก็ไม่ติด ตอนนั้นใจเริ่มไม่ดีแล้ววิ่งเรียกพี่เคเรียก ลุงโอ 
ให้มาดูไฟให้ ลุงโอบอกว่าฟิวส์มันน่าจะขาดเดี๋ยวพรุ่งนี้ซื้อหลอดไฟมาเปลี่ยนให้
แต่ฉันก็ยังกลัวอยู่ดี แต่ก็ต้องกลับเข้าห้องเพราะเกรงใจทุกคน
พอเข้าไปรอบนี่้อยู่ๆก็ได้ยินเสียงเหมือนแมลงตัวใหญ่ๆ บินเสียงหึ่งๆๆ ทั่วห้อง ใช้ไฟในมือถือส่องก็ไม่เห็นตัวอะไร
ฉันอดทนนอนอยู่ซักพักนึงเสียงก็ยิ่งดังกว่าเดิม แถมบรรยากาศในห้องเหมือนมีคนเป็นสิบๆคนมาเบียดๆกันอยู่
ตอนนั้นสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วสวดมนต์ก็เอาไม่อยู่ จนกระทั่งได้ยินเสียง
ภาพประกอบการเล่าเรื่อง ตามมาทวงบุญ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

       เสียงเคาะประตูรัวๆ ตอนนั้นยิ่งกลัวเข้าไปอีกนี่มันอะไรก็ไม่รู้เกิดมายังไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย เสียงเคาะประตูก็ยังไม่หยุด
จนพี่เคพูดขึ้นมาว่า " เปิดประตูให้หน่อย " เป็นอะไรหรือเปล่า ตอนนั้นฉันก็รวบรวมสติอันน้อยนิดและไปเปิดประตู
ตอนนั้นคิดว่า "เอาวะ ไหนๆก็เจอขนาดนี้แล้ว ถ้าเปิดประตูไปเจอผีแบบจะๆอีก ก็ให้มันเจอไป"
พอเปิดประตูไป เจอพี่เคยืนบ่นว่าเคาะจนมือจะหักแล้วไม่ได้ยินหลอ ฉันก็รีบเล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง
พี่เคบอกว่าเมื่อกี้ไปคุยกับพี่ไอ พี่ไอบอกว่าฉันคงกลัวมากให้ไปนอนในห้องด้วย
พอพี่เค พูดจบฉันก็รับวิ่ง เข้าห้องพี่เคไปทันที
ณ วินาทีนั้น ใครจะอะไรก็ช่าง ให้สามคำกับเหตุการณ์นี้  กลัว - ผี - มาก 
       ฉันไปนอฝั่งริมหน้าต่างพี่เคนอนตรงกลางและแฟนพี่เคนอนอีกฝั่งนึง
คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับเลย สวดมนต์ในใจก็ยังไม่หายกลัว เพราะรอบๆบ้านก็มีแต่คนตาย
บ้านตรงข้ามลูกชายเขาพึ่งเสีย ยายบ้านข้างๆบ้านป้า A ก็พึ่งเสีย
ฝั่งที่ฉันนอนมองไปก็เห็นบ้านลุงหวานและภรรยา ก็พึ่งเสียไปไม่นาน
แถมบ้านไม้ที่แม่เคยอยู่ตอนเด็กๆ พี่ๆของแม่ คุณตา คุณยาย
ก็เสียที่บ้านนั้นกันหมด รอบบ้านมีแต่คนตาย ยิ่งทำให้หลอนขึ้นไปอีก

 

   เช้าวันต่อมา
      

           ป้าพรยังคงลุกขึ้นมาทำกับข้าวให้ไปใส่บาตรเหมือนเดิม
เช้าวันนี้ฉันตื่นสาย ตื่นขึ้นมา 6 โมงเช้า เพราะเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
พี่เค ที่ตื่นไปช่วยป้าพรเตรียมของใส่บาตรเดินขึ้นมาตามฉันให้ไปใส่บาตร
ฉันบอกกับพี่เคว่า เชื่อไหมว่าถ้าไปใส่บาตรเสร็จ
ไฟในห้องมันจะกลับมาใช้ได้ พี่เคก็หัวเราะและบอกว่าเดี๋ยวเราลองมาดูกัน



          พอไปใส่บาตรเสร็จ ฉันก็จัดการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแบบครอบคลุมถึงทุกคน
ทั้งญาติๆ เจ้ากรรมนายเวร และ สิ่งที่เจอเมื่อคืน

 

 

       แต่ก็ยังไม่หายกลัวอยู่ดี ฉันก็กลับมาซักผ้าระหว่างรอแช่ผ้าอยู่ก็ชวนพี่เค
ขึ้นมาเปิดไฟดู ปรากฎว่ามันติดจริงๆ พี่เคถึงกับหลอนไปตามๆกันเลยทีเดียว พอพิสูจน์เสร็จก็ลงไปซักผ้าต่อ
เช้าวันนั้นพี่ซีลูกของลุงหวานก็กลับมาถึงบ้านเพราะลางานมาหาลูกที่ฝากป้าพรเลี้ยง
ระหว่างที่นั่งซักผ้าอยู่ดีๆก็รู้สึกหนาวๆ ขึ้นมาหนาวมากเลยรีบซักมือให้เสร็จและขึ้นไปข้างบนบ้าน
อยู่ดีๆมือเท้าก็ชา ปากสั่น และ มือเท้าก็เริ่มเกร็ง สั่น และเริ่ม ชักจนเกร็งไปหมด
ตอนนั้นคิดว่าตัวเองอายุสั้นแน่นอน คิดถึงเรื่องที่แม่เคยเล่าว่าพี่ๆของแม่อายุสั้น
ตายตอนอายุยังน้อยกันทั้งนั้น แถมฉันยังอยู่ข้างบนบ้านคนเดียวอีก ฉันต้องตายคนเดียวแน่นอน
ตอนนั้นคิดถึงแต่แม่เป็นคนแรก พยายามตั้งสติและเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ว่างอยู่ปลายเตียง
ตอนนั้นมันทรมานมาก มือเท้าเกร็งไปหมด พยายามหยิบโทรศัพท์อยู่หลายครั้ง
พอจะหยิบตัวก็สั่นมือเท้าก็เกร็ง โทรศัพท์ตกไปหลายรอบ กว่าจะหยิบได้
ตอนนั้นคิดถึงแต่แม่ เรียกหาแต่แม่ พอจับโทรศัพท์ได้ ก็รีบกดโทรหาแม่ หลายครั้งจนแม่รับ
แม่ก็บ่นว่ามานอนทำไมคนเดียวบนนี้ แล้วรีบวางสายเพื่อโทรบอกให้ป้าขึ้นมาดู


              ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกจริงๆคิดแต่ว่าถ้าตายก็ขอคุยกับแม่บอกแม่ก่อน
พอทุกคนรู้ก็พากันวิ่งขึ้นมาดู พอเปิดห้องมาเราชักไม่หยุด ตัวก็ร้อนจี๋ ฉันอาเจียนไม่หยุด
ชักจนมือเท้าหงิก ไปหมด ตอนนั้นรู้สึกตัวทุกอย่าง แต่ทำอะไรไม่ได้
ที่บ้านไม่มีรถยนต์ของตัวเองเลยต้องไปจ้างคนในหมู่บ้านไปส่งที่โรงพยาบาล
พี่เคกับพี่ไอพากันรีบวิ่งไปตามรถมาจนวุ่นวายกันไปหมด
             แล้วอยู่ๆพี่ซีก็พูดขึ้นมาว่าฉันโดนผีเข้า 
ป้าพรก็บอกว่าน่าจะใช่เพราะว่าเมื่อคืนฉันพึ่งโดนผีหลอกมา พอขึ้นรถได้ 
รถขับพ้นหมู่บ้านมาได้นิดเดียวเราเลิกชัก แถมไม่ได้รู้สึกหนาวเท่าไหร่แล้วด้วย  
พอถึงโรงพยาบาลแล้ว พยาบาลวัดไข้ให้ 40 กว่าๆองศา ไข้ขึ้นสูงมาก
พยาบาลให้ไปเจาะเลือดและกินยาลดไข้ หมอจะให้แอดมิท แต่ฉันบอกว่าไม่เป็นไร ขอกลับไปนอนที่บ้านดีกว่า
พอกลับมาบ้านก็กินยาลดไข้ วันต่อมาเริ่มไอ แต่ก็ไม่ได้ชักหรือเป็นหนักเหมือนตอนแรกๆ
และป่วยเป็นไข้หวัดและไออยู่แบบนี้เกือบเดือนกว่าจะหาย

       ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่าที่เคยพูดไปว่าจะตื่นมาใส่บาตรทุกวันที่ไปอยู่ที่นู่น
แต่พอบอกว่าจะไม่ไปใส่ปุ๊ปตกเย็นมาเลยเจอดี แถมไข้ขึ้นจนชัก
ต่อจากนั้นก็ไม่สบายเป็นหวัดอีกเป็นเดือนๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนอายุ 18 ปี เป็นปีที่จะไม่มีวันลืมเลยล่ะ


        *เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ปกติแล้วผู้เขียนถนัดเล่าเรื่องมากกว่า
          เรื่องที่เจอนี่ถูกถ่ายทอดเป็นการเขียนเป็นครั้งแรก
          หากผิดพลาดประการใด ยินดีน้อมรับคำติชมค่ะ  

       **ภาพที่ใช้ประกอบในเรื่องเป็นภาพที่ผู้เขียนถ่ายไว้เองไม่เกี่ยวข้องกับสถานที่ในเรื่อง
          ชื่อของบุคคลต่างๆในเรื่องเป็นชื่อย่อของคนที่อยู่ในเหตุการณ์