วิถีอีสาน : การแหย่ไข่มดแดง


       ไข่มดแดง อาหารชั้นสูงที่คนทั่วไปกล่าวขาน เหตุเพราะไข่มดแดงนั้นจะอยู่บนที่สูง เช่น บนต้นไม้ ทั้งยังเป็นอาหารที่หาทานได้ยาก ราคาก็ค่อนข้างแพงเมื่อแลกกับปริมาณที่ได้ แต่สำหรับคนอีสานแล้วแค่มีอุปกรณ์และเดินเข้าป่าหารังมดแดง ไม่ต้องจ่ายเงินราคาแพงก็ได้กินอาหารชั้นสูงนี้

1

       สำหรับผู้ที่มีความสามารถด้านการแหย่ไข่มดแดงนั้น จะเป็นผู้เข้าป่าหาแหย่มาขายหรือทำกินกันในครอบครัว จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าต้องมีอุปกรณ์ อุปกรณ์นั้นก็คือ 1. ไม้ไผ่ลำยาว (ยาวพอจะแหย่รังที่อยู่สูงได้ แต่ก็ไม่ควรยาวเกินไป เพราะจะเป็นการเกะกะเวลาเดินเลาะอยู่ในป่า อาจจะไปติดกับหนามหรือกิ่งไม้ได้) ส่วนปลายของลำไผ่นั้นจะผูกกับตาข่ายหรือกระสอบ บางที่อาจใช้เป็นตะกร้าสาน เพื่อรองเวลาไข่มดแดงตกลงมาจากรัง 2. ถังใส่น้ำ ปริมาณน้ำพอเหมาะไม่หนักจนเกินไป ไว้ใส่ไข่มดแดงตอนที่เทออกจากตาข่ายของเรา เมื่อโดนน้ำตัวมดแดงก็จะไต่ออกไปทิ้งไว้แต่ไข่ อุปกรณ์มีเพียงเท่านี้หาได้ง่ายตามท้องถิ่น นอกนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแหย่ไข่มดแดงของแต่ละตนแล้วล่ะ

Advertisement

Advertisement

2

       วันนี้ผู้เขียนได้พาทุกท่านมาเรียนรู้วิธีการแหย่ไข่มดแดงตามวิถีของคนอีสานกัน โดยไม่ต้องเข้าป่า เพราะที่หลังบ้านมีรังมดที่เกิดจากการเอามาปล่อยไว้ให้สร้างรัง ขั้นตอนแรกเลยเราต้องสำรวจบนต้นไม้ก่อนมามีรังไหนที่พอจะมีไข่มดแดงให้เราสามารถแย่ลงมาได้ โดยสังเกตจากรังที่ค่อนข้างใหญ่ มีใยหุ้มสีขาว ๆ ปิดอย่างดีถ้าใยเปิดแสดงว่ามีคนแหย่ไปแล้วหรือมดแตกรังไปแล้วนั้นเอง ขั้นต่อไปก็เตรียมอุปกรณ์ของเราเล็งเข้าไปตรงกลางรัง ให้ปากตาข่ายอยู่ในรัศมีของรังพอดี ค่อย ๆ แหย่ไปเคาะไม้ไป เพราะในขณะที่แหย่อยู่นั้นจะมีมดแดงไต่ลงมาตามไม้ จากนั้นนำไปเทใส่ถังน้ำที่เราเตรียมไว้ ค่อยนำไปแยกเอาเฉพาะไข่มดแดงอีกที ก็จะได้ไข่มดแดงไปไว้สำหรับประกอบอาหาร เช่น ก้อยไข่มดแดง ไข่มดแดงเจียว ต้มปลาใส่ไข่มดแดง เป็นต้น

Advertisement

Advertisement

34

       การแหย่ไข่มดแดงนี้อยู่คู่ชาวอีสานมานาน ทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็น เพราะบางคนก็ทำเป็นอาชีพ แต่สิ่งที่จะหายไป คือ รังไข่มดแดง เพราะความต้องการบริโภคของคนมีมากขึ้น เพื่อเป็นการให้มดแดงได้สร้างรังให้เราได้กินต่อไปเรื่อย ๆ เวลาแหย่ก็ควรปล่อยตัวมดแดงให้มันได้หาที่อยู่ใหม่บ้าง ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ได้เห็นอาหารชั้นสูงนี้อีกต่อไป

 

ภาพถ่ายทั้งหมดโดยนักเขียน : อิราณี (จุฑามณี สีผลสมอ)