ปลายฤดูฝน... ฉันนั่งอยู่ริมผาหมอกมิวายเพียงลำพัง

เบื้องหน้าคือแนวเขาสีเขียวครึ้มตัดกับลำน้ำที่ไหลผ่านเบื้องล่าง ซึ่งต้องแสงแดดยามเย็น มองเห็นระยิบระยับอยู่ไกลออกไป

ด้วยภาระหน้าที่ของการเรียน และความตั้งใจในส่วนลึกของจิตใจ ฉันจึงพาตัวเองมาถึงที่นี่อีกครั้ง

ผาหมอกมิวายเมื่อถึงคราวที่ต้องทำรายงานการศึกษาอิสระ ซึ่งถือเป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญของนักศึกษาท่องเที่ยวปีสุดท้าย ฉันเลือกพื้นที่ศึกษาที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ ในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่นี่แม้ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนักในแง่ของการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ฉันก็หาเหตุผลไปชี้แจงกับอาจารย์ผู้สอบโครงร่าง จนผ่านการอนุมัติให้ทำการศึกษาจนได้ ซึ่งเหตุผลเหล่านั้นก็ว่ากันไปตามหลักวิชาการ แต่จริง ๆ แล้ว เหตุผลส่วนตัวที่ฉันเลือกที่นี่ ก็เพียงเพราะ ‘ความคิดถึง’ อย่างเดียวแท้ ๆ

Advertisement

Advertisement

ผืนป่าอันกว้างใหญ่กว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นไร่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ ครอบคลุมพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร นับเป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ผืนสุดท้ายในเขตภาคอีสานตอนบน  เป็นผืนป่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งหลบซ่อนและที่ตั้งฐานกำลังใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในระหว่างปี พ.ศ. 2516 - พ.ศ. 2523  ความอุดมสมบูรณ์และเรื่องราวของผืนป่าแห่งนี้จึงเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างดีของเยาวชนและนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบในความงามของธรรมชาติ  ซึ่งต่างเดินทางมาเยือนที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

ภายในพื้นที่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ มีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง ทั้ง ผาภูไท จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทิวทัศน์เหนือผาที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมี วัดถ้ำโส้ม วัดที่มีพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาอันเป็นที่เคารพสักการะ เป็นอีกหนึ่งจุดในการชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และ น้ำตกถ้ำโสดา น้ำตกขนาดกะทัดรัดที่คอยเติมความชุ่มฉ่ำให้ผืนป่าในช่วงฤดูฝน  รวมทั้ง ผาหมอกมิวาย ที่ฉันดั้นด้นพาตัวเองมาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกและบรรยากาศยามเย็นที่สวยงาม ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่และเป็นที่ตั้งของสำนักงานที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์อีกด้วย

Advertisement

Advertisement

ผาหมอกมิวายที่แห่งนี้เคยเป็นที่ที่ฉันและผองเพื่อนในวัยมัธยมได้ร่วมกันสร้างความทรงจำหลากหลายไว้ด้วยกัน  เราโบกรถขึ้นมาบนผาหมอกมิวาย ทำกิจกรรมเดินป่า จัดค่าย นั่งวาดรูปริมผา ฟังเรื่องเล่าจากเจ้าหน้าที่ พูดคุย เล่นกีต้าร์ จิบกาแฟ กินส้มตำและมาม่าดิบรอบกองไฟ นอนตากน้ำค้างนับดาวตก และอีกสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่นำมาสู่เสียงหัวเราะ เสียงโอดครวญ บ่น ด่า หรือแม้กระทั่งเสียงร้องไห้และรอยน้ำตาก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางเพื่อเรียนต่อในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้ ความทรงจำเหล่านั้นก็ยังเป็นสายใยอันเหนียวแน่นที่ยึดความเป็นเพื่อนของพวกเราไม่ให้แยกจาก แม้ว่าแต่ละคนจำต้องไกลห่างกันออกไปเพราะภาระหน้าที่ทางการศึกษาที่ต้องรับผิดชอบให้ลุล่วงก็ตาม

Advertisement

Advertisement

อาทิตย์ตกที่ผาหมอกมิวายสายหมอกบางเบาลอยอ้อยอิ่งปกคลุมแนวเขาตรงหน้าและบริเวณริมผาอยู่ตลอดเวลา สมกับชื่อ ‘ผาหมอกมิวาย’ คือ หมอกไม่เคยจางหายไปจากผาแห่งนี้ คงไม่ต่างกับความคิดถึงของฉันซึ่งยังคงกรุ่นอยู่ในใจไม่เคยจาง จนเป็นแรงผลักดันให้ฉันดั้นด้นมาที่นี่ตัวคนเดียว และตัดสินใจพักค้างคืนอยู่เกือบหนึ่งอาทิตย์ เพื่อเก็บข้อมูลและสนองความคิดถึงส่วนตัวท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรอบข้างก่อนที่ฉันจะออกเดินทาง รวมทั้งคำเตือนด้วยความห่วงใยจากอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเอง

อาทิตย์ตกที่ผาหมอกมิวายและวันนี้ ฉันนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว นั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงบรรยากาศของการมีเพื่อนที่รู้ใจรายล้อมอยู่รอบกาย นาทีนี้ฉันสัมผัสได้ถึงความเหงาที่แทรกซึมเข้ามาในจิตใจอย่างมิอาจห้ามได้ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายนัก เพราะอย่างน้อย...ท่ามกลางบรรยากาศงามอันคุ้นเคย ก็ได้ทำให้ฉันรับรู้ว่า ความคิดถึงยังทรงพลังอยู่ในใจฉันไม่เปลี่ยนแปลง...

อาทิตย์ตก ที่ผาหมอกมิวายฉันเอนหลังลงบนลานหินริมผาหมอกมิวายที่ส่งผ่านไอชื้นจากสายฝนบางเบาที่เพิ่งหยุดไปก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับลานหินอันแข็งแกร่ง ดวงอาทิตย์กลมโตที่โผล่ออกมาหลังถูกเมฆฝนบดบังกำลังอ่อนแสงลง และท้องฟ้าสีทองยามเย็นก็เข้ามาทักทายฉันเต็มสายตา ฉันหวนนึกถึงการพบปะกับผองเพื่อนครั้งล่าสุดที่นี่ ภายหลังที่เราแยกย้ายกันไปเรียนและไม่ได้พบกันเลยถึงสามปี การสนทนาข้างกองไฟใต้ผืนฟ้าพร่างดาวในค่ำคืนนั้น ก็ได้ทำให้ฉันเข้าใจชีวิตมากขึ้น หลังจากที่ฉันบ่นกับเพื่อนอย่างอัดอั้นตันใจว่า อะไรหลาย ๆ อย่างในสังคมมหาวิทยาลัยทำให้ฉันเหนื่อยหน่ายกับชีวิต และบั่นทอนพลังใจจนนึกอยากกลับไปเป็นเด็กนักเรียนอีกครั้ง

ถ้อยสนทนาจากเพื่อนคนหนึ่งได้บอกกับฉันว่า เมื่อธรรมชาติกำหนดให้มนุษย์เป็นสัตว์สังคมแล้ว ธรรมชาติซึ่งไม่เคยสร้างส่วนเกิน ย่อมไม่กำหนดให้มนุษย์และสังคมเป็นส่วนเกินของกันและกัน ดังนั้น ถ้าเรารู้สึกยุ่งยากใจหรืออาจถึงขั้นทุกข์ใจกับการทำอะไรที่ต้องเกี่ยวข้องหรือคำนึงถึงสังคมรอบข้างอยู่เสมอ สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ การเปิดใจเพื่อที่จะเลือกรับหรือปรับเปลี่ยน โดยไม่เสียตัวตนของเราให้ใคร เพราะทั้งเราและสังคมจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกัน การวางสถานะของทั้งสองฝ่ายไว้ในจุดที่ไม่เป็นส่วนเกินของกันและกันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และถ้าเราสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว เราก็จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับทุกสังคมได้อย่างเป็นสุข

ชิงช้า ผาหมอกมิวายฉันนึกทบทวนถึงถ้อยคำจากเพื่อนแล้ว ก็ทำให้ฉันเข้าใจแจ่มชัดขึ้นถึงถ้อยคำที่มักได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่า ธรรมชาติมักแฝงข้อคิดและบทเรียนต่าง ๆ แก่เราอยู่เสมอ หลังการพบปะครั้งนั้น ฉันเหมือนมีหัวใจดวงใหม่ที่เปิดกว้าง และพยายามที่จะใช้ชีวิตในสังคมใหม่ของฉันให้มีความสุขมากขึ้น แม้ว่าจะทำได้ไม่สมบูรณ์พร้อม แต่การกลับมาสัมผัสกับธรรมชาติที่นี่ในครั้งนี้ ก็ทำให้ฉันได้หวนนึกถึงคำเตือนสติและความห่วงใยจากเพื่อนอีกครั้ง และนี่จะเป็นพลังใจสำคัญที่จะทำให้ฉันพยายามต่อไป

ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันและผองเพื่อนหวนกลับมาที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่เคยรู้สึกเบื่อ และทุก ๆ ครั้งที่มา พวกเราต่างก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่เป็นคำตอบและแนวทางให้กับชีวิตได้เสมอ แม้กาลเวลาที่ผันผ่านจะนำพาแต่ละคนให้เติบโตและเลือกทางเดินชีวิตที่แตกต่างกัน แต่พอหวนนึกถึงเพื่อนขึ้นมาเมื่อใด ก็อดคิดถึงที่แห่งนี้ไม่ได้ทุกที ความผูกพันของผู้คนกับสถานที่ บางครั้งก็หาคำอธิบายได้ยากว่าเกิดจากอะไร แต่สำหรับที่นี่แล้ว บางที...อาจเป็นเพราะมนต์เสน่ห์แห่งผาหมอกมิวายที่ดึงดูดผู้มาเยือนให้กลับมาอีกครั้งตามคำบอกเล่าก็ได้...ใครจะรู้

อาทิตย์กลมโต ที่ผาหมอกมิวายอาทิตย์กำลังจะลับหายไปหลังแนวเขา ทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มระเรื่อที่ค่อย ๆ ถูกความมืดกลืนจนจางหาย แสงไฟตามบ้านพักของเจ้าหน้าที่สว่างขึ้นเป็นจุด ๆ เสียงกีต้าร์จากการซักซ้อมร้องเพลงของเจ้าหน้าที่ทีมสื่อความหมายดังลอยมาจากทางโรงครัว พวกเขากำลังเตรียมการแสดงดนตรีในกิจกรรมรอบกองไฟ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำกับเสียงเพลง ซึมซับความงามและคุณค่าแห่งธรรมชาติ ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นยามค่ำคืน ถ้อยคำร้องของเพลงที่ฉันคุ้นเคยดังลอยมาตามลม เพลงที่แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย  คุณอำนาจ  หาญสุวรรณ  อดีตเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของที่นี่ เพลง “ผาหมอก” ที่ขับร้องผ่านน้ำเสียงของ "พ่อใหญ่ฮวก" ฉายาของเจ้าหน้าที่น้ำเสียงไพเราะเป็นเอกลักษณ์อีกคนหนึ่งของที่นี่

 

... ผาหมอกบอกเล่าเรื่องราวผืนป่า

แด่นักแสวงหา แด่เธอผู้นำกลับไป

บอกลูกบอกหลานว่าบ้านน้อยในป่าใหญ่

ธรรมชาติหลากหลาย รอเธอรอคุณค้นหา

เป็นร่มเป็นศรี เป็นชื่อเสียงคู่เคียงหนองพอก

ใครเคยมาเยือนผาหมอก หลายคนไม่อยากจากไป

ยังจำติดตรึง คิดถึงไม่เคยเสื่อมคลาย

ผาหมอกมิวาย... มิวายคิดถึงเธอ

ผาหมอกมิวาย... มิวายคิดถึงทุกทุกคน

ผาหมอกมิวาย

ฉันยิ้มกับตัวเองและความมืดรอบกายอย่างเป็นสุข

ค่ำนี้...ฉันเพียงอยากบอกเพื่อนว่า... “คิดถึง”

 

.........

กดฟังเพลง "ผาหมอก" ได้ที่นี่ : https://youtu.be/1-iVDwo6XVI