บ้านที่ขิ่นอาศัยอยู่เป็นแค่เพิงก่อสร้างเล็กๆ ที่อยู่แถวท้ายหมู่บ้าน ด้านหลังเป็นป่ามันที่ชาวบ้านปลูกไว้ มันใหญ่มาก และฉันก็รู้สึกชอบที่นี่ เพราะเราทั้งคู่ได้มาวิ่งเล่นกันภายในป่ามัน วิ่งไล่จับ หรือแม้แต่ซ่อนหา บางครั้งเราก็ชวนเด็กเล็กเด็กน้อยที่อยู่แถวนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกสนานด้วยกันมันทำให้ฉันลืมชีวิตภายในเมืองหลวงได้อย่างสนิทใจ แถวๆ หมู่บ้านของพวกเราเป็นหมู่บ้านจัดสรรที่เพิ่งสร้างมาใหม่ ครอบครัวของพวกเราเพิ่งพากันย้ายหนีความวุ่นวายจากในเมืองกรุงเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในจังหวัดแห่งนี้ และอีกหนึ่งเหตุผลคือพ่อของเราทำงานรับราชการตำรวจและต้องถูกโยกย้ายมาประจำที่นี่ ฉันที่เพิ่งอายุได้สิบเจ็ดก็ต้องย้ายมาด้วยเช่นกัน

ช่วงแรกฉันปรับตัวไม่ค่อยได้กับที่นี่ เพราะต้องไปเรียนในโรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่ คุณครูคนใหม่ แล้วก็ยังสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ภายในจังหวัดที่ฉันยังไม่คุ้นเคยอีก แต่ยังดีที่ฉันยังได้เพื่อนที่อยู่ข้างบ้าน

Advertisement

Advertisement

เธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุราวๆ เท่าฉัน แต่เพราะเธอเป็นคนพม่าทำให้เธอไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนฉัน ทุกๆ วันเธอต้องออกไปทำงานก่อสร้างร่วมกับพ่อแม่ แต่ว่างานก่อสร้างเหล่านี้ก็ไม่ได้ไกลที่จากที่เธออาศัยอยู่มากเท่าไร เพราะมันก็เป็นอีกหนึ่งโครงการก่อสร้างเดียวกับบ้านจัดสรรที่ฉันอยู่ ทุกๆ เย็นหลังเลิกเรียนฉันชอบเดินไปพูดคุยกับเธอ ไปเล่นกับเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่จัดเจนในการพูดภาษาไทยเท่าไร แต่เราทั้งคู่ก็พยายามสื่อสารกันจนรู้เรื่อง

เธอชื่อ “ขิ่น” เป็นชื่อที่ดูเรียบง่ายแล้วใช่ไหมล่ะ เราทั้งคู่สนิทกันมาก ฉันมักจะพยายามสอนภาษาไทยให้แก่ขิ่น และขิ่นก็สอนพม่าให้แก่ฉัน แต่สุดท้ายแล้วฉันก็จำได้เพียงคำเดียว คือ “มิงกะลาบา”

Advertisement

Advertisement

ไม่ต้องมีโทรศัพท์ ไม่ต้องมีอินเทอร์เน็ต เพราะคนที่นี่มักแจกรอยยิ้ม แจกความสุข แม่ของฉันเลิกซื้อแกงถุงแล้วหันมาทำกับข้าวแทน เพื่อนบ้านก็ยังใจดี ถ้าพวกเขาทำแกงอะไรอร่อยๆ ก็จะมักแบ่งมาให้เรารับประทานกันทุกวัน

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความสุข ฉันเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน พอเดินเข้าหมู่บ้านก็เจอเด็กน้อยวิ่งเล่นไปมาเกรียวกราว

“พี่ป่านครับ วันนี้จะมาเล่นซ่อนหากับพวกเราไหม” เด็กน้อยผู้ชายหน้าตามอมๆ จากการเพิ่งเล่นฝุ่นและดินทรายถาม

“เดี๋ยวพี่เปลี่ยนชุด แล้วจะพาพวกเราไปเล่นด้วยกัน”

“เย้” เสียงโห่ร้องดีใจของเด็กกลุ่มนั้นดังขึ้นมา ฉันชอบนะเวลาที่ได้เห็นเด็กเหล่านี้มีความสุข และฉันก็มีความสุขด้วยเช่นกัน

พอถึงบ้านฉันบอกแม่ว่าจะไปเล่นกับเด็ก แม่เตือนว่าอย่าไปเล่นจนมืดค่ำ ช่วงนี้ยิ่งมีข่าวเกี่ยวกับพวกโจรโรคจิต ฉันพยักหน้าตอบตกลงก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพาเด็กน้อยเหล่านี้ไปเล่นท้ายหมู่บ้าน

Advertisement

Advertisement

พอถึงเพิงไม้เก่าที่เป็นบ้านของขิ่นฉันพยายามชะเง้อหน้ามองหน้าเพื่อน แต่กลับไม่เจอใครเลยสักคนภายในบ้าน สงสัยพวกเขาคงยังไม่เลิกงานกลับมา สุดท้ายฉันก็พาเด็กไปเล่นซ่อนหาคนเดียวในป่ามัน แม้ในใจจะรู้สึกโหวงๆ ที่ไม่มีเพื่อนอย่างขิ่นมาเล่นด้วยกันในวันนี้

เวลาผ่านไป ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ยามนี้มีเพียงลมไหวมาต้องผิวกายฉันเบาๆ ฉันบอกเด็กว่าตานี้เป็นตาสุดท้ายก่อนที่เราจะพากันกลับบ้าน และฉันก็ต้องเป็นคนที่หาเด็ก ฉันนั่งหลับตาก้มหน้านับหนึ่งถึงร้อยตามกติกา หูข้างหนึ่งก็พยายามเงื้อฟังเสียงฝีเท้าของเด็กเพื่อจะได้รีบกลับบ้านไวๆ พอถึงร้อยฉันก็ลืมตามองไปโดยรอบ มีแต่ความเงียบสงัดเกาะกุมบรรยากาศแห่งนี้ ฉันไล่เดินลึกเข้าไปในป่ามันสำปะหลัง แหวกพงหญ้า หรือเดินไปตามชุดที่เด็กมักซ่อนกันเป็นประจำแต่ยังหาใครไม่เจอสักคน มันทำให้ฉันกลัวเพราะฉันเป็นคนที่พาเด็กเหล่านี้มาเล่น หากพ่อแม่เด็กรู้ว่าทำลูกเขาหาย ฉันคงต้องตกที่นั่งลำบากแน่นอน พอคิดได้แบบนั้นฉันเลยรีบเดินเข้าไปลึกเรื่อยๆ พยายามหาเท่าไรก็ไม่เจอจนกระทั่งฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน

ฉันพยายามมองหาแสงไฟจากบ้านผู้คน แต่มันริบหรี่ ดูดวงเล็กจนเหมือนกับแสงไฟจากหิ่งห้อย ฉันเดินตรงตามมันไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...

“อ้าวขิ่น มาได้ไงเนี่ย” ฉันเห็นขิ่นมายืนนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ ตอนแรกก็ตกใจนึกว่าใครแต่สุดท้ายก็เป็นเพื่อนขิ่นนี้เอง ตอนนี้ใจฉันโล่งเป็นที่สุด เพราะอย่างน้อยขิ่นก็น่าจะพาฉันกลับบ้านได้ แต่ขิ่นกลับไม่พูดจาอะไรทั้งนั้น เธอเดินอย่างช้าๆ เพื่อนำทางไป

“ขิ่นวันนี้เป็นไงบ้าง เนี่ยไปที่บ้านอุตส่าห์กะจะชวนไปเล่นด้วยกัน แต่ก็ไม่เห็นขิ่นเลย” ฉันเหมือนพูดอยู่กับอากาศเพราะขิ่นไม่ตอบอะไรกลับมา เธอเดินจ้ำอ้าวต่อไปเรื่อยๆ ฉันจึงตัดสินใจไม่พูดอะไร แต่พอเห็นทางที่เธอเดินมันตรงข้ามกับแสงที่ฉันเห็นตอนแรกก็เลยนึกสงสัยขึ้นมา “หมู่บ้านเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรือขิ่น”

คราวนี้ขิ่นหันหน้าส่ายหน้าช้าๆ ถึงเธอจะไม่พูดอะไรแต่อย่างน้อยเธอก็ยังพอมีปฏิสัมพันธ์กับฉันบ้าง ฉันคิดว่าเธอคงเหนื่อยจากการทำงานมาคงไม่อยากจะพูดอะไรมากนักหรอก

สุดท้ายเราเดินมาจนถึงท้ายหมู่บ้าน ฉันเห็นพวกเด็กๆ ยืนรอกันหน้าสะล่อนแถมยังทำท่าหัวเราะคิกคักที่หลอกฉันได้สำเร็จ แม้เห็นหน้าแต่ละคนแล้วอยากจับไม่เรียวมาฟาดให้หลังลายปล่อยให้ฉันเดินหลงอยู่นาน  แต่ที่แท้ก็พากันชิ่งหนีมาก่อน ฉันเลยต้อนพวกเด็กกลับบ้านของตัวเองไป พอหันไปด้านหลัง ฉันนึกว่าแต่ขิ่นเดินมาด้วยกันแต่เธอกลับไม่ เธอหายไปเฉยๆ ฉันว่าเธอคงเหนื่อยและรีบกลับบ้านไปพัก

เช้าวันนี้เป็นวันเสาร์ ฉันดีใจที่ไม่ต้องไปโรงเรียนแต่ก็ต้องตื่นเช้ามาช่วยแม่ทำกับข้าว วันนี้มีไข่เจียว และแกงจืด พอพวกเราช่วยกันทำงานจนเสร็จก็นำมาวางไว้บนโต๊ะ พ่อผละจากหนังสือพิมพ์แล้วเดินมานั่งโต๊ะร่วมกับพวกเรา

พอกินกันจนอิ่มหนำสำราญฉันก็ไปนั่งบนโซฟาที่พ่อเคยนั่ง หยิบหนังสือพิมพ์ที่วางคว่ำก่อนที่จะพลิกกลับเพื่ออ่านข่าวหน้า 1 วันนี้

“สลด พบศพเด็กสาวพม่าถูกฆ่าข่มขืน”

มือฉันสั่นเทา หน้าฉันซีดลง รู้สึกแน่นหน้าอกแปลกๆ อาหารที่กินเหมือนจะพยายามดันออกมาจากกระเพาะ

“ป่านเป็นอะไร” แม่รีบวิ่งมาเขย่าตัวฉันเพื่อให้รู้สึกตัว แต่ฉันคุมตัวเองไม่ได้ เมื่อวานนี้เราเพิ่งเดินมาด้วยกันไม่ใช่หรือ แล้วเป็นไปได้ไงที่ขิ่นจะมาโดนฆ่าตายตั้งแต่วันก่อน แล้วใครที่พาฉันเดินออกมาจากป่ามัน ใครที่ฉันคุยด้วย สมองฉันสับสนไปหมดจนสุดท้าย ทุกอย่างดูอื้อ มองไปรอบๆ สายตาก็เริ่มพร่ามัวมองอะไรไม่ชัดจนมันดับลง

สุดท้ายฉันก็มางานศพขิ่น งานศพเล็กๆ ที่สวดวันเดียวก็เผา ฉันเอาแต่มองรูปเด็กผู้หญิงที่ยิ้มสดใสในกรอบไม้สีทอง

รักเธอนะขิ่น