มันเป็นเวลาร่วมห้าเดือนแล้ว ที่ร้านอาหารตามสั่งของเราสองคนผมกับแฟน เปิดให้คนแถวนี้ได้เข้ามากิน ช่วงเดือนแรกๆ ร้านเราเป็นที่สนใจของคนในละแวกนั้น ด้วยเพราะเมนูที่แตกต่างไปจากร้านอาหารทั่วๆไป เรียกได้ว่าร้านเราเป็นร้านอาหารตามสั่งนาๆชาติเลยก็ว่าได้ ก่อนหน้าที่จะมาเช่าตึกแถวแห่งนี้เพื่อเปิดเป็นร้านอาหาร เราขับรถตระเวนหาทำเลดีๆไปทั่วเมืองโคราช จนกระทั่งมาเจอที่นี่ ตึกแถวไม้เก่าๆหลังหนึ่งในซอยเล็กๆ ซึ่งดูเก่า โบราณ และค่อนข้างน่ากลัวอยู่ไม่น้อย ด้านหน้ามีศาลพระภูมิตั้งอยู่หน้าร้าน หันมองไปรอบๆตึกแถวนั้น มีเพียงร้านเราร้านเดียวที่เข้ามาเช่า อีกสามห้องที่เหลือ ว่าง!! แต่ด้วยความที่รถรา ก็วิ่งกันขวักไขว่ในซอยกันอย่างไม่หยุดหย่อน ประกอบกับค่าเช่าที่ที่ถูกมากเมื่อเทียบกับที่อื่น เราสองคนจึงตกลงปลงใจเลือกเช่าร้านนี้อย่างไม่ลังเล เราลงมือเปลี่ยนแปลง ตกแต่ง รีโนเวท ตึกเก่าหลอนๆ ให้ออกมาดูมันสมัยน่านั่งมากที่สุด แม้จะเป็นเพียงห้องแถวห้องเล็กๆ เราตกแต่งหน้าร้านด้วยต้นไม้แขวน ประเภทเฟิร์น ติดหลอดไฟสีสว่างนวลเย้ายวนตาในเวลากลางคืน เปลี่ยนแปลงตึกเก่าที่ดูน่ากลัว ให้กลายเป็นร้านอาหารเล็กๆบรรยากาศอบอุ่นน่านั่งขึ้นมาได้ แต่แน่นอน เราก็ดูแลศาลพระภูมิที่อยู่หน้าร้านอยู่เสมอๆ ตามความเชื่อของชาวไทยทั่วๆไป

Advertisement

Advertisement

      ช่วงเดือนที่สอง ร้านเราขายดิบขายดีมากๆ เป็นช่วงที่ร้านเรามีคนเข้ามากินอาหารกันเยอะมาก เพราะคนเริ่มรู้จักกันบ้างแล้ว จนร้านอาหารตามสั่งใกล้ๆกัน เริ่มเดินผ่านมาดูหน้าร้านเราอยู่บ่อยๆ แต่ผมมีความรู้สึกแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง เพราะคนในร้านนั้นมักจะเดินผ่านหน้าร้านเราอยู่บ่อยๆ บ่อยจนผิดปกติ.... ด้วยความที่เราสองคนเป็นคนสมัยใหม่ จึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำอาหาร คิดสูตร คิดเมนู ปรับปรุงร้านอาหารของเราให้ดีขึ้นๆในทุกๆวัน จนกระทั่งเวลาผ่านไปจะเข้าเดือนที่ห้า ความผิดปกติก็เริ่มมาเยือนร้านเรา.....

Advertisement

Advertisement

     จากที่เคยขายดิบขายดี ร้านเราเริ่มเงียบ เงียบจนผมเอะใจว่า ทำไมลูกค้าร้านเรา หายไปไหนหมด ทั้งลูกค้าที่เคยกินอาหารร้านเรา ก็ไม่กลับมากิน ลูกค้าใหม่ๆ ที่ขับรถผ่านไปผ่านมา ก็ขับรถผ่านหน้าร้านเราไปเฉยๆ ไม่แม้แต่จะหันมาเหลียวมองเลยด้วยซ้ำ ผมพยายามคิดอย่างวิทยาศาสตร์ ว่าร้านเรามีจุดบกพร่องอะไรหรือเปล่า อาหารไม่สดหรือเปล่า เศรษฐกิจไม่ดีหรือเปล่า พยายามจัดโปรโมชั่นร้าน ดึงดูดให้คนมาเข้าร้าน แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีลูกค้าเข้าร้านเราเลย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราสองคนเครียดและซึมเศร้ามากๆ คิดไม่ตกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับร้านเรา เพราะเราก็ทำดี ทุ่มเท และเอาใจใส่ทุกเมนู ทุกจาน กับลูกค้าทุกๆคนอยู่แล้ว หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ร้านเราคงต้องปิดกิจการลงอย่างแน่นอน

Advertisement

Advertisement

      ด้วยความง่วง ความเพลีย ความเครียดที่สะสม แฟนของผมมักจะแอบขึ้นไปงีบในเวลากลางวันที่ชั้นบนของร้านอยู่บ่อยครั้ง ก็ลูกค้าไม่เข้า มันว่างนี่นา แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น ผมนั่งเฝ้าร้าน รอลูกค้าเข้าร้านอย่างใจจดจ่อ ทำอาหาร คิดสูตรอาหารไปเรื่อย ในขณะที่ผมบอกแฟนว่า ถ้าง่วงก็ขึ้นไปงีบได้นะ แฟนผมขึ้นไปงีบด้านบน และผม อยู่ด้านล่างคนเดียว ช่วงนั้นเป็นเวลาช่วงเย็นโพล้เพล้ ราวๆสี่โมงเย็น.....ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง แฟนของผมวิ่งลงมาหน้าตาตื่น ถามผมขึ้นมาว่า

" หนูตะโกนเรียกพี่ พี่ไม่ได้ยินหนูเหรอ ?"

ผมส่ายหน้า "ไม่เห็นได้ยินเลย" 

"หนู....ฝันร้าย หนูฝันว่ามีใครก็ไม่รู้ มานั่งคร่อมหนู ตะโกนเรียกพี่ตั้งนาน พี่ไม่ได้ยินเหรอ มันเหมือนจริงมากเลยนะ"

ผมชะงัก "คงฝันร้ายละมั้ง ใครเขาให้นอนตอนเย็นกันล่ะ....แบบนี้ละมั้งที่เขาเรียกว่าผีอำ"

       หลังจากวันนั้น แฟนของผมก็ไม่กล้านอนงีบ ในเวลาเย็นอีกเลย แต่ถามว่าเข็ดมั้ย ก็คงไม่ เพราะอีกหนึ่่งอาทิตย์ถัดมา เจ้าหล่อนไม่นอนตอนเย็น แต่ขึ้นไปงีบหลับ ในเวลากลางวัน เข้าใจใช่มั้ยครับ ว่าร้านของผมมันเงียบขนาดไหน ลูกค้าเข้าหนึ่งคน ขายได้หนึ่งจาน ก็แทบจะดีใจกระโดดตัวลอยแล้ว และแล้วเหตุการณ์ประหลาด ก็เกิดขึ้นซ้ำรอย แฟนของผมขึ้นไปงีบได้สักพักปล่อยให้ผมนั่งเฝ้าร้านข้างล่างคนเดียว ครึ่งชั่วโมงผ่านไปก็วิ่งลงมาข้างล่างด้วยอาการของคนตกใจกลัวสุดขีด

"หนูถูกผีอำอีกแล้ว หนูฝันร้ายอีกแล้ว.....คราวนี้ มันมาสองตัวเลย มันสองตัว ตัวใหญ่มาก ดำเมื่อม ตัวนึงจับหัวหนูห้อยลงมา อีกตัวนึงก็เอาหน้ายื่นมาใกล้ๆหนู หนูพยายามเรียกพี่แล้ว แต่เสียงหนูไม่ออกเลย หนูกลัว....."

พูดจบเจ้าหล่อนก็ร้องไห้ น้ำตาซึม โผเข้ากอดผม ตัวสั่นเทา ผมได้แต่ปลอบใจ และคิดว่า มันต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่ร้านเราอย่างแน่นอน คงไม่ใช่เพราะความเหนื่อยความเพลียแล้ว เพราะนี่มันกลางวันแสกๆ แต่ก็เก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่กล้าบอกใคร......จนกระทั่ง ร้านอาหารของเรา เงียบเหงาลงเรื่อยๆ มีหลายวันที่ขายไม่ได้เลยแม้แต่จานเดียว บรรยากาศในร้าน เต็มไปด้วยความซึมเศร้า เรากำลังจะเป็นโรคซึมเศร้า จนผมกลัวว่าวันหนึ่งจะเผลอฆ่าตัวตาย แต่แล้ว วันที่เป็นจุดเปลี่ยนก็มาถึง พ่อของผม ที่อยู่ต่างจังหวัด ขับรถมาเยี่ยม และกินอาหารที่ร้านของเรา พร้อมกับนำพระพุทธรูป องค์ใหญ่ จากเมืองเชียงใหม่ มาฝากที่ร้านเราเพื่อเป็นศิริมงคล ก่อนกลับพ่อของผมยังชมว่าอาหารร้านเราอร่อยมาก พร้อมกับให้กำลังใจเราทั้งสอง ผมนำพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์นั้น วางไว้บนหิ้งพระของร้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีองค์พระอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นพระพุทธรูปองค์เล็ก วันนั้นเราปิดร้าน และแยกย้ายกลับบ้านกันตามปกติ

วันรุ่งขึ้น เรามาเปิดร้านตามปกติ ผมเปิดบานประตูเหล็กพับของร้านเรา มองเข้าไปในร้านก็ต้องตกใจ ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อมองเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่จากเชียงใหม่ และพระองค์อื่นๆบนหิ้งพระ แตกกระจายเป็นเศษอยู่บนพื้น เศียรไปทาง องค์พระไปทาง หิ้งพระติดไว้ข้างผนัง หลุดห้อยต่องแต่งลงมา พระทุกองค์ร่วงหล่นลงพื้น แตกกระจัดกระจาย ผมใจเสีย จนเผลอน้ำตาซึมออกมา ปากก็พูดกับแฟนว่า

"เราปิดร้านกันเถอะ พอกันเท่านี้ล่ะนะ พี่ไปต่อไม่ไหวแล้ว...."

นั่นเป็นวันที่เรา ตัดสินใจ ปิดกิจการ..........ผมติดต่อเจ้าของห้องแถว เพื่อบอกยกเลิกกิจการและจะย้ายออกเจ้าของตึกให้เวลาเราเก็บของถึงสิ้นเดือน และช่วงนั้นก็เป็นช่วงปลายเดือนแล้วพอดี โชคยังดีที่แฟนของผม ไปสมัครงานยังที่ใหม่และได้งานแล้วเรียบร้อย จึงเป็นผมที่ต้องเทียวมาเทียวไป เก็บของที่ร้านอยู่คนเดียว ผมใช้เวลาเก็บของอยู่ไม่กี่วัน ก็ใกล้จะเสร็จ ส่วนแฟนจะมาช่วยเก็บของ ในช่วงเวลาพลบค่ำ หลังเลิกงาน จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมไหว้วานให้พ่อของแฟนมาช่วยขนของย้ายร้านกลับไปที่บ้านให้หน่อย ซึ่งต้องบอกว่า พ่อของแฟนผม ค่อนข้างเป็นคนที่มีสัมผัสพิเศษในเรื่องของวิญญาณ ซึ่งตอนแรกๆผมก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ทันทีที่พ่อของแฟนก้าวเข้ามาในร้าน ก็หยุดชะงัก แหงนหน้ามองไปทั่วๆร้าน แล้วพูดกับเราสองคน....

"ร้านหนูมีผีพรายมายืนบังหน้าร้านสองตัว มีคนทำของใส่ร้าน มันเกาะหมาแมวเข้ามาในร้าน!!"

ผมกับแฟนได้ฟังแล้วก็ตกใจ เพราะเราเองก็เล่นกับหมาจรแถวนั้นอยู่บ่อยๆ

"แล้วใครทำรู้มั้ยพ่อ?"

แฟนของผมเอ่ยปากถามพ่อ เราสองคนโกรธกันมาก เพราะไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างที่เราคิดจริงๆ

"พ่อไม่รู้ รู้แต่ว่า พ่อมองเห็นพรายสองตัว มันออกมาจากซอกตรงนั้น มายืนที่ร้านเรา"

พ่อของแฟน ชี้ไปยังซอกหลืบมืดๆ ของร้านอาหารตามสั่งอีกร้านหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากร้านเรานัก ชัดเจน มีคนทำคุณไสย ใส่ร้านเราอย่างแน่นอน วันนั้นเราเก็บของเท่าที่เราจะขนได้ กลับบ้านไปด้วยความรู้สึกโกรธ ที่รับรู้ว่า มีคนมาเล่นสกปรกกับร้านเราแบบนี้ ถึงขั้นทำให้ร้านเรา จำเป็นต้องปิดกิจการ แต่ภารกิจของเรายังไม่จบ เพราะยังเหลือข้าวของ ที่เราต้องเก็บที่ร้านของเราอยู่อีกหลายชิ้น

วันรุ่งขึ้น ผมกับแฟน เริ่มทำใจได้แล้ว ที่ต้องปล่อยวาง เรื่องของกิจการร้าน ที่ไปต่อไม่ไหว เรายอมรับความจริงว่าต้องถอยไปตั้งหลักกันก่อน แม้จะเสียดายแค่ไหนก็ตาม และวันนี้ ก็เป็นอีกวัน ที่เราจะต้องย้ายข้าวของออก ผมเก็บของ แพ็คของทุกอย่าง รอให้แฟนมาช่วยในเวลาเย็นหลังเลิกงาน

พลบค่ำแฟนของผมก็เข้ามาช่วยเก็บของเคลียร์พื้นที่อีกเช่นเคย มีเพียงเราสองคนที่ช่วยกันเก็บข้าวของเครื่องใช้ แต่ด้วยความค้างคาใจ ประกอบกับความรู้สึกโกรธแค้นในใจ ที่รู้ตัวว่ามีคนเล่นคุณไสยใส่ร้านเรา แฟนผมซึ่งมีความเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงอุตรินึกทำอะไรประหลาดๆออกมา

เจ้าหล่อนเปิดคลิป "บทสวดภาณยักษ์" ในยูทูป เสียงดังลั่นร้าน จากความรู้ที่ผมมี บทสวดภาณยักษ์ เป็นบทสวดที่วัดบางวัด ที่นิยมทำการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา นิยมสวดให้กับคนที่ถูกคุณไสย หรือคนที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดมนต์ดำ เคราะห์อาถรรพ์ ให้หลุดออกไป ว่ากันว่า หากภูติผีวิญญาณได้ยินบทสวดนี้ จะร้อนรน ทนอยู่ไม่ได้ และต้องกระเจิงหนีกันไป

ระหว่างที่เปิดไปเราก็เก็บของกันตามปกติ แต่แล้วจู่ๆ แฟนของผมก็ตะโกนเรียกชื่อผมเสียงดัง จนผมตกใจ เหลือบหันไปมองก็พบว่าแฟนของผม หน้าซีดเผือด จ้องมาที่ผม แววตาดูเปลี่ยนไป เธอทรุดตัวลงบนเก้าอี้ ผมรีบวิ่งไปจับตัว พร้อมถามว่าเป็นอะไร แววตาที่เธอจ้องมองผมมันเปลี่ยนไป มันดูแข็งกร้าวขึ้น 

"มันกำลังมา......"

"อะไรมา??!!" ผมถาม....

แทนคำตอบ เธอร้องไห้โฮขึ้นมา แข่งกับเสียงบทสวดภาณยักษ์ที่เปิดจากลำโพง เป็นเสียงร้องไห้ที่ดังโหยหวน แววตาเธอเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนเดิมที่ผมเคยรู้จัก ผมเรียกชื่อเธอซ้ำๆ พร้อมเขย่าตัว เพื่อเรียกสติเธอกลับมา

"มีสติรู้ตัวนะ ร้องไห้ทำไม?" ผมถาม

"หนูรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา แต่คนที่ร้องไห้อยู่ตอนนี้ไม่ใช่หนู!!!" 

ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว เป็นครั้งแรกที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่ถูกผีเข้า แถมเป็นคนใกล้ตัว ผมรู้ เธอไม่ได้แกล้งทำแน่นอน เพราะเราอยู่กันลำพังเพียงสองคน จะมีประโยชน์อะไรที่เธอจะแกล้งทำ ผมทำอะไรไม่ถูก และไม่รู้เลยว่าควรจะต้องทำตัวยังไง

"จะให้ทำยังไง?" ผมถามอย่างคนไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เกิดมาชีวิตนี้ไม่เคยเจอผี ไม่เคยไล่ผีซะด้วย

"เปิดบทสวดต่อไป อย่าปิดนะ โทรหาพ่อหนูให้ที" เธอพูดไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย

ผมโทรหาพ่อของเธอ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมด พ่อของแฟนตกใจ และบอกว่าจะรีบมา ผมกลับมาเรียกสติของแฟนต่อ ผมรู้แล้วว่า เธอถูกผีเข้าสิง และวิญญาณที่เข้าสิงสู่ คงหนีไม่พ้นคุณไสย ผีพราย ที่เข้ามาในร้านเป็นแน่แท้ ผมตัดสินใจ จ้องหน้าแฟนแล้วพูดขึ้นมาด้วยเสียงดัง

"มึงมาจากไหน มึงกลับไปหาคนที่ส่งมึงมาเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ไปกูจะแช่ง!!"

แฟนของผมจ้องหน้าผม เสียงร้องไห้ยังไม่หยุด แต่เมื่อสิ้นประโยคของผม เธอมองหน้าผมด้วยสายตาถมึงทึง ดูอาฆาตเคียดแค้น ราวกับผมไปทำอะไรให้เธอโกรธแค้นสุดขีด แววตาของเธอเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนเดิม ไม่นานนัก เสียงบทสวดภาณยักษ์ก็จบลง ทันใดนั้น เธอหมดสติ ล้มลงตกจากเก้าอี้ที่นั่ง ตัวพับตัวอ่อน ผมพยายามเรียกสติเธอกลับคืน.....ครู่เดียว สติสัมปชัญญะเธอก็กลับคืนมา

"มึงอย่ามายุ่งกับกู!!!" เป็นประโยคที่เธอเกือบจะหลุดปากพูด ตอนที่ผมเอ่ยปากไล่ผีวิญญาณที่สิงสู่ในร่างเธอ แต่เธอสะกดกลั้นใจเอาไว้ คิดในใจว่านี่คือร่างของฉัน ใครจะมายึดร่างสิงสู่ร่างของฉันไปไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เธอเล่าให้ฟังหลังจากนั้น

เมื่อพ่อของแฟนมาถึง ก็พูดให้ฟังว่า บทสวดภาณยักษ์นั้นเป็นบทสวดที่อันตราย ถ้าหากจะเปิดแล้ว ต้องมีพระหรือผู้มีวิชา คอยควบคุมเราเอาไว้ ไม่ให้เราถูกทำร้าย เราเปิดฟังจากยูทูปเอง จึงอันตรายมากๆ โชคดีที่เราจิตแข็งมากพอและผ่านมาได้ ไม่ให้มันมายึดครองเอาร่างกายของเรา และนับจากนี้ วิญญาณที่เกาะอยู่ในร่างของเรา คงจะหนีกระเจิงกลับไปแล้ว นับจากนี้ไป ขอให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนเรื่องคุณไสยที่เขาทำใส่ร้านของเรา ก็ปล่อยเขาไป สักวันเขาจะได้รับกรรมที่เขาก่อไว้.....

และนี่ ก็คือเรื่องจริง ที่เราทั้งคู่ได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง ซึ่งในชีวิตนี้ เราไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ประสบพบเจอกับตัวเอง ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก จนกระทั่งตอนนี้ ความคิด มุมมองบางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป.....หลังจากนั้น ร้านอาหารตามสั่งของเราก็ปิดตัวลงอย่างถาวร เราย้ายออกมาจากตึกผีสิงประหลาดนั่น บรรยากาศของตึกแถวแห่งนั้นเมื่อไม่มีร้านของเรา ก็หลงเหลือไว้แต่ความลึกลับดำมืดน่ากลัว ส่วนเราเองก็ได้แต่ทำบุญกรวดน้ำ อโหสิกรรมให้กับคนที่เล่นคุณไสยใส่เรา เพราะเราเชื่อว่า สักวันหนึ่ง กฏแห่งกรรมจะตามทันเขา ใครทำอะไรไว้ ย่อมรู้ตัวอยู่แก่ใจ.....