เราอาจจะเคยเห็นน้ำผึ้งหลากหลายยี่ห้อ ที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่าง ๆ ทั่วไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผึ้งเลี้ยงที่อยู่ในกล่อง ถึงเวลาก็เปิดแล้วก็เอาน้ำผึ้งไปเข้ากระบวนการให้ได้น้ำผึ้งออกมา ซึ่งก็แล้วแต่เทคนิคของเจ้าของฟาร์มผึ้งแต่ละแห่งจะมีกระบวนการอย่างไรในการทำน้ำผึ้ง

ครั้งนี้ ผมจะพาไปดูตาวัย 72 ชายชรานักตีผึ้งแห่งป่าทับลาน-เสิงสาง เน้นตีผึ้งป่าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "ผึ้งหลวง" ซึ่งชอบทำรังอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ตามธรรมชาติเท่านั้น รังที่เคยตีขนาดใหญ่ที่สุดราวประมาณ 2 เมตร เล็กสุดราวครึ่งเมตร องค์ความรู้ วิธีการและเทคนิคตีผึ้งแบบโบราณนี้ หาได้ดูได้ยาก นับวันมีแต่จะสูญหายไปตามกาลเวลาแบกบันได

วันนี้ ตาบอกว่าเจ้าของสวนให้มาตีรังผึ้งหลวงที่ต้นประดู่ใกล้สระน้ำอยู่หลังบ้าน พอมาเห็นรังแล้วตาบอกว่า มันยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ถ้าจะเอาจริง ๆ ก็น่าจะต้องเป็นวัยกลางคน คือ รังใหญ่กว่านี้อีกเท่าหนึ่ง แต่ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ หากฝนตกคุณภาพน้ำผึ้งจะลดลงเพราะความชื้นเยอะ นอกจากจะไม่อร่อยแล้ว ก็เก็บไว้ได้ไม่นาน เลยจำเป็นจะต้องเอารังนี้ลงมาอุปกรณ์ตีฟึ้ง

Advertisement

Advertisement

วิธีการตีผึ้ง เริ่มต้นด้วยการเตรียมอุปกรณ์สำคัญประกอบด้วย บันไดไม้ เชือก ถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่เอาไว้ใส่น้ำผึ้งและรังผึ้ง ทอยเหล็กแหลมไว้ตอกตามลำต้น และกิ่งใหญ่ของต้นไม้เวลาปีนขึ้น เพราะบางต้นกิ่งมีน้อยปีนยาก จะต้องใช้ทอยเหล็กตัวนี้ตอกแล้วก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป

ต่อมาก็คือ อุปกรณ์สำหรับทำควันมอมให้ผึ้งเมา ตาใช้เศษไม้ผุมัดไว้ด้านใน เอาใบสะเดาหุ้มไว้ด้านนอก เวลาจุดไฟแล้วไฟจะไหม้จากไม้ผุลามออกไปไหม้ใบสะเดาะ กลายเป็นควันมีกลิ่นขม ๆ ผึ้งไม่ชอบ นอกจากนั้นแล้วยังใช้ไว้ป้องกันตัวคุณตาไม่ให้ผึ้งต่อยด้วย อุปกรณ์อันต่อมา คือ หน้ากากสำหรับใส่ป้องกันใบหน้าตัวเองไม่ให้ผึ้งต่อย ตาทำเองด้วยการเอาตะแกรงสำหรับกรองกะทิเจาะรูให้กว้างเท่าก้านธูปทำเป็นหน้ากากยืนข้างบันได

Advertisement

Advertisement

วิธีตีผึ้ง เริ่มต้นด้วยการสวดคาถาที่โคนต้นไม้ ตาบอกว่าเป็นคาถาขออนุญาตเทพารักษ์และเทวดาที่รักษาผึ้ง เพราะว่าต้นไม้ทุกต้นผึ้งทุกรังจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ จากนั้นก็จุดไฟให้เกิดควันแล้วปีนขึ้นไปเก็บรังผึ้ง ระหว่างเก็บต้องค่อย ๆ ปัดตัวผึ้งออก กางถุงพลาสติกให้ปากถุงตึง แล้วปาดจากปลายรังผึ้งมายังโคนรังผึ้งที่ติดกับกิ่งไม้ น้ำผึ้งก็จะร่วงตกลงไปในถุง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกะว่าได้ราว 1 ใน 4 ส่วน จากนั้นมัดปากถุงแล้วหย่อนลงไปด้านล่าง แค่นี้ก็เรียบร้อย

ขั้นตอนสุดท้าย คือ เอาน้ำผึ้งใส่ผ้าขาวบาง คั้นเอาแต่น้ำใส่ขวดขนาดต่าง ๆ ส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำยาบำรุงร่างกาย ส่วนหนึ่งจำหน่ายเพื่อเอาเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผึ้งในถุง

Advertisement

Advertisement

“การตีผึ้ง ก็เหมือนการปฏิบัตินั่นแหละ” ตาหลินบอกผม ผมแย้งในใจ “อิหยังว่ะ การเบียดเบียนสัตว์นี่นะ คือ การปฏิบัติธรรม” ก่อนที่คุณตาจะเล่าต่อว่า “อาชีพตีผึ้งทำให้เข้าใจธรรมชาติของผึ้ง มองออกว่าผึ้งรังไหนดุไม่ดุ ช่วงไหนควรตีหรือไม่ควรตี ชีวิตที่ผ่านมาอาศัยผึ้งเลี้ยงชีวิต การตีผึ้งช่วงแรกตีผึ้งเพราะอยากได้ มุ่งทำลายตัวผึ้ง เอาหมดเลยทั้งรังผึ้งทั้งน้ำผึ้ง ตัดกิ่งไม้ต้นไม้ลงมาถึงขั้นเผารังก็มี แต่พอตีผึ้งนานขึ้นเริ่มเข้าใจว่า ทุกอย่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน การตีผึ้งแบบทำลายตัวผึ้ง จะทำให้ไม่มีผึ้ง ไม่มีรังผึ้ง รายได้ก็จะไม่มีตามมาเป็นทอด ๆ แต่พอตีผึ้งแบบแบ่งสันปันส่วน ให้ผึ้งได้ขยายพันธุ์ต่อ ทำให้มีผึ้งเยอะขึ้นและตีได้มากขึ้น รายได้ก็ดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ตีผึ้งเพราะโลภหรืออยากได้ แต่ตีเพียงเพื่อประทังชีวิต รักษาอาชีพไว้และช่วยเหลือคนที่กลัวผึ้งทำอันตรายคนในพื้นที่ตัวเองเท่านั้น จะไปตีผึ้งในป่าในเขาเอาเงินเอาทองอย่างแต่ก่อน ไม่ทำแล้ว”

ผมขอบคุณคุณตาที่ให้ความรู้ ก่อนที่จะเดินไปที่ป่าหลังบ้านตัวเอง พร้อมกับยืนมองดูผึ้งโพรงที่เลี้ยงไว้ 3 โพรง มีผึ้งมาทำรังร่วม 2 เดือนแล้ว พลางคิดใจว่า “เอาหล่ะ เรียนวิชามาแล้ว ต้องลองสักหน่อย”

ภาพประกอบทั้งหมดถ่ายโดยผู้เขียน :  อนุญาตให้ใช้เพื่อการศึกษาได้ฟรี