ในท่ามกลางวิกฤติการณ์ ไวรัส Covid-19 กำลังระบาด ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่กัน หรือการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ย่อมเป็นเรื่องลำบากสำหรับหลายๆคน เพราะการเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ออกไปไหนโดยไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่ทำให้เราปลอดภัยจากไวรัส Covid- 19 ได้ดีที่สุดในขณะนี้ ซึ่งวันนี้ ผู้เขียนมีเรื่องเล่า เพื่อผ่อนคลายความเครียด ในขณะที่สังคม กำลังเผชิญวิกฤติของโรคภัย ด้วยการตามติดชีวิตสัตว์ป่า มาเล่าสู่กันฟัง

ก่อนหน้านั้น ย้อนไปหลายอาทิตย์ เสียงเจื้อยแจ้วจิ๊บๆ ของนกชนิดหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน ดังขึ้นซ้ำๆ อยู่บริเวณหลังบ้าน นั่นทำให้ผมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของมัน ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน มันเริ่มคาบเศษใบไม้ ใบหญ้า และใยแมงมุม มาเกาะเกี่ยวอยู่กับเชือกราวตากผ้า ที่อยู่บริเวณชายคาบ้าน นานวันเข้าก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาและพอมองออกได้ว่า นั่นคือ รังนก ที่เจ้านกตัวน้อยได้สร้างขึ้นมา อยูใต้เพิงชายคาหลังบ้าน

Advertisement

Advertisement

จนกระทั่ง ถึงวันที่ ใครหลายๆคน ต้องเริ่มเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ภายใต้แนวคิดในการ Lock down เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ Covid-19 ไม่ให้เป็นการส่งต่อเชื้อโรคระบาดลุกลามไปมากกว่านี้ แต่นั่นเองก็ทำให้ผู้เขียน มีเวลาว่าง ศึกษาพฤติกรรมของเจ้านกชนิดนี้อย่างใกล้ชิด

รังนกที่เจ้านกน้อยเพียรสร้าง เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มีโพรงด้านใน ที่เอาไว้หลบภัย ซึ่งตัวมันเองจะเข้าไปหลบนอน ในทุกๆเย็น หลังดวงตะวันคล้อยต่ำลับขอบฟ้าลงไป ผมพยายามเฝ้ามองมันอยู่อย่างห่างๆและไม่ไปรบกวนรังของมันมากนัก พร้อมกับการศึกษาข้อมูลของนกชนิดนี้ อย่างลึกซึ้ง จากนั้น จึงเริ่มลงมือค้นหาข้อมูล ศึกษาชนิดของนกชนิดนี้ ว่ามีที่มาอย่างไร จากการเริ่มต้นศึกษา จึงพบว่า นกชนิดนี้ คือ 'นกกินปลี' นกกินปลีอกเหลือง

Advertisement

Advertisement

แรกเริ่มเดิมที เจ้านกกินปลีที่ลำตัวสีเขียวนั้น  เป็นสายพันธ์ของ 'นกกินปลีอกเหลือง' จะเป็นฝ่ายที่บินหอบเอาฟางหญ้า มาทำรัง และอาศัยหลบอยู่ในรังของมัน ลำตัวของมัน สีเขียว ปีกของมันมีสีน้ำตาล ซึ่งบ่งบอกได้ว่า มันคือนกเพศเมียที่กำลังจะออกไข่ มันบินได้เร็ว เพราะเป็นญาติห่างๆกับเจ้านกฮัมมิ่งเบิร์ด นกที่บินได้เร็วที่สุดในโลก ไม่กี่วันนับจากนั้น มันก็วางไข่เอาไว้ในรัง พร้อมกับการอยู่เฝ้ารัง เพื่อกกไข่ ในช่วงนี้เอง ที่เริ่มสังเกตว่า มีนกกินปลีอีกตัวหนึ่งเริ่มเข้ามาป้วนเปี้ยนในบริเวณบ้าน แต่มีลักษณะที่ต่างออกไป คือ มีสีน้ำเงินเข้มดูสวยงาม คอยบินเทียวไปเทียวมาอยู่รอบๆรังของเจ้านกกินปลีตัวเมีย เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า นั่นคือคู่รักของมัน

Advertisement

Advertisement

1

ลักษณะของเจ้านกกินปลีเพศผู้นั้น จะมีลำตัวสีน้ำเงินเข้มทั้งตัว มีปีกสีน้ำตาล และมีขนาดที่ใหญ่กว่าเพศเมียเพียงเล็กน้อย ปากของมันจะเล็ก โค้งและเรียวแหลม เพื่อสะดวกต่อการดูดกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ซึ่งจะเรียกกันว่า 'นกกินปลีม่วงดำ'

23หลายวันผ่านไป ผมเฝ้ามองพฤติกรรมของมันอยู่อย่างเงียบๆ ไม่นานนัก เจ้านกกินปลีก็ฟักไข่ออกมาเป็นลูกนกตัวน้อย ในตอนนี้เองที่เจ้าพ่อนก จะขยันมาที่รังเช่นเดียวกับแม่นก คล้ายๆกับการสลับเวรเพื่อดูแลลูกน้อย แต่เจ้าตัวผู้เอง ไม่เคยเข้าไปในรังเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สิ่งที่ผมสงสัยมาตลอดเวลาคือ เจ้านกพวกนี้ มันกินแต่เกสรดอกไม้ แล้วลูกของมันล่ะ จะกินอาหารอย่างไร ?

ผมตั้งกล้องถ่ายภาพ ในระยะห่างที่ไม่ไปรบกวนวิถีชีวิตของมัน เพื่อเฝ้าดู และเก็บพฤติกรรมของมันอยู่เงียบๆ จนสังเกตว่าบางครั้งเจ้าตัวเมีย ก็จะบินออกจากนอกรัง ไปคาบอาหารกลับมาที่รังเพื่อป้อนลูกน้อย เจ้าตัวผู้ก็จะบินไปหาเอาเศษแมลง แมงมุม มาให้ลูกน้อยสลับกันกับเจ้าตัวเมีย เป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดู ผมบันทึกภาพความน่าประทับใจเหล่านี้เก็บเอาไว้ ซึ่งเราได้คำตอบแล้วว่า นกชนิดนี้ ก็สามารถกินแมลงได้เช่นกัน นอกเหนือจากการกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ เพราะเมื่อยังเป็นนกน้อย ร่างกายก็ต้องการโปรตีนไว้เสริมสร้างสร้างร่างกาย พวกมันจึงต้องกินแมลง และหาแมลงเป็นอาหารมาป้อนให้ลูกน้อย

แม่นกกินปลี ป้อนอาหารลูกน้อยพ่อนกสลับมาเลี้ยงลูก

การเฝ้ามองของผมสิ้นสุดลง เมื่อเจ้านกน้อยเริ่มโตขึ้น มันก็ถึงเวลาที่จะต้องออกจากรังและหัดบิน ซึ่งส่วนใหญ่ เมื่อนกน้อยได้ออกจากรังไปแล้ว ก็มักจะไม่หวนกลับมาที่รังอีก ซึ่งเราไม่มีทางรู้ชะตากรรมของเจ้านกกินปลีน้อยได้เลยว่า มันจะหัดบินได้สำเร็จหรือไม่ เพราะเมื่อออกจากรังไปแล้ว หน้าที่ของมันคือ การบินให้ได้ และออกไปใช้ชีวิตตามทางของตนเอง ซึ่งเมื่อนั้น ภาระหน้าที่ของพ่อนก แม่นก ก็จะหมดสิ้นลง ส่วนตัวมันเอง ก็ต้องเผชิญกับโลกกว้าง ที่มีอันตรายมากมาย ตามสถานะของห่วงโซ่อาหาร

วิถีเอาตัวรอดในธรรมชาตินั้น บางครั้งก็ดูน่าประทับใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความโหดร้ายของการเอาตัวรอด ชีวิตทุกชีวิต ล้วนเดินไปตามวัฎจักรของมัน ชีวิตของเราเองก็คงเช่นเดียวกัน ในช่วงนี้ มนุษยชาติจะต้องเอาตัวรอดให้พ้นจากโรคภัย ที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งล้วนเกิดขึ้น จากต้นเหตุที่มนุษย์ได้กระทำให้กับโลกใบนี้ ทั้งเชื้อโรค ภัยธรรมชาติ และสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น มันคงถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องหันมาใส่ในสิ่งแวดล้อม และดูแลรักษาโลกใบนี้ให้อยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน...

ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกคน สู้ชีวิตกันต่อไป....


เรื่อง : จิรวัสส์   สุทธิพิทยศักดิ์

ภาพ : จิรวัสส์  สุทธิพิทยศักดิ์

Facebook : Thailand Local

**ขอสงวนสิทธิ์ในบทความและภาพถ่าย ห้ามมิให้ผู้ใดทำซ้ำ หรือดัดแปลง ก่อนได้รับอนุญาต**