วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขอย่างมากเลย เพราอะไรนะหรือ ก็เพราะวันนี้เป็นวันก่อนงานกีฬาสีจะเริ่มขึ้น พวกผมในฐานะที่อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก็จะคอยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในปีนี้ โดยหลักๆ แล้วเราเริ่มงานมาตั้งแต่เปิดเทอม แต่ถึงจะเริ่มเร็ว สุดท้ายมันก็ต้องมีงานอื่นให้ทำเรื่อยๆ อยู่ดี

ผมซึ่งดูจะเป็นน่าคบค่าสมาคมด้วยมากที่สุด หรือเพราะผมเป็นคนน้าดุ เลยถูกเพื่อนๆ มอบหมายหน้าที่ของเฮดว้ากในการนำน้องชั้นม.1 ขึ้นเชียร์ หน้าที่ของผมก็ไม่ยากเย็นอะไรมากมายเท่าไหร่ แค่ไปจำเพลงที่ต้องสอนน้องร้องมาให้หมด โดยรวมๆ ก็มีประมาณเกือบสามสิบกว่าเพลง แล้วก็ต้องไปนั่งคิดท่า คิดแสตนด์ คิดคอนเซ็ปต์ของการแสดง และอีกต่างๆ นานา

ถ้าจะให้พูดโดยรวมแล้ว ผมก็มีหน้าที่ควบคุมงานเชียร์ของคณะสีทั้งหมดเลยนั้นแหละ ส่วนปีนี้ผมอยู่สีส้ม มาพร้อมกับธีมประเพณีบุญบั้งไฟ เรียกได้ว่ามันสุดๆ ไปเลยปีนี้ทั้งเพลงเชียร์และลีดเดอร์

Advertisement

Advertisement

ตอนนี้ก็เกือบจะหกโมงเย็นแล้ว หลังจากที่ผมเสร็จหน้าในการซ้อมเชียร์ครั้งสุดท้ายก็ปล่อยน้องๆ กลับบ้านกันไปให้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ส่วนผมกับเพื่อนๆ บางส่วนก็พากันไปเก็บอุปกรณ์เชียร์เข้าห้องให้เหมือนเดิม

หลังจากนั้นผมก็ช่วยเพื่อนคนอื่นในการคัทเอาต์จนลืมข้าวมื้อเย็นไปโดยปริยาย พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาตอนนี้ก็ปาไปเกือบห้าทุ่มแล้ว

"พวกมึง ไปแดกข้าวกันเถอะ เลิกทำๆ พอได้แล้ว เดี๋ยวก็อดข้าวตายคาคัทเอ้าท์พอดี" ผมชักชวนเพื่อนให้เลิกงานกัน ถึงแม้จะมีเสียงครวญครางออกมาเพราะงานไม่เสร็จบ้าง แต่ทุกคนก็พากันไปหยิบกระเป๋าตัง

"แดกไหนดี" ซีถาม ในขณะที่ควงกุญแจรถยนต์รอทุกคน

"พาไปไหน ก็แดกนั้นแหละ" ผมตอบก่อนจะรีบชิ่งไปเปิดประตูเพื่อนั่งด้านหน้า แต่แทนที่ผมจะได้นั่งสบายๆ คนเดียว ก็ต้องมานั่งอัดกับเพื่อนๆ รวมแล้วในรถเรามีคนอยู่ถึง 8 คนด้วย เรียกได้ว่ารถตู้ยังต้องอาย

Advertisement

Advertisement

และแล้วรถเก๋งรุ่นฮอนด้าสีขาวก็จอดเทียบท่าริมฟุตบาธข้างร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่ง ทุกคนไม่รอช้ารีบพากันลงไปสั่งข้าวด้วยความหิวและความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาทั้งวัน จนกระทั่งอาหารของแต่ละคนมาวางตรงหน้า เพื่อนๆ ของผมก็พากันจ้วงอย่างไม่สนสายตาของคนนอก มันช่างเป็นบรรยากาศที่คุ้มค่ากับการใช้ชีวิตสไตล์เด็กมัธยมจริงๆ

จนกระทั่งเรารวมตัวมานั่งบนรถกันอย่างอัดๆ อีกครั้ง ซีก็เปล่งเสียงออกมา "มึง ไปดูกะหรี่กันไหม"

"ไป" ทุกคนออกเสียงอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะความอยากรู้อยากลองของวัยรุ่นว่าจะมีคนขายบริการจริงๆ ไหม และแล้วรถเก๋งก็พาพวกเราวนอ้อมรอบคูเมืองอย่างช้าๆ

Advertisement

Advertisement

"เหี้ยแม่งมีจริงว่ะ" ซีพูดแล้วมองออกไปดูบนฟุตบาธที่มีหญิงสาวแต่งตัวค่อนข้างจะนุ่งน้อยห่มน้อย ยืนข้างๆ เสาไฟ พร้อมปรายตามามองที่รถของพวกเรา

"มึง ดูกะหรี่ไม่สนุกหรอก มาเดี๋ยวกูจะพาพวกมึงไปลองของ" ไอ้เก้าพูดขึ้นมาพร้อมกับน้ำเสียงที่ดูอวดอ้างสรรพคุณเกินความจริง

"ที่?" ผมถาม

"ไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ทางนั้นก็พามึงกลับโรงเรียนได้ก็พอ" มันตอบ "เห้ย! ไอ้ซีมึงขับรถตามทางที่กูบอกเลยนะ

 ผมในฐานะที่เป็นหนึ่งในคนนั่งด้านหน้าก็มองตรงไปยังท้องถนน ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว สองข้างทางที่เรากำลังมุ่งหน้าดูเงียบสงัด ไร้ผู้คน แถมยังไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมาอีกตั้งหาก ข้างทางที่เราผ่านก็มีแต่ต้นไม้ใหญ่และพงหญ้าหนาๆ

"ถึงแล้ว" ไอ้เก้าบอก แล้วซีก็ค่อยๆ ขับรถช้าลง ตรงนี้เป็นทางสามแพร่ง ด้านหน้าแสงไฟสาดส่องเข้าไปก็มีแต่พงหญ้าทึบและหนา มีเศษซากของศาลพระภูมิถูกทิ้งไว้มากมาย แต่ที่น่าแปลกใจคือต้นไม้ต้นใหญ่ที่ถูกผูกไว้ด้วยผ้าสามสี มันคงเป็นต้นไม้ที่มีอายุยาวนาน ลำต้นขนาดที่น่าจะใช้คนสี่ห้าคนโอบรอบ พอพิจารณาขึ้นไปข้างบนต้นเรื่อยๆ ก็

 "เหี้ยนั่นเชือกอะไรว่ะ" ผมสะดุ้งตกใจทันทีเมื่อเห็นเชือกขนาดใหญ่ที่ถูกมัดกับกิ่งไม้กิ่งหนึ่งไว้ พอเพ็งดูดีๆ ด้านล่างของเชือกทำเป็นเหมือนห่วงที่เอาไปคล้องสำหรับผูกคอตาย ตอนนี้ผมรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว

"มึงดูไอ้มิกแม่งปอดแหกว่ะ กะอีแค่เชือกก็แต้วแตกซะแหละ" ไอ้เก้าหัวเราะเยาะใส่ผม "มึงรู้ป่ะ เขาเล่าว่าแต่ก่อนมันมีคนฆ่ากันตาย แล้วคนฆ่าก็เอาศพมาห้อยเชือกตรงนี้ ทำท่าแกล้งเหมือนอำพรางศพ พอตอนเช้ามีชาวบ้านมาเห็นเขาก็ล่ำลือก็ใหญ่"

"แล้วทำไมเขาไม่เอาเชือกออกไปด้วยว่ะ" ผมสงสัย น้ำเสียงผมสั่นเครือเพราะความกลัวอย่างมาก แม่งไอ้เก้าไม่น่าพามาที่นี่เลย รู้สึกหัวใจเต้นเร็วปกติ

"กูจะไปรู้หรอว่ะ" ผมตอบ

"พอได้แล้วพวกมึง กลับๆ ไปทำงานกีฬาสีต่อได้แหละแม่งไม่เห็นจะมีอะไรเลย" ไอ้ซีพูด แล้วค่อยๆ เร่งความเร็วเครื่องยนต์

แสงไฟสีขาวสว่างจ้ามาอีกทางหนึ่ง ผมหลับตาทันทีที่เห็น

ปัง! เสียงรถกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง ผมได้ยินกระจกแตก ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนของรถดังสนั่น และได้ยินเสียงข้างหู

                             

                              "อยากลองของกันดีใช่ไหม กูจัดให้มึงแล้วตามต้องการ"