ขอขอบคุณรูปเชิงตะกอน ภาพจากกรมส่งเสริมการปกครองท่องถิ่น

          ทุกคนจะต้องมีประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากที่สุด เช่นเดียวกับฉันที่มีประสบการณ์เช่นกัน แต่ไม่ประทับใจ แม้พยายามที่จะลืม แต่ลืมไม่ได้เพราะมันเป็นประสบการณ์หลอนจนถึงขั้นขนหัวลุกเลยทีเดียว

          เมื่อ 30 ปีที่แล้วเป็นช่วงที่ฉันเริ่มทำงานครั้งแรก

          ฉันมีโอกาสได้ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยมาลาเรียแห่งหนึ่ง โดยทำหน้าที่เจาะเลือดชาวบ้านที่อยู่ตามชนบท เพื่อหาเชื้อไข้มาลาเรีย โดยพวกเรามีทั้งหมด 11 คนจะแบ่งเป็นทีมๆ ละ 2 คน ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งคู่และคนขับรถซึ่งเป็นคุณลุงอายุ 50 ปี นอกจากอุปกรณ์ในการทำงานแล้ว เรายังมีแผนที่อีก 1 ใบ ในการหาตำแหน่งของบ้านที่จะไปเยี่ยมและเซ็นชื่อในแผ่นรายงาน

          พวกเราคล้ายๆ กับแพทย์เคลื่อนที่ โดยมีแผนงานว่าแต่ละสัปดาห์จะค้างที่ไหน ส่วนใหญ่จะพักหลับนอนตามวัดและทำกับข้าวกินกันเอง (พวกเรามีเครื่องครัวและอาหารเตรียมไปด้วย)

Advertisement

Advertisement

 

          วันนั้นพวกเราเข้าพักที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา แต่เป็นวัดที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน มีต้นไม้ใหญ่น้อยปกคลุมเต็มไปหมด ครั้งแรกที่เห็นวัดฉันใจไม่ดีเพราะเป็นวัดที่เก่ามาก คงมีอายุหลายสิบปี แต่เจ้าอาวาสใจดี ให้พวกเรานอนพักที่ศาลาการเปรียญ หลังจากเอาของไปเก็บ พวกเราจึงออกไปปฏิบัติหน้าที่เหมือนทุกๆ วัน

          ฉันกับพี่มลกางแผนที่ขณะก้าวเดินไปตามทางเกวียนที่คดเคี้ยว บางช่วงมีต้นไม้ใบหญ้าขวางต้องใช้มือแหวกนำทางและบางครั้งก็ต้องเดินขึ้นไปบนเนินเขาสูงๆ ต่ำๆ เพื่อหาบ้านที่กำหนดไว้ในแผนที่ ระหว่างทางเจอคนก็ขอเจาะเลือดเพื่อเอาไปตรวจหาเชื้อไข้มาลาเรีย

          วันนั้นทั้งวันเราเยี่ยมบ้านได้ครบและเจาะเลือดชาวบ้านได้ 12 คน ฉันกับพี่มลจึงรีบเดินทางกลับวัดเพราะกลัวว่าจะมืดกลางทาง

Advertisement

Advertisement

 

          เมื่อมาถึงวัดก็มืดพอดี ฉันรู้สึกเย็นยะเยือกเมื่อก้าวเข้าไปในวัด ทว่าเห็นแสงตะเกียงแล้วใจชื้นขึ้นมา ทีมที่อยู่เวรทำกับข้าวไว้รอ ฉันจึงไปอาบน้ำซึ่งเป็นบ่อบาดาลอยู่หลังศาลาการเปรียญ ฉันไปอาบคนเดียวเพราะพี่มลคุยกับลุงคนขับรถ

          ฉันโยกน้ำใส่ถังเสร็จก็ตักอาบจนเสร็จ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ระหว่างนั้นมองไปรอบๆ ตัว มีแต่ความมืดปกคลุมเต็มไปหมด ฉันมีไฟฉายติดตัวมาด้วยจึงส่องดู

          ฉันใจหายวาบเมื่อแสงไฟฉายสาดกระทบกับอะไรบางอย่างซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ่อน้ำบาดาลเท่าใดนัก

          เชิงตะกอนเผาศพ!

          ใช่แล้วค่ะ สิ่งที่เห็นคือเชิงตะกอนเผาศพซึ่งก่อด้วยปูนเป็นช่องขึ้นมาทั้งสองด้าน แต่ว่ามันเก่ามาก นอกจากสีดำๆ ซึ่งเป็นคราบเขม่าไฟแล้ว ผนังด้านหนึ่งของเชิงตะกอนยังพังแล้วหักลงมากองที่พื้น เห็นแค่นี้ฉันกลัวจนต้องคว้าถังน้ำแล้วเผ่นออกมาอย่างรวดเร็ว

Advertisement

Advertisement

          ภาพประกอบจากผู้เขียน

         

          ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ฉันหลับตั้งแต่ทิ้งหัวลงหมอนและหลับสนิท ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าฉันสะดุ้งตื่นอีกที เมื่อได้ยินเสียงคนเดินผ่านตรงที่นอน ฉันลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆ ก็รู้ว่ามีคนเดินลงจากศาลาการเปรียญ คงเป็นพวกเราพากันไปเข้าห้องน้ำ

          ฉันก็อยากเข้าห้องน้ำเหมือนกันจึงคว้าไฟฉายแล้วเดินลงบันไดจากนั้นตรงไปยังห้องน้ำซึ่งอยู่ด้านหลังศาลาการเปรียญ

          ห้องน้ำเต็มทั้ง 2 ห้อง ฉันจึงยืนรอ ระหว่างนั้นก็ส่องไฟฉายไปรอบๆ ตัว กระทั่งแสงไฟกระทบกับเชิงตะกอนร้าง ฉันเห็นเงาดำๆ ของใครบางคนนั่งอยู่ข้างบนนั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้ฉันมองอย่างจับจ้อง จนเห็นภาพนั้นอย่างชัดถนัดตา

          คุณพระช่วย! สิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นคน นั่งยองๆ อยู่ข้างบนกำแพงด้านหนึ่งของเชิงตะกอน ร่างนั้นเป็นผู้ชายตัวผอม มีแต่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าตอบ ดวงตาลึก จมูกแบน ริมฝีปากหนาเผยอจนเห็นฟันซี่โตๆ

          ฉันยืนตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นเลือดค่อยๆ ไหลลงมาจากหัวที่ไร้เส้นผม เลือดไหลเข้าปากเขาแล้วไหลลงมาที่คอ เลอะเสื้อเก่าที่ขาดวิ่น

          “หึ หึ หึ หึ”

          เขาหัวเราะกังวานในความเงียบสงัด ฉันสะดุ้ง ใจเต้นแรง ผมลุกชี้ชันเมื่อร่างนั้นกระโดดลงจากเชิงตะกอน ฉันรีบวิ่งออกจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็วและตะโกนสุดเสียง

          “ช่วยด้วย ผีหลอกๆ”

          จากนั้นฉันไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น มันวูบไปเลย รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็เห็นเจ้าอาวาสนั่งใกล้ๆ พร้อมกับเพื่อนร่วมงาน

          เจ้าอาวาสสวดมนต์และบอกว่าสิ่งที่ฉันเห็นคงเป็นสัมภเวสี ผีเร่ร่อน เขามาขอส่วนบุญส่วนกุศล พรุ่งนี้ก็ทำบุญกรวดน้ำไปให้เขาซะ

          เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันทำบุญให้สัมภเวสีทั้งหลายแล้วขอให้ลุงคนขับรถเปลี่ยนที่พักใหม่ ไม่เอาแล้วค่ะ วัดนี้ ผีดุเหลือเกิน

         ภูต เภตรา