สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
        วันนี้ผมจะหยิบยกเรื่องเราจากคนรู้จักคนหนึ่งซึ่งได้เล่าถึงความหลอนและน่ากลัวให้กับผมฟังเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2550 หรือเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว  ในขณะนั้นผมได้ไปทำมาหากินอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศและเป็นจังหวัดที่เปิดประตูสู่อีสาน นั้นก็คือจังหวัดนครราชสีมา ความเป็นอยู่และผู้คนที่นี่ มีผู้คนอาศัยอยู่กันหนาแน่นเพราะถือได้ว่าเป็นเมืองที่เจริญ มีแหล่งท่องเที่ยวเยอะ นักท่องเที่ยวต่างมาท่องเที่ยวเพื่อชมความงามทางธรรมชาติ ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม และด้านอื่นๆ อีกมากมาย

สุสานจีน
        ผมมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวเรือ ผมได้มาเช่าบ้านและเปิดร้านค้าขายก๋วยเตี๋ยวออกมาจากในตัวเมืองประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร หรือจะเรียกว่าชานเมืองโคราชก็ว่าได้  ร้านของผมจะอยู่ซอยหลังป่าช้าจีน ถ้าพูดถึงคำว่า "ป่าช้าจีน"  หรือเรียกเป็นทางการว่า  "สุสานจีน" ผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกว่า "ป่าช้าจีน" มากว่า แต่ลึกๆ แล้วผมว่า "ป่าช้าจีน" มันดูมีมนต์ขลัง และดูน่ากลัว น่าขนลุกอยู่เหมือนกัน อยู่แรกๆ ผมก็มีความรู้สึกกลัวๆ อยู่เหมือนกัน เพราะร้านของผมอยู่ห่าง "ป่าช้าจีน"  ประมาณ 400 เมตร ทุกครั้งที่ขี่รถมอเตอร์ไซต์ก็มักจะเสียวสันหลังเหมือนกันกลัวมีคนนั่งซ้อนท้าย เพราะถนนกับกำแพงป่าช้าจะอยู่ติดกันเป็นถนนที่เรียบขนาดไปกับกำแพงป่าช้าเกือบประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อผ่านที่ไรอากาศบริเวณนั้นจะเย็นยะเยือกแปลกๆ ถ้าหาเราคิดเยอะเกินไปอาจจะคิดว่ามีใครอยู่บนกำแพงหรือชะโงกกำแพงมาหรือเปล่า เวลาขับหรือขี่รถถผ่านก็จะพยายามไม่คิดอะไร คิดแต่เพียงว่าต่างคนต่างอยู่กันไปดีกว่า  แต่่ชาวบ้านที่นั่นคงชินกันแล้ว  มีทั้งเคยเจอบ้างไม่เจอบ้างตามแต่สถานะการณ์ โดยเฉพาะคนดวงตกมักจะพบเจอสิ่งเร้นลับทีนี่ แต่ส่วนใหญ่มักจะมาในรูปของ เสียง กลิ่นธูป 

Advertisement

Advertisement

       ช่วงที่ผมกับแฟนขายก๋วยเตี๋ยว วันนั้นลูกค้าเยอะเป็นพิเศษ ลูกค้านั่งกันเต็มทุกโต๊ะ และก็มีลูกค้าส่วนหนึ่งยืนเพื่อรอก๋วยเตี๋ยวซื้อกลับไปกินที่บ้าน มีอยู่โต๊ะหนี่งลูกค้าเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างนั่งรวมกับลูกน้องอีกสองสามคน ต่างติดอกติดใจในรสชาติก๋วยเตี๋ยวของร้านผม ชวนผมคุยตลอดว่าได้สูตรมาจากไหน แต่ก่อนไปขายที่ไหนมา ถามนั่นถามนี้ไปเรื่อยเปื่อย ผมก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง เพราะจะให้มานั่งคุยกันตลอดไม่ได้เพราะเราเป็นพ่อค้า จนกระทั่งลูกค้าคนอื่นไปกันหมด เหลือแต่ลูกค้ากลุ่มนี้โต๊ะเดียว ลูกค้าที่เป็นหัวหน้าผู้รับเหมาก็พูดกับผมว่า "พ่อค้าๆ แถวนี้มีห้องเช่าไหม" ผมก็ตอบว่ามีและพาไปแนะนำกับเจ้าของบ้านเช่า ซึ่งจะมีห้องเช่าอยู่ด้านหลังร้านผม 

Advertisement

Advertisement

ผี

       ผู้รับเหมาคนนี้ผมขอเรียกชื่อว่า "พี่บุญ" หลังจาก "พี่บุญ" ได้ย้ายมาอยู่บ้านเช่าได้สักระยะหนึ่ง เพราะแกประมูลได้งานก่อสร้างอยู่ที่นี่   ผมกับ "พี่บุญ" ก็สนิทกันพอสมควร เพราะ "พี่บุญ" อัธยาศัยดี เป็นคนดีมีน้ำใจ มีอะไรมักจะช่วยเหลือต่อเติมร้านให้นิดๆ หน่อยๆ เวลามากินก๋วยเตี๋ยว  มักจะพาลูกน้องมากินก๋วยเตี๋ยวกันเต็มโต๊ะ และบางที่ก็แนะนำเพื่อนที่เป็นวิศวกรให้มากินร้านผมบ้าง จนมามีอยู่วันหนึ่ง "พี่บุญ" ได้พาลูกน้องมาอยู่ที่บ้านเช่าด้วยคนหนึ่ง แต่นานแล้วผมก็จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร แต่ผมจะเรียกว่าชื่อว่า "คำ" เป็นลูกน้องที่มาจากบ้านเดียวกันกับ "พี่บุญ" พูดง่ายๆ ว่าเป็นญาติกันดีกว่า

       "คำ" เป็นคนนิสัยดี แต่ติดเป็นคนชอบชอบดื่มเหล้า "พี่บุญ" เลยชวนให้มาทำงาน  ดีกว่าไปเที่ยวตะลอนๆ เที่ยวสํามะเลเทเมา ไม่มีงานทำ เวลา "พี่บุญ" ใช้ให้ไปไหน "คำ" มักจะอาสาก่อนคนแรก  มีอยู่วันหนึ่งช่วงเย็นโพ้เพ้ ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าร้อน  เวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ "คำ" เดินออกมาจากซอยบ้านเช่าที่เป็นห้องแถว มาที่ร้านผมแล้วถามว่าร้านพี่ปิดแล้วหรอ ผมกับแฟนก็หัวเราะ"คำ" ว่ามาอะไรป่านนี้นี่มันจะสองทุ่มแล้วแล้วนะ ปิดร้านตั้งแต่บ่ายสองโมงแล้ว "คำ" ก็หัวเราะ ทำท่าเกาหัวอย่างงงๆ เหมือนคนพึ่งตื่นนอน แต่ผมดูแล้วคงน่าจะพึ่งตื่นนอนแล้วผมก็ถาม "คำ" ว่า แล้วพี่บุญหล่ะไปไหน "คำ"ตอบว่าพี่บุญไปดูงานที่ต่างจังหวัดจะกลับมาอีกหลายวันฝากให้ดูแลห้องเช่าด้วยเพราะมีอุปกรณ์ก่อสร้างเยอะ ผมถาม "คำ" ว่า กินข้าวด้วยกันไหม แต่ "คำ" ตอบปฏิเสธเพราะเกรงใจผมกับแฟน แล้วก็บอกผมว่าจะเดินไปหน้าถนนใหญ่ในเมืองเพราะถนนใหญ่ในเมืองมีร้านอาหารอยู่เรียงรายเต็มข้างทางไปหมด ถนนใหญ่ในที่นี่้คือต้องเดินออกจากซอยเรียบกำแพงป่าช้าจีนไปเมือถึงถนนใหญ่เดินเรียบกำแพงด้านหน้าป่าช้าจีนไปอีกประมาณ 500 เมตร สุดกำแพงซุ้มประตูทางเข้าป่าช้าจีน ก็จะมีร้านขายอาหารเต็มไปหมด 

วิญญาณผี

       "คำ" เดินเรียบถนนข้างทางผ่านป่าช้าจีนไปยังหน้าปากซอยเพื่อไปหาอะไรกินและว่าจะไปดื่มเหล้าสักครึ่งขวด คือ "คำ" ชอบดื่มเหล้าขาว ถนนเส้นนั้นจะเงียบและเปลี่ยว แล้วเย็นมาก มีรถวิ่งผ่านปะปรายแต่คำก็ไม่ได้คิดอะไรเดินจ้ำๆ แล้วเลี้ยวขวาขึ้นฟุตบาทที่ติดกับกำแพงหน้าป่าช้า  เดินไปเรื่อย ๆ มาถึงซุ้มประตูทางเข้าสุสานจีน คำก็เห็นชายสูงอายุ อายุประมาณสักเจ็ดสิบกว่าๆ รูปร่างผอมตัวเล็กๆ  ผมขาวมีหนวดขาว ตัดผมสั้นรองทรงใส่ชุดเสื้อผ้าสีขาวทั้งตัว เหมือนไปจำศิลที่วัด ยืนกวักมือเรียกอยุ่หน้าซุ้มกำแพงทางเข้าด้านในป่าช้า ด้วยความที่ "คำ" เห็นลุงเป็นคนปกติทั่วไปไม่มีพิษมีภัยอะไร เลยเดินไปเข้าไปหาลุงชุดขาวด้วยความอยากรู้ แล้วถามกับลุง "ลุงเรียกผมทำไมครับ" ลุงแกบอกว่ากับ "คำ" ว่า "ไอ้หนูไปช่วยยกของให้ลุงที ลุงยกคนเดียวไม่ไหวลูกหลานลุงกลับกันไปหมดวางข้าวของเกะกะหน้าบ้านลุงเต็มไปหมด เดี๋ยวลุงเลี้ยงข้าว" ด้วยความที่ "คำ" เป็นคนจิตใจดีชอบช่วยเหลือ แต่ก็มีความรู้สึกแปลกใจเล็กๆ ว่าลุงมาทำอะไรในสุสาน ในใจก็นึกว่าแกคงเป็นคนเฝ้าสุสาน  จึงไม่ได้คิดอะไรก็เลยตอบตกลง 

       ลุงชุดขาวได้เดินนำหน้าโดยที่ "คำ" ก็เดินตามหลังไปอย่างกระชั้นชิด เดินเข้าไปได้สักพักหนึ่ง "คำ" ก็สังเกตเห็น มีบ้านคนหลายหลังจำนวนมาก "คำ" ได้แต่เดินมองด้วยความแปลกใจว่าทำไมในสุสานถึงมีบ้านคนเต็มไปหมดเหมือนเป็นชุมชนหนึ่ง ทุกคนในชุมชนนั้นมีใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ต่างนั่งสังสรรค์จิบชาดื่มกินเหมือนในหนังจีน บางบ้านก็นั่งกินอาหารกันในบ้านอย่างสนุกสนานครื้นเครงอย่างมีความสุข พอเดินผ่านได้มาสักพักหนึ่งคุณลุงก็หยุดเดินแล้วบอกกับ "คำ" ว่า "ถึงบ้านลุงแล้ว" ลุงก็ชี้ไปที่โต๊ะกับเก้าอี้ ลักษณะเป็นโต๊ะจีนตามงานเลี้ยงมีผ้าคลุมตั้งอยู่หน้าบ้านลุงประมาณ 4-5 ชุด บนโต๊ะมีอาหารมากมายหลายอย่างทุกอย่างล้วนแต่เป็นอาหารที่มีเหมือนอยู่ในภัตตาคารอาหารจีนทั้งหมด มีผลไม้ ขนมหวาน เหล้าเบียร์ เต็มโต๊ะไปหมด  แล้วเสียงของลุงก็บอกกับ "คำ" ว่า ของตรงนีอยากให้ "คำ" เก็บให้เป็นระเบียบให้แกหน่อย ส่วนเรื่องอาหารให้ "คำ" กินได้เลยได้เลย ถือว่าเป็นการตอบแทนด้วยการที่เข้ามาช่วยยกของให้ลุงลุงอนุญาต พร้อมกับบอกคำว่าจะขอตัวไปทำธุรในบ้านสักหน่อย 

ป่าช้าวัดดอน
       หลังจากลุงชุดขาวเข้าไปในบ้าน "คำ" ก็จัดแจงเก็บโต๊ะเก็บเก้าอี้ รวบรวมอาหารบางอย่างใส่ถุงอย่างเป็นระเบียบ และบางส่วนก็เอามากิน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเหล้าขาวขวดโตและก็เบียร์อีกสองสามขวด "คำ" เมื่อได้เห็นเหล้าถึงกับตาลุกวาว คิดในใจว่าของฟรีมีในโลกจริงๆ เมื่อดื่มเหล้าไปพร้อมกับเบียร์ที่เหลือทำให้ "คำ" เกิดอาการเมานิดหน่อย "คำ"นั่งรอลุงอยู่นานมากเอะใจว่าทำไมลุงแกไม่ออกจากบ้านมาสักที่จะขอกลับก่อน นั่งไปนั่งมาก็เริ่มจะง่วงนอน คำเลยเห็นเก้าอีพนักพิงตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้าบ้านของลุงเลยเข้าไปนั่งนอนเล่นจนเผลอหลับไปจนถึงเช้า ประมาณหกโมงเช้ามีลุงแกคนหนึ่งเดินเข้ามาปลุก "คำ" แล้วถาม "คำ" ว่าเข้ามานอนที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเข้ามาได้อย่างไร ไม่รู้หรือว่าตรงที่นอนเป็นหลุมศพคนตาย "คำ" เมื่อถูกปลุกให้ตื่นและได้ฟังลุงที่ดูแลสุสานก็ตกใจ รีบเดินออกจากป่าช้าจีนนั้นอย่างรวดเร็วกลับมายังห้องเช่าที่ "พี่บุญ" เช่าทิ้งไว้  

       วันนั้นผมจำได้ดีว่า "คำ" กลับมาถึงประมาณเกือบเจ็ดโมงเช้า "คำ" เดินกลับมาด้วยท่าทางอิดโรย เหมือนพึ่งสร่างเหล้า ผมก็ทัก "คำ" ว่าไปไหนมาทำไมถึงกลับมาเช้า "คำ" ก็ได้บอกกับผมว่า "เดี๋ยวเล่าให้ฟังครับ"  จนมาช่วงสายๆ "คำ" ก็ได้มาเล่าให้ผมฟังทั้งหมด ตามที่ผมได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังตั้งแต่ต้นจนจบ "คำ" ได้เจอวินญาณผีป่าช้าจีนแบบเต็มๆ และที่ผีลุงให้ไปช่วยเก็บโต๊ะให้ เพราะช่วงนั้นเป็นเทศกาลเช็งเม้ง ลูกหลายต่างนำอาหารคาวหวาน หมูเห็ดเป็ดไก่ มาไหว้บรรพบุรุษ โดยลูกหลานไม่ได้เก็บข้าวของก่อนไหวเสร็จลุงเลยเรียก "คำ" ให้มาช่วยเก็บของตรงหน้าฮวงซุ้ยหรือหน้าบ้านของแกแน่เลย!!

 


Cr : เครดิดรูปภาพประกอบจากเว็บไซต์ >> gqthailand.com, wallpaperup.com, clipmass.com, vihoknews.com และ newtv.com