วันหยุดยาวสงกรานต์ใครๆก็ต้องกลับบ้าน ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หมอชิตใหม่นั้นคนเยอะกว่าทุกเทศกาลเพราะหยุดหลายวันและยังเป็นวันครอบครัวอีกด้วย ฉันต้องจำใจยอมนั่งรถไม่ดีเพื่อจะได้กลับบ้านเร็วๆ

ฉันกลับมาทันเวลารถไฟพอดี กว่าจะมาถึงบ้านก็เรียกเหงื่ออยู่ไม่น้อย วันนั้นญาติหลายคนก็เริ่มทยอยกลับมาบ้านแล้วเพราะมีรถส่วนตัว พวกเราจึงจัดการสั่งหมูกระทะมากินด้วยกันพร้อมกับสุราอีกลังด้วยไม่ได้เจอกันนาน พวกเราเป็นแค่เด็กก็ได้แต่นั่งคีบหมูย่างกินปล่อยให้ผู้ใหญ่ตั้งวงเหล้ากัน ทันใดนั้นน้าโอ น้องชายของแม่ก็โพล่งประโยคหนึ่งขึ้นมาทำเอาทั้งวงเงียบกริบ

"แม่ใหญ่แช่มว่าเจ้าถึกผีต้นตะเคียนอยู่ท่งนาพ่อใหญ่หลอดหลอกบ่" น้าโอถามแม่ขึ้นมาทำเอาแม่ของเขกหัวน้องชายไปหนึ่งทีโทษฐานรื้อฟื้นความทรงจำให้

"จักสิเว่าหาสิแตกอิหยัง กูแห่งลืมแล้วตั้ว"

Advertisement

Advertisement

"เว่าให้ฟังแน่แหม" น้าโอทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งขอร้องให้แม่เล่าให้ฟังจนแม่ยอมในที่สุด พวกกลุ่มหมูกระทะเด็กๆอย่างฉันและน้องๆก็พลอยหูผึ่งคอยฟังไปด้วยอย่างอยากรู้

นอกจากงานประจำแล้วแม่ก็เป็นชาวนาทำนาปลูกข้าวอีกอาชีพหนึ่งซึ่งทุกๆวันเว้นวันแม่จะแวะเวียนไปดูข้าวในนาเสมอ ยิ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ข้าวกำลังออกรวงแม่ก็ยิ่งต้องให้พ่อพาขับรถไปดูทุกวัน

สำหรับวันนั้นเองเป็นวันหยุดซึ่งแม่ก็ต้องสะสางงานประจำของตัวเองจนเย็น แม่อยากจะไปดูข้าวในนามากแม้ว่าจะสี่โมงกว่าๆแล้วก็ตาม และเช่นเคยที่แม่ต้องเดินสำรวจข้าวในนาพร้อมกับถ่ายรูปรวงข้าวที่เสียของตนไว้รวมถึงถ่ายรูปภาพรวมเสมอๆ

ที่นาของแม่อยู่ติดกับนาของตาหลอดพอดี นาของตาหลอดนั้นมีข้าวที่สวยกว่าของแม่ เป็นรวงไม่มีรอยเพลี้ยหรือแมลงที่มาทำลายเลย ตรงกลางระหว่างนาสี่แปลงนั้นเป็นต้นตะเคียนต้นใหญ่อายุเกือบร้อยหรืออาจจะถึงร้อยปีแล้วหากจะนับอายุก็คงพอๆกับรุ่นเทียดได้แต่ว่าก็ไม่ได้โดดเด่นพิเศษอะไรเพราะรอบๆที่นานั้นก็มีต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด

Advertisement

Advertisement

 

ภาพโดย enriquelopezgarre จาก Pixabay                                                                              ภาพโดย enriquelopezgarre จาก Pixabay 

 

แม่ใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปรวงข้าวและแปลงนาไปเรื่อยๆแม้ว่าตะวันจะโพล้เพล้แล้วก็ตาม จนกระทั่งยกโทรศัพท์ขึ้นไปถ่ายแปลงนาที่หนึ่งซึ่งมองเลยไปก็เป็นต้นตะเคียนพอดี แม่เข่าอ่อนแทบทรุดเพราะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อแขนยาวนุ่งซิ่นเหมือนคนทั่วไปยืนจ้องเขม็งกลับมาในจอโทรศัพท์ หน้าตาปกติเหมือนคนทั่วไปแต่ตาดุจนขนลุกซู่

แม่ปล่อยโทรศัพท์ทันทีจนมันตกลงไปที่พื้นคันนาแล้วก็รีบเดินกลับไปหาพ่อที่นั่งรออยู่ที่รถอย่างรวดเร็วราวกับนักเดินเร็ว พอเจอพ่อก็ให้พ่อพาเดินกลับมาเอาโทรศัพท์ที่วางไว้ขณะที่ใจก็ยังระแวงต้นตะเคียนข้างหน้าไม่หาย แม่ไม่พูดอะไรพ่อเองก็สงสัยและบ่นแม่ไปเรื่องซุ่มซ่าม พอมาถึงรถแม่ก็เล่าให้พ่อฟังแทบทุกอย่าง พ่อจึงบอกไปว่าตนเองก็มองไปที่ต้นตะเคียนนั้นก็ไม่เห็นอะไรแล้วก็หาว่าแม่ตาฝาด 

Advertisement

Advertisement

พอน้าโอได้ฟังเรื่องที่เล่าประกอบกับเป็นคนกวนๆอดีตผู้บ่าวขาเลาะของหมู่บ้าน ตามประสาผู้ใหญ่วัย(ยัง)คะนองจึงบอกกับทุกคนว่าคืนนี้จะไปนอนที่ทุ่งนาคอยดูต้นตะเคียนว่าจะมีผีจริงอย่างที่แม่บอกหรือเปล่า ลุงสันต์ที่เป็นเพื่อนข้างบ้านเองก็เอออออยากจะไปด้วย สิริรวมคนที่จะไปลองของก็มีสองสามคน พอเหล้าหมดทุกคนก็เตรียมตัวเล็กๆน้อยๆและขับรถออกไปนอนที่นาทันที

พวกเด็กๆอย่างฉันก็อยากไปดูด้วยแต่โดนแม่ห้ามไว้ไม่ให้ไปเพราะอันตรายที่ไม่ใช่ผีก็เยอะแยะ แต่เอาจริงๆแม่ยังกลัวสายตาตอนนั้นไม่หายเลยไม่อยากให้เราไปทุ่งนาทั้งที่เราก็คุ้นเคยและเคยไปบ่อยๆ

ช่วงเช้าตรู่พระอาทิตย์กำลังขึ้น แม่กับยายที่ออกมาทำกับข้าวพอดีก็ต้องตกใจเมื่อเห็นน้าโอและเพื่อนๆพากันกลับมาบ้านอย่างร้อนรนหน้าตาตื่นกลัว พอมาเห็นแม่กับยายทำอาหารอยู่ก็หัวเราะออกมาอย่างโล่งใจทันที ฉันเองก็แอบงงกับอารมณ์ของน้าแต่ความสงสัยนั้นมีมากกว่า 

น้าเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนที่พากันไปนอนที่กระท่อมที่ทุ่งนานั้นแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย เพราะได้ยินเสียงคนเดินสวบสาบรอบกระท่อมไปหมดแถมยังเห็นเงาดำๆ มีคนเรียกชื่อน้าโอโดยใช้เสียงของแม่หรือไม่ก็ยายหลายครั้ง ทั้งที่แม่กับยายอยู่ที่บ้านไม่ได้มานอนด้วย คนเฒ่าคนแก่เคยบอกไว้ว่าตอนกลางคืนถ้ามีใครเรียกชื่อก็ห้ามขานตอบ ทุกคนก็ปฏิบัติตามได้ดี เรียกได้ว่าตอนนั้นน้าโอและเพื่อนต้องลุกขึ้นมาเอาหลังพิงกันตัวติดกันยิ่งกว่าข้าวต้มมัด รอจนพระอาทิตย์เริ่มขึ้นทุกอย่างก็ค่อยๆหายไป ยิ่งตอนวิ่งออกมาสายตาเผลอหันกลับไปมองต้นตะเคียนขนก็ลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ

ภาพโดย enriquelopezgarre จาก Pixabay                                                                          ภาพโดย enriquelopezgarre จาก Pixabay 

 

เรียกได้ว่าประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้น้าโอไม่กล้าไปนอนที่ทุ่งนาของแม่อีกเลยทั้งที่บรรยากาศและทิวทัศน์จะดีแค่ไหนก็ตาม

 

ขอบคุณภาพปกโดย

ภาพโดย Simon Wijers จาก Pixabay