เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์จริงของผู้เล่า ที่ประสบมาด้วยตัวเองกับเพื่อนๆ เมื่อ 14 ปีก่อน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ายลูกเสือแห่งหนึ่ง ซึ่งที่ตั้งของค่ายนี้ ปัจจุบันตัวผู้เล่าเองก็จำไม่ได้แล้ว แต่คลับคล้ายคลับคลาว่า จะอยู่แถวๆ จังหวัด นครราชสีมา โดยเรื่องทั้งหมดผู้เล่าขอเรียบเรียงเหตุการณ์เป็นวันต่อวัน แบ่งเป็นพาร์ทของเพื่อนแต่ละคนแล้วกันนะคะ 

 


 

https://www.pexels.com/photo/lighted-candles-2262742/

ภาพจาก pexels.com
 


วันที่ 1 คืนที่1
ลืมไหว้

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์แรกที่พวกเราเจอพร้อมๆ กันหมดทั้งค่าย ตัวผู้เล่าไม่ได้เจอดีแต่อย่างใด แต่กลายเป็นว่า เพื่อนต่างห้องเจอดีแทน เหตุการณ์ในคืนแรก หลังจากที่พวกเราเดินทางมาถึงค่ายแห่งนี้ เวลาตอนนั้นประมาณ 15.30 น. อาจารย์ก็จัดการให้พวกเราเข้าแถวแยกตามหมู่ต่างๆ แล้วพาเราไปเก็บสัมภาระที่บ้านพักของแต่ล่ะหมู่ พอเก็บสัมภาระเสร็จ ก็มีการประชุมเปิดพิธีเข้าค่าย แยกย้ายกินข้าว แยกย้ายกันไปอาบน้ำ แล้วก็กลับมารวมกองประชุมที่หอประชุมอีกครั้งหนึ่งในเวลาประมาณ 18.30 น. ผู้เล่าขออธิบายลักษณะของค่ายคร่าวๆ ก่อนนะคะ ค่ายนี้จะตั้งอยู่ในหุบเขา โดยค่ายจะอยู่ใจกลางหุบเขาเลยค่ะ หอประชุมก็จะอยู่ใจกลางค่ายอีกที โดยรอบๆ หอประชุมทั้งซ้ายขวาก็จะเป็นบ้านพักอาจารย์ บ้านพักครูฝึก ถัดๆ ไปก็จะเป็นบ้านพักของลูกเสือ เรียงๆกันไป ทั้งซ้ายและขวา 

Advertisement

Advertisement

 

โดยเหตุการณ์ในคืนแรกนี้ ทางอาจารย์ได้มีการจัดพิธี แล้วแจ้งพวกเราแค่ว่าเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ ตัวผู้เล่าเองก็รู้สึกแปลกใจที่ทำไมต้องดับไฟให้มืดหมดทั้งค่าย แล้วจุดแค่ไฟจากระยะไกลๆ  แถวๆ บ้านพักอาจารย์ ภายในหอประชุมเองก็เหมือนกัน อาจารย์บางคนก็ถือเทียน บางคนก็ไม่ถือเทียน ทำให้บรรยากาศในหอประชุมมีแต่แสงไฟสลัวๆ อยู่รอบๆ ตัวพวกเรา อาจารย์ประมาณสิบกว่าท่านที่มากับพวกเรายืนเรียงหน้ากระดานอยู่ตรงหน้าพวกเรา บริเวณเวทีหอประชุม บางท่านก็กระจายขนาบข้างไปตามแถวตอนยาวที่พวกเรานั่งอยู่ในขณะนั้น

Advertisement

Advertisement

 

รอบข้างพวกเราในตอนนั้น นอกจากความมืด ก็มีแต่ป่าทึบกับภูเขาที่มืดซะยิ่งกว่าความมืด มองไปรอบตัวเองก็เห็นแต่เงาตะคุ่มๆ ของเพื่อนร่วมค่ายที่นั่งกันเป็นแถวๆ เรียงกันไปจนสุดของอีกฟากหนึ่งของหอประชุม เมื่อพิธีเริ่มขึ้นด้วยการสวดมนต์ แค่เริ่มตั้งนะโมยังไม่ทันไร ก็เริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ จากคนที่นั่งแถวหน้าบ้าง แถวหลังบ้าง ตรงกลางบ้าง บางคนกรีดร้อง บางคนหัวเราะเหมือนคนบ้า ทำให้บางคนที่กลัวเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวปนหวาดระแวง กลายเป็นเสียงโหวกเหวกปนเปกันไปหมด อาจารย์ท่านหนึ่งคิดว่า พวกที่ส่งเสียงกรีดร้องเป็นพวกเล่นพิเรนทร์ ก็เอ่ยปากปรามออกมา แต่ไม่เป็นผล กลายเป็นว่าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อมีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เริ่มมีอาการแปลกไป หัวเราะเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง อาจารย์ว่าเท่าไหร่เขาก็ไม่หยุด แล้วก็เริ่มลุกขึ้นโวยวาย ตัวผู้เล่าเองต้องพยายามประคองสติ เพราะเพื่อนสนิทอีกคนกลัวจนร้องไห้จนจะวิ่งหนีออกนอกหอประชุมอยู่แล้ว ผู้เล่าต้องจับมือเพื่อนไว้ แล้วก็มองไปตรงเด็กผู้ชายคนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น

Advertisement

Advertisement

 

ภาพที่เห็นคือ เด็กผู้ชายคนนั้นเริ่มโวยวาย คลุ้มคลั่ง จนอาจารย์ผู้ชายต้องเข้าไปคุมตัวเขาเอาไว้ แต่อาจารย์ผู้ชายคนเดียวรั้งเขาไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมากมายขนาดนั้น เพราะรูปร่างเขาเป็นผู้ชายที่ไม่สูง ตัวป้อมๆ ถ้าเทียบกับอาจารย์ผู้ชายคนนั้นแล้ว จริงๆ แค่อาจารย์ผู้ชายคนเดียวหน้าจะจับตัวเขาได้ แต่นี่ไม่ใช่ ต้องใช้อาจารย์ผู้ชายถึง 3 คน ถึงจับเด็กคนนั้นไว้ได้ ผู้เล่าสังเกตเห็นว่าอาจารย์ผู้หญิงบางคนถึงกับร้องไห้ อาจจะด้วยความกลัวหรือเป็นห่วงลูกศิษย์ก็ไม่ทราบได้  ณ เวลานั้น เป็นเวลาเกือบ 20.30 น. กว่าจะจับเด็กผู้ชายคนนั้นและให้เขาสงบสติอารมณ์ได้ ผู้เล่าได้ยินเสียงเด็กคนนั้นพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า 

ทำไมพวกเอ็งไม่ไหว้ข้า

ทำไมพวกเอ็งไม่ไหว้ข้า

 

เขาพูดย้ำๆ อยู่แต่ประโยคนี้ สลับกับการหัวเราะเหมือนคนไม่มีสติ จนอาจารย์ผู้ชายสามท่านนั้นต้องคุมตัวเขาเข้าไปในบ้านพักอาจารย์ที่อยู่ใกล้หอประชุมที่สุด เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลงแล้ว พวเราที่เหลือที่นั่งขวัญเสียกันอยู่ในหอประชุม ก็ได้รับคำสั่งว่าให้ลุกขึ้นแล้วรับธูปไป จำนวนกี่ดอกนี่ผู้เล่าจำไม่ได้จริงๆ ไม่ 1 ดอก ก็ 5 ดอก พวกเราก็เดินถือธูปกันแล้วเดินตามพวกอาจารย์ไปจนถึงตีนเขาลูกหนึ่ง

 

ที่ตีนเขาลูกนั้นมีศาลเก่าๆ ตั้งอยู่ มาถึงจุดนี้ ผู้เล่าถึงบางอ้อในทันที ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นั้นคืออะไร ที่เด็กผู้ชายคนนั้นพูดย้ำๆ อยู่ตลอดเกือบครึ่งชั่วโมงนั่นก็คือ ทำไมพวกเราไม่มาไหว้เจ้าที่เจ้าทางตรงนี้ก่อน อาจด้วยเพราะความไม่รู้ หรือหลงลืมของอาจารย์ผู้นำทีม ถึงทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อพวกเราทุกคนมาไหว้ศาล เหตุการณ์ทุกอย่างในคืนแรก ก็ดูจะจบลงได้ด้วยดี ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าบ้านพัก นอนพักผ่อนเพื่อจะได้เริ่มกิจกรรมในวันต่อไป

 


 

https://www.pexels.com/photo/curtain-hands-indoors-light-626164/

ภาพจาก pexels.com
 


 

วันที่ 2
ลุงคนนั้นหายไปไหน

 

เช้าวันใหม่ เริ่มด้วยกิจกรรมตามปกติ อาบน้ำ กินข้าวเช้า ทำกิจกรรมช่วงเช้า พักทานข้าวเที่ยง และรวมกองกันอีกครั้งในตอนบ่าย  ช่วงบ่ายของวันนี้เป็นกิจกรรมเดินทางไกลผสมกับการเข้าฐาน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เดินไปตามเส้นทางตัดผ่านเขา ลักษณะทางเดินจะเป็นทางดินลูกรัง ขึ้นไปทางภูเขาที่ไม่สูงมากนัก เป็นทางเนินบ้าง ที่ราบบ้าง ผ่านทุ่งหญ้าบ้าง พวกเราเริ่มออกเดินทางไกลในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. โดยจุดเริ่มต้นของพวกเราก็คือที่สนามหน้าหอประชุม อาจารย์ค่อยๆ ปล่อยพวกเราให้เดินไปทีละหมู่อย่างเป็นระเบียบ

 

เมื่ออาจารย์ปล่อยลูกเสือจนถึงหมู่สุดท้าย จากที่เดินกันเป็นหมู่อย่างเป็นระเบียบ ก็กลายเป็นว่าต่างคนต่างเดิน แยกเป็น 2 คน 3 คน เดินเป็นกลุ่มเล็กบ้างกลุ่มใหญ่บ้าง หาความเป็นระเบียบไม่เจออีกต่อไปแล้ว ก็นะ...พวกเราไม่ใช่เด็กมัธยมต้น แต่เป็นเด็กโตแล้ว ตอนนั้นอายุประมาณ 16 -17 กันแล้ว ก็เลยไม่ได้มีความรู้สึกที่จะต้องกลัวครู หรือจะเคร่งกับกฎอะไรขนาดนั้น พอถึงฐานทำกิจกรรมใครอยากเล่นก็เล่นไม่อยากเล่นก็ข้ามได้ เป็นการเดินทางไกลที่ชิลมากจริงๆ

 

ตัวผู้เล่าเองก็เดินคู่กันกับเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. เห็นจะได้ แดดร่มลมตกกำลังดี เราเดินมาจนถึงบริเวณทุ่งหญ้ากว้าง ที่มีแต่ต้นหญ้าสีน้ำตาล ขึ้นสูงขึ้นมาเกือบท่วมหัว ดีที่ว่าถนนทางดินลูกรังที่เราใช้สัญจรมันค่อนข้างสูงกว่าระดับหญ้าพอสมควร ทำให้เดินได้ไม่ลำบากมากนัก ระหว่างที่ผู้เล่ากำลังเดินกินลมชมวิวอย่างสบายใจ ตัวผู้เล่าเองก็รู้สึกได้ยินเสียงเหมือนมีใครเดินเอามือไล่กวาดต้นหญ้าเล่นมาตามทาง เสียงมันดังมาจากทางเดินด้านหลังของผู้เล่า พอหันไปก็ไม่มีใคร คนที่เดินอยู่ด้านหลังก็อยู่ห่างออกไปอีกตั้งหลายเมตร ผู้เล่ารู้สึกขนลุกแปลกๆ จึงบอกกับเพื่อนให้รีบเดินไปข้างหน้า เผื่อเสียงที่ได้ยินมันจะเป็นงูเป็นอะไร จะได้ปลอดภัยไว้ก่อน เรารีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น จนกระทั่งเดินไปเจอเพื่อนผู้หญิงที่เราสนิทด้วยอีก 2 คน ยืนนิ่งๆ อยู่ข้างหน้าห่างออกไปประมาณ 10 เมตร 

 

ขออธิบายสักเล็กน้อยถึงอุปนิสัยของเพื่อนสองคนนี้ คนนึงชื่อโอ๋ อีกคนชื่อกิ๊ก สองคนนี้เขาจะสนิทกันมาก เป็นคู่หูดูโอ้ ตัวติดก่อนตลอดเวลา ทั้งคู่จะเป็นคนคุยสนุก หัวเราะเก่ง อัธยาศัยดี ออกไปทางกระดี๊กระด๊าเกินเหตุเสียด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นล่ะ คือกิ๊กกับโอ๋ตัวจริง พอผู้เล่าเดินมาถึงตัวโอ๋กับกิ๊ก โอ่ก็ได้แต่ยื่นอยู่นิ่งๆ กิ๊กจับแขนโอ๋ไว้แล้วก็ยื่นนิ่งๆเหมือนกัน ทั้งคู่เหมือนถูกสตัฟฟ์ไว้ในท่าที่หันไปมองทางเดียวกัน ผู้เล่าก็ยังพยายามเรียกโอ๋อยู่อย่างนั้น พรางเขน่าแขนโอ๋ไปด้วย

 

โอ๋ เป็นไรรึเปล่า โอ๋อออ

 

โอ๋ ได้แต่ยืนนิ่งๆ เหมือนคนสติหลุด พอผู้เล่าเรียกอีกครั้งหนึ่ง โอ๋ถึงได้มีสติกลับมา ผู้เล่าก็ถามด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง ครั้งนี้โอ๋พูด โอ๋บอกว่า เมื่อกี้นี้ โอ๋กับกิ๊กเห็นลุงแก่ๆ คนหนึ่งขับเกวียนผ่านมา ด้วยความที่โอ๋เป็นคนอัธยาศัยดี ก็เลยกล่าวทักทายลุงคนนั้นไป

 

ลุงจะไปไหนเหรอคะ? จะไปทำนาเหรอ? 

 

สิ้นคำถามนั้น โอ๋ก็ได้แต่มองลุงคนนั้นขับเกวียนผ่านไป ลุงได้แต่ยิ้มให้ไม่ได้ตอบอะไร โอ๋บอกว่าโอ๋เห็นวัวของคุณลุงตัวสีทอง สวยดี ก็เลยมองอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งทั้งลุงทั้งเกวียนและวัวหายวับไปกับตา เท่านั้นแหละ โอ๋กับกิ๊ก ก็ได้แต่ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งตัวผู้เล่าเดินมาถึงตัวของทั้งคู่นั่นแหละ โอ๋กับกิ๊กถึงได้รู้สึกตัว ในขณะที่โอ๋กำลังเล่า น้ำตาของโอ๋ก็เริ่มรื้นๆขึ้นมา กิ๊กเองก็ได้แต่เกาะแขนโอ๋ตลอดเวลา ผู้เล่าเองก็เห็นใจเพื่อน คงตกใจมากไม่ใช่น้อย ผู้เล่ากับเพื่อนสนิท จึงช่วยกันประคองทั้งกิ๊กและโอ๋ ให้เดินไปด้วยกัน จนถึงหอประชุม

 


 

https://www.pexels.com/photo/backlit-dark-light-people-878979/

ภาพจาก pexels.com
 


 

วันสุดท้าย
เขาตามกลับมา
 

 

วันนี้ เป็นวันพฤหัส เป็นวันที่พวกเราจะได้เดินทางกลับกันแล้ว กิจกรรมในช่วงเช้าก็เป็นเพียงพิธีการปิดการเข้าค่าย และร่วมรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกันก่อนที่จะเดินทางกลับในช่วงบ่าย เหตุการณ์ดำเนินไปตามปกติ พวกเราขึ้นรถและเดินทางกลับจนมาถึงกรุงเทพ ในช่วงเวลาประมาณ 3 - 4 โมงเย็น รถบัสพาเรามาส่งที่บริเวณถนนหน้าโรงเรียน พอลงรถก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน 

 

เนื่องจากเมื่อวานเป็นวันพฤหัส วันรุ่งขึ้น เป็นวันเปิดเรียนซึ่งมีการเปิดสอนตามปกติ แต่อีกเพียงวันเดียวก็จะได้หยุดเสาร์-อาทิตย์แล้ว นักเรียนส่วนใหญ่คิดเหมือนกันว่าวันศุกร์นี้จะไม่มาเรียนดีกว่า เพราะต่างก็เหนื่อยกับการเดินทางไปเข้าค่ายหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีนักเรียนบางส่วนที่เดินทางมาเรียนตามปกติอยู่ ผู้เล่าก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เดินทางมาเรียนตามปกติ 

 

บรรยากาศในวันนั้นช่างเงียบเหงา เนื่องจากนักเรียนชั้น ปวช.1 ขาดเรียนไปเกือบ 90% พอถึงเวลาพักเที่ยง ตัวผู้เล่าและเพื่อนๆ ที่มาเรียนก็เลยลงมาหาข้าวทานด้วยกัน โรงอาหารในวันนั้นดูโล่งไปเยอะมากจากปกติที่จะมีนักเรียนนั่งอยู่เต็มเกือบทุกโต๊ะ ผู้เล่ากับเพื่อนๆ ก็เลยไปชวนเพื่อนต่างห้องมานั่งกินข้าวด้วยกัน เพื่อจะได้พูดคุยเม้าส์มอยกัน อยู่ๆ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งเปิดประเด็นเล่าถึงเหตุการณ์ในค่ายที่ไปเจอมา โอ๋กับกิ๊ก ก็เล่าเรื่องของตัวเองที่เจอลุงปริศนาคนนั้น ทุกคนต่างผลัดกันเล่าผลัดกันฟัง จนมาถึงเพื่อนคนสุดท้ายที่อยู่ต่างห้องกับผู้เล่า ต้องขออธิบายก่อนเลยว่าเพื่อนคนนี้มีซิกเซ้นต์  ณ ตอนนั้น พวกเราเรียกนางว่าแม่หมอ เพราะนางรับดูดวงด้วย ดูแบบพวกไผ่ยิปซี คิดค่าดูแค่ 9 บาท ใครไปดูกับนางส่วนใหญ่ก็บอกว่าแม่น อาจารย์บางคนก็เคยให้นางดูให้ ท่านก็ว่าค่อนข้างตรง แต่ตัวผู้เล่าเองไม่เคยดูกับนางหรอกนะคะ ไม่ค่อยชอบดูดวงเท่าไหร่

 

ตัวแม่หมอเองไม่ได้เจออะไรมาก แต่มีเรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมห้องของนางคนหนึ่งซึ่งเป็นหนุ่มที่หล่อที่สุดของรุ่นเราในตอนนั้น หล่อแค่ไหนผู้เล่าก็ขอบอกว่า เขาเป็นเด็กผู้ชายผิวขาว ร่างสูง ตัดผมรองทรง หน้าตาอินเทรนด์ไปทางญี่ปุ่นก็ได้ เกาหลีก็ดี เพราะลุคเขาไปนางหนุ่มตี๋ๆ คือว่าโครงหน้าเหมือนลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ไทย-เกาหลี อะไรทำนองนั้นเลยล่ะค่ะ คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปากอมชมพู คือ ป๊อบมากที่สุดในรุ่นพวกเราตอนนั้นแล้ว แต่ก็เพราะความหล่อของเขานี่หละค่ะที่เป็นเหตุทำให้เขาต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ แม่หมอเล่าว่า เมื่อวานตอนเราเดินทางกลับกัน รถบัสทุกคันก็มักจะมีเด็กหลังรถที่ชอบเปิดเพลงเต้นกันสนุกสนาน รถบัสแบบนี้มักจะมีไฟ ที่เราเรียกกันว่าไฟเธค แสง สี เสียง ครบครัน แต่หนุ่มหล่อคนนี้เขาเป็นคนไม่เต้น เป็นแนวหล่อมาดนิ่งๆ เขาก็นั่งเฉยๆ คุยกับเพื่อนสนิทไปพราง หลับไปพราง

 

ในขณะที่หลับๆ ตื่นๆ อยู่บนรถที่กำลังแล่นไปเรื่อยๆ เขาก็รู้สึกเหมือนได้เสียงผู้หญิงเรียกชื่อเขา ผู้เล่าจำชื่อเขาไม่ได้แล้วจริงๆแต่สมมติว่าชื่อเกมแล้วกัน เขาได้ยินเสียงผู้หญิงเย็นๆ เรียกชื่อเขา

 

เกม เกมมมมมมมมม

 

เขาค่อยๆ หันไปมองตามทิศทางของเสียง ซึ่งมาจากด้านหลังของรถ ตรงที่มีกลุ่มเด็กหลังรถนั่งอยู่ และเขาก็เห็นที่มาของเสียงผู้หญิงที่เรียกชื่อเขา ภาพที่เขาเห็นคือ ผู้หญิงผมยาว ใส่ชุดไทยสไบเขียว ยืนรำอย่างเชื่องช้าชดช้อยอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กที่กำลังเต้นแร้งเต้นกาไปกับทำนองเพลงแด๊นซ์ที่เร้าอารมณ์สุดๆ ไปด้วยเสียงเบสที่หนักหน่วง มันช่างเป็นภาพที่ช่างย้อนแย้งกันเสียเหลือเกิน ยัง เท่านั้นยังไม่พอ หญิงไทยสไบเขียวยังรำแล้วค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ๆ ตรงที่เกมนั่ง พร้อมกับเสียงเย็นๆ ที่เหมือนเสียงมันลอยอออกมาเองโดยที่นางไม่ต้องขยับปาก เสียงเย็นๆ นั้นพูดกับเกมว่า

 

หล่อจัง ชอบบบบ อยากเอาไปอยู่ด้วยยยย

 

ได้ยินเพียงเท่านั้นเกมก็หันหน้ากลับมา พร้อมกับหลับตาปี๋ นั่งกอดอกตัวสั่นเกร็งไปหมด เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ พอเห็นเกมผิดปกติไปก็พยายามถามว่าเกมเป็นอะไร หลับตาทำไม เขย่าตัวก็แล้ว เรียกเท่าไหร่เกมก็ไม่ยอมพูด ไม่ยอมเล่าอะไร หลับตาปี๋มาตลอดทางจนถึงกรุงเทพ พอรถบัสจอดหน้าโรงเรียน เขาก็รีบหยิบสัมภาระแล้ววิ่งไปโบกแท็กซี่กลับบ้านไปเลย

 

เพื่อนที่สนิทกับเกม ด้วยความเป็นห่วงจึงทักไปถามว่าเกมเป็นอะไรเกิดอะไรขึ้น เกมจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟังผ่านทาง Msn (สมัยนั้นยังเป็นที่นิยม) เพียงชั่วข้ามคืนเรื่องของเกมก็เป็นที่พูดถึงกันของเด็กภายในห้อง แม่หมอก็เป็นคนนึงที่ได้รับฟังมาจึงนำมาเล่าต่อ ผู้เล่าเองก็กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่เท่าที่สังเกตได้ เกมไม่มาเรียนเลยหลังจากนั้นถึงสองอาทิตย์ ได้ข่าวว่าที่บ้านถึงกับต้องพาไปทำบุญอยู่หลายวัด กว่าอาการจะดีขึ้น นี่แหละน้าาา หล่อเป็นเหตุ 

 

นอกจากนั้นแม่หมอก็ทิ้งท้ายไว้อีกด้วยว่า ที่นางเห็นก็พอมีนะ ขากลับอ่ะ เป็นวิญญาณของชาวบ้าน แต่งชุดชาวไร่ชาวนาสมัยก่อน คงจะตามมาจากที่ค่ายนั่นแหละ เกาะหลังคารถบัสโรงเรียนเรามาด้วยทุกคันเลย แต่พวกเขาเข้ามาในเขตโรงเรียนไม่ได้เพราะว่า มีพระพรหมซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนคอยดูแลและกันสิ่งพวกนี้ไม่ให้เข้ามา พวกเขาจึงไม่สามารถเข้ามาทำอะไรพวกเราได้ 

 


 

ที่มาของภาพหน้าปก pexels.com