เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองเเรกที่เข้าสู่ภาคอีสานเป็นเมืองที่มีจุดยุทธศาสตร์สำคัญมาตั้งแต่อดีต ทั้งการค้าและเป็นปราการป้องกันข้าศึกที่สำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงทำให้รัฐต่าง ๆ ในสมัยโบราณต้องการที่จะเข้ามาครอบครอง

          หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และหลักฐานทางโบราณคดีของเมืองนครราชสีมานั้นไม่มีความต่อเนื่องกัน ด้วยเหตุที่ว่าเมืองนครราชสีมาห่างจากศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่มาก อีกทั้งยังมีประการที่สำคัญขวางกั้นอยู่คือป่าดงพระยาไฟซึ่งทำให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ทั้งไข้ป่า สัตว์ร้ายและสัตว์มีพิษต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างชุกชุม แต่ถึงกระนั้นเมืองนครราชสีมาก็ยังถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรอยุธยาจนได้

              ในสมัยก่อนนนั้นเมืองนครราชสีมาไม่ได้เป็นเมืองแบบในปัจจุบัน โดยจะแบ่งออกเป็นเมืองเล็กๆ มีเจ้าเมืองหรือกษัตริย์ ปกครองอยู่ ตัวอย่างเช่น เมืองเสมา (สูงเนิน) เมืองพิมาย (วิมายะปุระ) เมืองปักธงชัย (สันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญอีกเมืองหนึ่ง) เป็นต้น

Advertisement

Advertisement

คูน้ำรอบเมืองนครราชสีมา ภาพถ่ายโดย พงศธร อิ่มอุดม

              ราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตรงกับสมัยของสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (เจ้าสามพระยา) พระองค์ได้แผ่อำนาจมายังเมืองพิมายด้วยกำลังทหาร เมื่อยึดเมืองพิมายได้แล้ว จึงยายศูนย์กลางของเมืองมายังเมืองโคราช นั้นก็คือเขตกำแพงเมืองปัจจุบัน ต่อมมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้จัดให้เมืองนครราชสีมาอยู่ในลำดับเมืองชั้นโท (บันทึกในกฎหมายตราสามดวง) เป็นลำดับหัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปถัดจากเมืองชั้นเอก

               ความสำคัญของเมืองนครราชสีมาเห็นได้ชัดขึ้น ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 22 ในสมัยนี้เมืองนครราชสีมาได้มีการก่อสร้างกำแพงเมืองตามแบบตะวันตกคือ มีการนำก้อนอิฐมาก่อเป็นกำแพงเมือง และใช้หินศิลาแลงกับหินทรายที่รื้อมาจากปราสาทหินสมัยเขมร มาก่อเป็นส่วนกรอบประตูเมืองและตามขอบเหลี่ยมของกำแพงเมืองให้มีความแข็งเเรงมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากประตูชุมพลส่วนของประตูกำแพงเมืองด้านที่ยังสมบูรณ์ที่สุดทางทิศตะวันออก อีก 3 ประตูเมืองคือ ประตูพลแสน ประตูพลล้าน ประตูไชยณรงค์ เป็นประตูที่สร้างขึ้นมาใหม่แทนของเก่า ในส่วนประตูกำแพงเมืองด้านบนจะสร้างเป็นเรื่อนหลังคาจั่วไว้คอยสังเกตุการ ส่วนทางเดินด้านบนกำแพงเมืองจะเจาะช่องมองกากบาทไว้มองลอดผ่าน และใบเสมาเพื่อกำบังอาวุธยิง 

Advertisement

Advertisement

                       พระประธานวัดสระแก้ว สร้างในสมัยอยุธยา ภาพถ่ายโดย พงศธร อิ่มอุดม

               ในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2 หรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระชัยเมืองนครราชสีมาขึ้น พระชัยเมืองนี้พระองได้ทรงโปรดเกล้าให้สร้างในหัวเมืองสำคัญถึง 4 หัวเมือง คือ เมืองพิษณุโลก เมืองอุตรดิศษ์ เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองนครราชสีมา ซึ่งในสมัยของพระองค์นั้นมีสงครามตลอดรัชการ ด้วยเหตุนี้สามารถตีความได้ว่า เมืองนครราชสีมานอกจากเป็นเมืองการค้า ทรัพยากรทางธรรมชาติ และเมืองหน้าด่านแล้ว ยังเป็นเมืองที่เก็บรักษากำลังพลไว้ใช้ในยามสงคราม เพราะข้าศึกทางตอนเหนือเขาถึงได้ยาก (ไม่มีปรากฎว่ากองทัพหงสาวดี หรือกองทัพพม่าเข้ามาตีเมืองนครราชสีมา)

Advertisement

Advertisement

พระประธานวัดบึง สร้างในสมัยอยุธยา ภาพถ่ายโดย พงศธร อิ่มอุดม

                เมืองนครราชสีมานอกจากมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรอยุธยาในด้านการเมืองการปกครองแล้ว ทางด้านศิลปกรรมก็มีความสัมพันธ์อีกเช่นกัน นอกจากกำแพงเมืองนครราชสีมาแล้วภายในกำแพงเมืองยังมีวัดถึง 6 วัด มี วัดพายัพ วัดบึง วัดสระแก้ว วัดบูรพ์ วัดพระนารายณ์ และวัดอีสาน วัดทั้งหมดนี้ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด พระประธานในพระอุโบสถยังเป็นของเดิมเมื่อครั้งแรกสร้าง แต่มีส่วนผสมของศิลปะลาวและศิลปะท้องถิ่น ยกเว้นวัดพายัพไม่ปรากฎศิลปะกรรมเดิม ในส่วนวัดบึงนั้น ฐานพระอุโบสถเดิมยังมีโครงสร้างแบบเดิมอยู่คือแอ่นโค้งสำเภา ซึ่งมีความเชื่อว่าเรือสำเภาเป็นพาหนะที่ล่องไปสู่พระนิพพาน 

พระประธานวัดอีสาน พระประธานที่สวยที่สุดในเขตกำแพงเมืองนครราชสีมา ภาพถ่ายโดย พงศธร อิ่มอุดม

                 เมืองนครราชสีมาไม่ได้มีความสำคัญแต่ในสมัยอยุธยาเท่านั้น ในสมัยรัตนโกสินก็มีความสำคัญไม่แพ้กันโดยเฉพาะในสมัยรัชการที่สามเมืองนครราชสีมาทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่าน อีกทั้งในสมัยรัชการที่ 5 เมืองนครราชสีมาเป็นหัวเมืองสำคัญที่ต้องยันกับอาณานิคมไม่ให้คืบกินภาคอีสานจึงต้องสร้างทางรถไฟเพื่อสะดวกในการคมนาคมขนส่ง ทั้งสินค้า กำลังพลและยุทธปัจจัยต่าง ๆ และเพื่อสะดวกในการเข้ามาตรวจราชการแผ่นดินจึงทำให้ทางภาคอีสานมีความเป็นเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น และง่ายต่อการดูแลจากทางส่วนกลาง

ฐานพระอุโบสถเดิมสมัยอยธยา วัดบึง ภาพถ่ายโดย พงศธร อิ่มอุดม

 

ภาพถ่ายโดย พงศธร อิ่มอุดม