วันนี้ผมอยากจะนำเสนอบทความ ที่ผมได้เคยเขียนไว้เมื่อตอนบวชเป็นพระ เรื่องนี้เป็นการพินิจพิเคราะห์เรื่องในชีวิตประจำวัน เปรียบเทียบกับการทำธุรกิจ ลองอ่านดูนะครับ

วันนี้หลวงพี่จะขอเล่าถึงเรื่องกวาดลานวัด หลวงพี่มีเวลาว่างเลยเข้าไปถามพระพี่เลี้ยง ว่าให้หลวงพี่ช่วยทำอะไรไหม ท่านก็ได้วานให้หลวงพี่กวาดใบไม้รอบกุฏิ พอได้ยินหลวงพี่ก็เริ่มคิดหนัก มองแล้วใบไม้มันเยอะเสียเหลือเกิน อีกอย่างหลวงพี่เคยใช้แต่ไม้กวาดดอกหญ้าอันเล็ก ไม่เคยใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวมาก่อน มันทั้งใหญ่เทอะทะทั้งหนัก แค่คิดก็เหนื่อยเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ตามพระพี่เลี้ยงวานให้หลวงพี่ช่วยทำแล้วก็คงเลี่ยงไม่ได้

เริ่มแรกหลวงพี่ก็กวาดแบบเงอะงะ เราก็ไม่เคยทำมาก่อน เราพยายามเอาหัวไม้กวาดแนบไปกับพื้นเป็นแนวราบ คิดว่าจะได้พื้นที่กวาดทีละเยอะ ๆ น่าจะกวาดได้เร็ว ระหว่างทำก็เริ่มตั้งสติและพิจารณาถึงการกวาดพื้นครั้งนี้ ก็คิดได้ว่าเราก็ว่างอยู่ นี่เราได้ช่วยธุระของพระพี่เลี้ยง ก็เป็นการทำกรรมดีในการช่วยเหลือผู้อื่น หรือหากมองอีกมุมหนึ่ง นี่ก็ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างดีด้วย พอคิดได้อย่างนั้นก็เริ่มมีกำลังใจขึ้นมา เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรามีใจอยากจะทำ จากนั้นหลวงพี่ก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มออกท่าทางสนุกสนาน กวาดปนเล่นไป คือเปลี่ยนท่านี้ที ท่านั้นที เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็พบว่าถ้าเราจับไม้กวาดตั้งตรง กวาดสั้น ๆ แต่ถี่ ๆ จะเบาแรงกว่าเร็วกว่า ถึงตอนนี้หลวงพี่ก็รู้สึกว่าการกวาดลานวัดไม่ใช่เรื่องเหนื่อยยากอย่างที่คิด และทำเสร็จก่อนเวลาที่คิดไว้อีกซะด้วย พอเวลาเหลือและหลวงพี่ยังพอมีแรงอยู่ จึงไปกวาดรอบศาลาข้าง ๆ ต่อ ที่รอบศาลานั้นนอกจากเศษใบไม้ ก็มีขี้นกที่แห้งติดพื้นกวาดไม่ออก วิธีแก้คือคงต้องเอาน้ำมาราดให้มันเปียกสักหน่อย แล้วค่อยมากวาดน่าจะหลุดออกได้ง่ายขึ้น แต่กระนั้นหลวงพี่ก็มองไปเห็นถึงกลุ่มเมฆสีเทา และลมเย็นชื้น ๆ ที่พัดโชยมา จากประสบการณ์ อาการแบบนี้บ่งบอกว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า หลวงพี่รู้เช่นนั้นจึงพักกิจกวาดพื้นไว้เสียก่อน รอหลังฝนตกจึงค่อยเริ่มกวาด เพราะใช้โอกาสที่ฝนตกให้พื้นเปียกแทนการราดน้ำ

Advertisement

Advertisement

กุฏิพอจบกิจหลวงพี่ก็มาพิจารณาเรื่องราว และพบว่าการกวาดลานวัดครั้งนี้ ก็เหมือนการทำกิจธุระอย่างหนึ่ง จะเอาไปใช้เป็นข้อคิดในการทำงานก็ใช้ได้ โดยส่วนใหญ่หากเราได้รับมอบหมายให้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ แน่นอนมันก็ต้องดูยากในสายตาเรา เพราะเราไม่เคยทำและทำไม่เป็น ในกรณีนี้หลวงพี่ก็ไม่ได้ถามว่าทำอย่างไร ไม่มีตัวอย่าง ไม่มีใครสอน ก็งมถูกงมผิดเอง ทำไปแบบเงอะงะในช่วงแรก การทำงานหากไม่มีคนสอน เราก็ทำไปด้วยความรู้ความสามารถของตัวเองที่มี ก็สามารถทำกิจให้สำเร็จได้ แต่วิธีที่ทำอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็เป็นได้ ถ้าจะให้ดีมีกัลยาณมิตรช่วยสอนก็จะทุ่นแรงไปได้ ในเรื่องนี้หลวงพี่ทำอย่างมีความสุข ตั้งใจ มุ่งมั่น และมีสติคิดพิจารณาในสิ่งที่ทำ จึงนำไปสู่ความสำเร็จ ดั่งหลักคำสอนตามหลัก อิทธิบาท ๔ (ฉันทะ คือ ความพอใจ, วิริยะ คือ ความเพียร, จิตตะ คือ ฝักใฝ่, วิมังสา คือ หมั่นตริตรอง) เมื่อทั้งสี่อย่างรวมกัน กล่าวคือหลวงพี่รู้ว่าการกวาดลานวัดครั้งนี้ เป็นการก่อกรรมดีก็พอใจที่จะทำ และหลวงพี่มีความเพียรกวาดอย่างตั้งใจ หลวงพี่ฝักใฝ่คิดทดลองเปลี่ยนท่าไปมา และสุดท้ายหมั่นตริตรองในทุก ๆ ท่าที่ได้ลอง จนพบท่ากวาดแบบใหม่ที่ดีกว่าเดิมนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

พอเรามีความรู้เริ่มชำนาญ ก็พบว่ากิจที่ได้รับมอบหมายนี้มิได้ยากอย่างตอนเริ่มแรก และในตอนนี้เรามีกำลังที่จะทำได้อีกจึงขยายพื้นที่ เปรียบกับการทำธุรกิจ เริ่มแรกเราไม่มีความรู้ความชำนาญจึงควรเริ่มจากเล็ก ๆ พอเชี่ยวชาญแล้วประมาณหนึ่ง และเห็นว่ามีกำลังมาก พอจึงค่อยขยายกิจการ นี่คือการทำงานแบบมีสติและปัญญา คือใช้สติจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ และใช้ปัญญาเพื่อไตร่ตรอง พึงรู้ว่าในการทำกิจนั้น ๆ ต้องใช้พลังงานและทรัพยากรเท่าไหร่ และตัวเองมีกำลังพอที่จะทำให้การงานให้สำเร็จผลอย่างที่หวังไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นการทำกิจโดยไม่ประมาท หลังจากขยายธุรกิจแล้วเราอาจพบอุปสรรคใหม่ ในที่นี้คือขี้นกที่แห้งไม่สามารถกวาดด้วยไม่กวาดอย่างเดียวได้ ต้องใช้น้ำช่วย กล่าวคือ เวลาเราขยายธุรกิจเราก็มีโอกาสเจอปัญหาใหม่ที่เราไม่เคยเจอ และเราอาจไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมได้ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ในที่นี้เรายังคงใช้วิธีการเดิม แต่แทรกขั้นตอนด้วยการใส่น้ำเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการชะล้าง เพราะหากคงใช้วิธีการเดิมอยู่นั้น ก็ไม่มีทางที่จะกวาดได้สะอาดเป็นแน่

บิณทบาตรสุดท้ายเหตุการณ์ที่หลวงพี่รอฝนตกก่อนจึงค่อยกวาดทีเดียวนั้น เปรียบได้กับการใช้จังหวะหรือโอกาสที่สมควร เพื่อเอื้อต่อการประกอบกิจการ แต่กว่าเราจะมองเห็นโอกาส โดยใช้ฝนที่กำลังจะตกทดแทนการราดน้ำในครั้งนี้ เราจะต้องมีความรู้พื้นฐานและความชำนาญในระดับนึงเสียก่อน มิเช่นนั้นถึงมีโอกาสเข้ามา แต่เราก็คงมองไม่เห็น ในที่นี้คือถ้าหลวงพี่ไม่มีความรู้ว่าเมฆสีเทารวมกับลมชื้น ๆ แปลว่าฝนจะตก ก็คงเอาน้ำมาราดพื้นแล้วกวาดไปตั้งแต่ก่อนฝนจะตกแล้ว จึงสรุปได้ว่าในการจะทำกิจใดกิจหนึ่งนั้น หากเราเพียรหาความรู้ซะก่อน เวลาลงมือทำนั้น ความรู้ที่มีจะกลับมาช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้นั่นเอง การเพียรหาความรู้นั้นก็คือการทำกรรมดีอย่างหนึ่ง กรรมดีที่เราได้เคยทำสั่งสมไว้นั้น สักวันหนึ่งจะย้อนกลับมาช่วยเหลือเกื้อหนุนเราในวันข้างหน้า สุดแต่จะเร็วจะช้าก็ตามวาระโอกาส

หลวงพี่จึงขอจบไว้ตรงนี้ว่า มนุษย์เราจงเพียรทำกรรมดี ละเว้นความชั่ว ดำเนินชีวิตอย่างมีสติและปัญญา หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีประโยชน์ และสามารถใช้ได้จริง หากศึกษาและนำไปใช้ปฏิบัติ จะสำเร็จผลและเห็นได้ด้วยตัวเอง พิธีบวช

ภาพทั้งหมดโดย : นักเขียน