นครพนม – “เที่ยงคืนผมก็จะเปิดอ่านรายงาน” ผู้ว่านครพนมย้อนเกล็ด ตั้งทีมปราบโกงงบภัยแล้ง ตรวจสอบทั้ง 12 อำเภอ พบทำผิดฟันไม่เลี้ยง

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครพนม  นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในการประชุม แต่งตั้งคณะทำงานติดตามผลการดำเนินการตามงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2562  เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในอันเนื่องมาจากปัญหาภัยแล้ง เพื่อวางแนวทางมาตรการ ในการกำกับดูแลโครงการขุดลอกพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งกำลังมีปัญหาจากกลุ่มนักเดินสายหักค่าหัวคิวการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้

โดยปี 2562  จังหวัดนครพนมได้รับงบประมาณจากรัฐบาล จำนวน 200 ล้านบาท พร้อมจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ทุกอำเภอ 12 อำเภอๆ ละ 10-15 ล้านบาท แต่ภายหลังการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแผนที่ทางจังหวัดต้องการ เพราะโครงการดังกล่าวเกิดจากความห่วงใยของรัฐบาลต่อพี่น้องประชาชน มีความอยู่ดีกินดี กลับมีผู้ที่อาศัยช่องว่างหากินกับงบประมาณ จึงมีตัวแทนชาวบ้านหลายอำเภอ ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหามาตรฐานการดำเนินโครงการ ว่า มีการดำเนินการไม่ตรงตามแบบสัญญาจ้าง  และไม่เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล  ที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว และใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขุดลอกพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงระบบประปา เพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร  โดยใช้วิธีตกลงราคาในการหาผู้รับจ้าง โครงการละไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ผู้ที่ได้งานกลับทำงานอย่างลวกๆ เพราะมีบางคนอ้างว่าทำอย่างไรก็ได้ คนที่ตรวจงานไม่ใช่คนอื่นคนไกล ตรวจอย่างไรก็ผ่าน กระทั่งสื่อเสนอความไม่ชอบมาพากลของโครงการ ทำให้หลายคนที่เตรียมจะงาบออกมาแก้ตัวพัลวัน ประกอบกับนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เคยพูดในที่ประชุมก่อนจะแบ่งงบประมาณนี้ให้แก่แต่ละอำเภอว่า ขอให้ทำงานอย่างโปร่งใส อย่ามีการตุกติกหรือหมกเม็ดเด็ดขาด แต่ไม่วายที่จะงุบงิบกันจนเกิดปัญหาร้องเรียน

Advertisement

Advertisement

ล่าสุด นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม มีคำสั่งจังหวัดนครพนม ที่3312/2562    แต่งตั้งคณะทำงานติดตามผลการดำเนินการตามงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2562 เพื่อตรวจสอบติดตาม การดำเนินโครงการในพื้นที่ทั้ง 12 อำเภอ  ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากหัวหน้าส่วนราชการเกี่ยวข้อง อาทิ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ท้องถิ่นจังหวัดฯ ประปา ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมฯ ชลประทาน คลังจังหวัดฯ ศูนย์ดำรงธรรม หัวหน้าตรวจสอบภายใน สำนักงานจังหวัดนครพนม โยธาและผังเมือง เกษตรจังหวัดฯ โดยแยกออกเป็น 3 คณะ มีนางวิไลวรรณ ไกรโสดา นายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รอง ผวจ.ฯ และ นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว ปลัดจังหวัดฯ เป็นหัวหน้าคณะ  โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งจะทำหน้าที่เร่งรัด ควบคุมกำกับดูแล และลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามต่อเนื่อง จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2563  พร้อมกันนี้ ผวจ.นครพนม สั่งจัดทำแผนงาน มอบหมายให้คณะลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามประเมินการทำงาน และมีการรายงานความคืบหน้าแบบวันต่อวัน และสรุปรายงานทุกวันศุกร์ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหมกเม็ด งานไม่ได้มาตรฐานตามแบบสัญญาจ้าง  พร้อมกำชับให้คณะกรรมการตรวจรับงาน ดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้อง กำชับห้ามมีข้ออ้างว่าติดราชการอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงาน “เที่ยงคืนผมก็จะเปิดอ่านรายงานของพวกคุณ ชอบทำงานกันแบบเด็กๆ ผมก็ต้องไล่จี้กันแบบนี้” ผวจ.นครพนม กล่าว

Advertisement

Advertisement

หลังจากนั้น นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า  สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแก้ภัยแล้ง จ.นครพนม ประจำปี 2562 ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล รวม 200 ล้านบาท  เพื่อดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำตามอำเภอต่างๆ ทั้ง 12 อำเภอ  ซึ่งมีการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 371 โครงการ รวมงบประมาณ 199,957,600 บาท  ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ได้กำชับให้ทุกอำเภอดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้องตามระเบียบราชการ แต่หลังมีข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน สื่อมวลชน เกี่ยวกับมาตรฐานการดำเนินการ จึงได้ประชุมแต่งตั้งคระกรรมการ เข้าไปตรวจสอบกำกับดูแลทุกโครงการ เพื่อให้ได้มาตรฐาน ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด  ยืนยันว่าทุกขั้นตอนโปร่งใสตรวจสอบได้  อย่างไรก็ตามทางจังหวัดจะได้แต่งตั้งคณะทำงาน เจ้าหน้าที่ เข้าไปกำกับดูแล ตรวจสอบ ประเมินทุกขั้นตอนจนกว่าจะส่งมอบงาน และงานทุกโครงการ จะต้องได้มาตรฐานตามแบบสัญญาจ้างเท่านั้น  หากพบว่าไม่ตรงตามแบบ ยืนยันว่าไม่มีการตรวจรับแน่นอน พร้อมให้รายงานความคืบหน้าแบบวันต่อวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบตามมาภายหลัง ทั้งนี้ขอให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์เงินภาษีร่วมกัน และหากพบว่ามีผู้รับจ้างรายใด ไม่ทำตามแบบมาตรฐาน หรือมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ยืนยันจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเด็ดขาด  โดยทุกโครงการจะต้องเกิดประโยชน์กับประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์