นครพนม – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณสมาคมไทย-เวียดนาม จังหวัดนครพนม เลขที่ 208/3 ถนนเฟื่องนคร เขตเทศบาลเมืองนครพนม ได้จัดพิธีตัดริบบิ้นเปิดที่ทำการหลังใหม่ ที่สร้างจากการบริจาคของคนไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดนครพนม มูลค่ากว่า 6,000,000 บาท โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวต้อนรับ Mr.Hoang Ngoc Son กงสุลใหญ่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำจังหวัดขอนแก่น โดยมี พล.ต.สามารถ จินตสมิทธิ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210(มทบ.210) นายแพทย์ ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย นา.มนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม เขต 2 พรรเพื่อไทย นายสุทา ประทีป ณ ถลาง ส.ส.ภูเก็ต พรรคพลังประชารัฐ นายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรีเมืองนครพนม นายเอกราช มณีกรรณ์ นายอำเภอเมืองนครพนม นายมานพ เหมพลชม รองประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม กลุ่ม YEC (Young Entrepreneur chamber of commerce) จังหวัดนครพนม ตลอดจนคณะคนไทยเชื้อสายเวียดนาม อาทิ หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร อุบลราชธานี กรุงเทพฯ นครราชสีมา เลย มุกดาหาร ภูเก็ต เชียงใหม่ หนองบัวลำภู พร้อมใจกันสวมใส่ชุดอ่าวหญ่ายอย่างสวยงาม และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธีดังกล่าว

Advertisement

Advertisement

นายศิวรัตน์ ตันติพัฒนกุลชัย นายกสมาคมไทยเวียดนามจังหวัดนครพนม คนปัจจุบัน เปิดเผยว่าสมาคมไทยเวียดนามฯ มีนายฤทธิชัย ด่าววัน (ที่ปรึกษาสมาคมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามฯ) เป็นผู้ก่อตั้ง โดยใช้อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น เป็นที่ทำการ กระทั่งมาถึงยุคนายวิศรุต จินธนะเสถียร เป็นนายกสมาคมฯคนถัดมา(ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไทยเวียดนามแห่งประเทศไทย) เห็นว่าอาคารมีความคับแคบไม่สามารถจัดเก็บเอกสารต่างๆได้เป็นระเบียบเรียบร้อย จึงชักชวนกลุ่มนักธุรกิจคนไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัด สมทบทุนรื้ออาคารหลังเก่าสร้างเป็น3 ชั้น พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ประกอบการกิจกรรมต่างๆ เสร็จสมบูรณ์ในช่วงรอยต่อที่ตนเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฯคนใหม่ จึงเชิญท่านกงสุลใหญ่ฯมาเป็นประธานเปิด

Advertisement

Advertisement

“ตลอดเวลากว่า 40 ปี ไทยและเวียดนามต่างมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์อย่างรอบด้านจนได้กลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไทยมีความสัมพันธ์ลักษณะนี้ โดยประเทศไทยและเวียดนามมีความใกล้ชิดในทุกมิติของความสัมพันธ์ ทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจการค้าการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ในระดับประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่จะส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่างๆ ให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว” นายกสมาคมไทยเวียดนามจังหวัดนครพนม กล่าว

Advertisement

Advertisement

นครพนมได้ชื่อว่าเป็นที่พำนักในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2467–2474 ของท่านโฮจิมินห์ อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม เพื่อวางแผนกอบกู้เอกราชของเวียดนาม ในช่วงระหว่างการทำสงคราม เพื่อเตรียมการ ปฏิวัติสู้กับประเทศฝรั่งเศส โดยลุงโฮเดินทางเข้ามาเมืองไทยด้วยทางเรือ ใช้หนังสือเดินทางระบุเป็นชาวจีน ( ขณะนั้นต้องอำพรางตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของฝรั่งเศส ) ระหว่างอยู่ที่จังหวัดนครพนม ท่านมาอาศัยอยู่กับเพื่อนที่เป็นชาวเวียดนามด้วยกัน และยังเดินทางไปหลายจังหวัด เพื่ออบรมองค์กรผู้รักชาติ สิ่งสำคัญให้ทุกคนเชื่อมั่นในอุดมการณ์กอบกู้อิสรภาพเวียดนาม นอกจากนี้ท่านยังเป็นคนสำคัญที่สร้างความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม กล่าวคือระหว่าง ปี พ.ศ.2483 เกิดสงคราม ไทยกับฝรั่งเศสปะทุขึ้น ทหารฝรั่งเศสในอินโดจีนต้องการจะส่งทหารเวียดนามออกรบอยู่แนวหน้า แต่ทหารเวียดนามภายใต้ความเรียกร้ององค์กรผู้รักชาติโดยผู้นำของท่านโฮจิมินห์ จะไม่ไปรบกับทหารไทยชึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นอันขาด ท่านจึงแต่งบทกลอน มิตรภาพไทย – เวียดนาม ว่า”เวียดนามและไทยเคียงคู่สองชาติร่วมอยู่ถิ่นอุษาคเนย์ สายน้ำโขงเชื่อมโยงพื้นเพ นับพันปีพ้นผ่านสมานใจผูกพันธ์ฯ”

อ่าวหญ่าย (Ao dai)แปลว่า “ชุดยาว” เป็นชุดประจำชาติของประเทศเวียดนามที่ประกอบไปด้วยชุดผ้าไหมสวมทับกางเกงขายาวซึ่งเป็นชุดที่มักสวมใส่ในงานแต่งงานและพิธีการสำคัญของประเทศ มีลักษณะคล้ายชุดกี่เพ้าของจีน ในปัจจุบันเป็นชุดที่ได้รับความนิยมจากผู้หญิงเวียดนาม