การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องปกติในชีวิตที่ทุกคนต้องพบเจอ เป็นสัจธรรมชีวิตที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ไม่ใช่เพียงแค่การจะต้องพบเจอวันตายของตนเองเพียงเท่านั้น แต่ตลอดช่วงชีวิตของคนเรา มักจะต้องพบกับการสูญเสียญาติพี่น้อง คนรู้จัก มาบ้างไม่มากก็น้อย จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองตั้งแต่เด็กจนโต ก็เคยพบเจอการสูญเสียมามากมายเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ยาย พี่ ป้า น้า อา ซึ่งถ้าเป็นการจากไปอย่างสงบ เช่น หลับแล้วไม่ตื่นอีกเลย แบบนี้คนโบราณเชื่อว่าเป็นคนมีบุญ ตายแบบไม่เจ็บป่วย หรือทรมาน ซึ่งอาการแบบนี้เกิดขึ้นกับยายของผู้เขียนเอง

ภาพที่ 1ภาพโดย S. Hermann & F. Richter จาก Pixabay 

      แต่การตายแบบไม่ทันตั้งตัว ตายด้วยอุบัติเหตุ หรือตายโหง ถือเป็นการตายที่ผิดธรรมชาติ ตามความเชื่อถือว่าเป็นการตายที่ไม่ดีนัก และการตายใน  แบบต่อมาคือ การตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ โดยส่วนมากที่ผู้เขียนเคยเจอกับญาติพี่น้องหลาย ๆ คน ที่มีอาการโคม่าหนักถึงขั้นต้องนอนห้องไอซียู มักจะมีอาการที่คนอีสานเรียกว่า ขันต์แตก คือ

Advertisement

Advertisement

1.มีอาการเพ้อ เห็นคนที่ตายไปแล้วมาหา เห็นเงาดำเต็มห้องในตอนกลางคืน บางครั้งคนป่วยก็มักจะบ่นให้ญาติฟังว่า นอนไม่หลับ ตอนดึกมีเด็กมาวิ่งเล่นรอบเตียงทุกวัน ช่วยไล่ไปให้หน่อย หรือมีคนมาคุยด้วย จะมาพาไปที่นั่นที่นี่ แต่ญาติผู้นอนเฝ้าไข้กลับไม่เห็นอะไรเลย

2. หิว หรือ อยากกินในสิ่งที่ตนเองชอบ และมีเรี่ยวมีแรง ลุกขึ้นมากินข้าวได้ปกติ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีอาการโคม่าจนคุณหมอบอกให้ญาติทำใจ แต่อาการก็ดีได้แค่ไม่นาน วันต่อมาก็ทรุดลงไปอีก บางคนเสียชีวิตเลยก็มี นี่อาจจะเป็นเฮือกสุดท้ายของคนป่วยที่กำลังจะจากโลกนี้ไปก็เป็นได้ จึงอยากลุกขึ้นมาทำให้สิ่งที่ตนอยากทำเป็นครั้งสุดท้าย

Advertisement

Advertisement

 ภาพที่ 2

 ภาพโดย SuperHerftigGeneral จาก Pixabay

     เมื่อครั้งที่น้าของผู้เขียนป่วยหนัก แกก็มีอาการดังที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้น จนพยาบาลโทรบอกให้ญาติรีบมาดูใจ เพราะไม่น่าจะอยู่ได้เกินคืนวันนี้เป็นแน่ เมื่อผู้เขียนและญาติ ๆ มาถึง น้าก็พูดเพ้อไปต่าง ๆ นา ๆ ว่ามีคนพาไปเที่ยว แกเห็นคนขายน้ำแดงก็รู้สึกอยากกินน้ำแดงมากแต่ไม่มีเงินเลย ญาติพี่น้องต่างพูดให้กำลังใจบอกให้นึกถึงคุณพระคุณเจ้า และช่วยกันเอาเงินคนละเล็กละน้อยใส่กระเป๋าเงินของน้า แล้วบอกกับน้าว่าอยากกินอะไรก็เก็บไว้ซื้อนะ ทุกคนรู้ว่านี่เป็นครั้งสุกท้ายที่จะได้ให้เงินกับน้า ทุกคนพยายามกลั้นน้ำตาเพื่อไม่ให้คนป่วยใจเสีย ถ้าน้าอยู่ที่บ้านป่านนี้ญาติทุกคนก็คงนิมนต์พระมาสวดให้จากไปอย่างสงบแล้ว แต่ติดตรงที่อยู่โรงพยาบาลจึงทำได้แค่ให้น้านึกถึงคุณพระคุณเจ้า เอาสร้อยพระมาคล้องให้เท่านั้น เวลาล่วงเลยไปจนหมดเวลาเยี่ยม น้าก็หลับไปแต่ยังไม่สิ้นใจ ทุกคนจึงทยอยกลับ แต่ก่อนจะกลับพยาบาลมาบอกกับญาติว่า ขอตัวแทนญาตินั่งรอที่หน้าห้องสักคนได้ไหม พยาบาลเล่าให้ฟังว่า เวลาที่ญาติกลับหมด เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น คนป่วยก็มักจะจากไปเองอย่างสงบ อาจจะเป็นเพราะไม่อยากให้ญาติเป็นห่วง ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้พยาบาลเคยเจอมาเยอะแล้ว และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ตอนประมาณเกือบ 5 ทุ่ม ญาติที่นั่งเฝ้าน้าที่โรงพยาบาลโทรมาบอกที่บ้านของผู้เขียนว่าน้าเสียแล้ว เราช่วยกันจัดงานศพจนแล้วเสร็จ ซึ่งนับจากวันนั้น น้าก็ไม่เคยมาให้ใครเห็นอีกเลย

Advertisement

Advertisement

ภาพที่ 3ภาพโดย Devanath จาก Pixabay

       วันต่อมา ผู้เขียนได้ซื้อล็อตเตอรี่ไว้หนึ่งใบแบบที่ไมได้ตั้งใจ กะว่าจะซื้อช่วยป้าแกเท่านั้น แต่ปรากฏว่าถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว เป็นเงิน 2,000 บาท ผู้เขียนจึงนึกย้อนไปในวันที่เราเอาเงินใส่กระเป๋าให้น้า ผู้เขียนใส่ไป 20 บาท ไม่รู้ว่าน้ามาให้โชค หรือเป็นเพราะบังเอิญกันแน่ แต่ก็ทำให้งวดนั้นผู้เขียนได้สัมผัสกับคำว่าถูกหวยเป็นครั้งแรก

    สัญญาณก่อนดับที่ผู้เขียนได้เล่ามาข้างต้น ในด้านวิทยาศาสตร์มีคำอธิบาย และชื่อทางการแพทย์ไว้ให้เราได้ศึกษาอย่างเป็นลายลักอักษร ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า ในทางพุทธศาสนาถ้ามีเหตุก็ต้องมีผลเสมอ วิทยาศาสตร์ และพุทธศาสนาจึงน่าจะเป็นเหตุ และผลที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน

 ภาพที่ 4

 ภาพโดย Okan Caliskan จาก Pixabay