ความฝันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการไปให้ถึงจุดมุ่งหมายในชีวิต หากแต่หมายถึง มโนภาพที่คนเราจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อยามหลับ ความฝันคือจินตนาการการที่มนุษย์สร้างขึ้นเองจริงหรือ หากเรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผีมีจริง เราก็ยืนยันไม่ได้เช่นกันว่าความฝันคือสิ่งที่เราคิดไปเอง หรือมันคือช่องทางหนึ่งที่เราใช้ติดต่อสื่อสารกับโลกวิญญาณ มีคนเคยกล่าวไว้ว่าเมื่อเราฝันเห็นบางอย่างแล้วพบว่าเรากำลังเข้าใกล้อันตรายเรามักจะตื่นก่อนเสมอ เพราะความฝันจะช่วยปกป้องเราจากอันตราย

       มะยมหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีสัมผัสที่หกใดๆทั้งสิ้น เธอจะสามารถพบเจอญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ หรือ วิญญาณ ได้แค่เพียงในฝันเท่านั้น ในช่วงแรกๆเธอไม่เคยสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เธอได้พบเจอในความฝันเลยเพราะเธอเรียนจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ทำให้เธอเริ่มมาสัมผัสได้ถึงปริศนาแห่งความฝันเกิดขึ้นหลังจากที่คนใกล้ตัวของเธอเสียชีวิตไปสองคนในปีเดียวกัน คนแรกคือ อาร์ท ลูกน้องในที่ทำงานของมะยม อาร์ทเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นทั่วไปอายุประมาณ 18-19 ปี เป็นลูกน้องคนแรกในชีวิตการทำงานของมะยมหลังจากที่เธอเรียนจบและได้ เริ่มชีวิตการทำงาน จึงทำให้เธอมีความเอ็นดูอาร์ทเหมือนน้องนุ่งคนหนึ่งเพราะเจ้าอาร์ทเป็นเด็กที่ว่าง่าย ตั้งใจทำงานช่วยงานเธอเสมอไม่ว่าจะดึกแค่ไหน ไม่เกเรเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งมะยมทำงานกับอาร์ทมาได้ร่วมปี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอทราบข่าวจากป้าของอาร์ทซึ่งทำงานในที่เดียวกันว่า อาร์ทเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์พุ่งชนรถกระบะเสียชีวิตคาที่ โดยที่เพจเฟชบุ๊คในจังหวัดนั้นได้ลงข่าวการเสียชีวิตของอาร์ทและสภาพศพที่เลือดไหลออกจากจมูกและปากเป็นทางยาวเต็มพื้นถนน เมื่อมะยมได้ทราบข่าวนี้ทำให้เธอสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกใจหายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเพราะมันเกิดกับคนใกล้ตัวเธอที่สุด เธอทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเรี่ยไรเงินจากคนในแผนกเดียวกันเพื่อร่วมช่วยเหลือเรื่องงานศพและเตรียมเอกสารให้กับทางญาตินำไปยื่นที่ประกันสังคม หลังจากการศพอาร์ทได้เสร็จสิ้นลง มะยมก็ยังคงไม่ชินกับการที่ไม่มีอาร์ทอยู่เหมือนเช่นทุกวัน เพราะอาร์ทเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องงานทุกอย่างโดยที่เธอไม่ต้องแนะนำอะไรมาก จนมีอยู่ครั้งหนึ่งก็มีคนเล่าว่าเจอวิญญาณของอาร์กลับมาทำงานให้เห็น สิ่งที่ทำให้คนแผนกอื่นมั่นใจว่าเห็นเป็นอาร์ทก็เพราะว่ารูปร่างที่ผอมและสูงมากๆของอาร์ทที่ถือเป็นจุดเด่นและมีเพียงไม่กี่คนในโรงงาน และในแผนกของเราคนที่มีหุ่นแบบนี้ สวมหมวกสีเหลืองก็มีแค่อาร์ทเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่มะยมก็ไม่เคยเจออาร์ทที่เป็นวิญญาณดังที่เขาเล่าลือเลยสักครั้งเพียงแค่รู้สึกว่าเวลาเข้ากะดึกมักจะรู้สึกว่ามีคนเดินตามหลัง มีเงาเดินผ่านหรือเดินมานั่งที่โต๊ะข้างหลังแต่พอหันไปมองกลับไม่เจอใครเลย ซึ่งมะยมก็คิดว่านี่อาจจะเป็นอาร์ทมาช่วยเธอทำงานจริงๆก็ได้เพราะทุกครั้งที่เธอทำงานอาร์ทก็จะเดินไปมาอย่างนี้เป็นประจำ จนกระทั่งเธอเปลี่ยนที่ทำงานใหม่และได้ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน เรื่องราวของอาร์ทจึงได้ห่างหายจากความทรงจำของเธอไปจนเกือบลืม จนมีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งตรงกับเทศกาลบุญเดือนสิบหรือ “งานบุญข้าวสาก” เป็นอีกหนึ่งในประเพณีฮีตสิบสองคลองสิบสี่ของชาวอีสานที่ได้เวียนมาถึง คนอีสานเชื่อว่าวันนี้เป็นวันที่ทั้งสามโลกจะเปิดเพื่อให้วิญญาณทั้งหลายออกมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้อง วันนี้จึงเป็นวันที่คนอีสานจะไปทำบุญที่วัดเป็นจำนวนมากเพื่อแจกข้าวให้ผีปู่ย่าตายาย นั่นคือการนำใบตองมาห่อข้าวปลาอาหาร ของหวานของคาว รวมกันอย่างละเล็กอย่างละน้อยแล้วห่อโดยใช้ไม้กลัดไว้ ขนาดเท่าห่อขนมใส่ไส้ แล้วนำไปห้อยไว้ตามที่ต่างๆภายในวัดวาอารามรวมถึงรั้วบ้าน และตามไร่นาเพื่อให้สัมภเวสีผีเร่ร่อน ผีตาแฮก (พระแม่โพสพ) ได้รับส่วนบุญนี้ด้วย มะยมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ตั้งใจจะไปทำบุญเช่นกัน กระทั่งตกดึกในคืนวันนั้นเธอได้สวดมนต์ไหว้พระและเข้านอนตามปกติเช่นทุกวัน และฝันไปว่า เธอยืนอยู่ท่ามกลางสี่แยกไฟแดงที่คุ้นตา จุดที่เธอยืนอยู่นั้นเป็นสี่แยกไฟแดงแถวบ้านที่เธอผ่านประจำ ซึ่งคล้ายกับว่าเป็นทางสามแพร่งที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอเลยก็ว่าได้ คนไทยเชื่อว่าทางสามแพร่งนั้นเปรียบเสมือนประตูแห่งโลกวิญญาณที่เชื่อมกับโลกมนุษย์ ภูตผี วิญญาณ สามารถผ่านเข้ามาได้ เธอพบว่ามีผู้คนมากมายบ้างใส่ชุดขาว บ้างใส่กางเกงดำเสื้อขาวผูกเนคไทสีดำแต่งกายคล้ายนักศึกษาเดินมาเป็นกลุ่ม สองข้างทางมีการตั้งเต็นท์เป็นโรงทานคล้ายแจกอาหารให้คนเข้าไปกินฟรีและก็มีผู้คนมากมายตามเต๊นท์ต่างๆ พลันสายตาเธอก็เหลือบไปเห็นผู้ชายลักษณะสูงๆผอมๆที่คุ้นตาเดินมา ซึ่งนั่นคืออาร์ท อาร์ทเดินเข้ามาหาเธอ ในฝันนั้นเธอจำไม่ได้ว่าอาร์ทเสียชีวิตไปนานแล้ว เธอนึกอยู่ซักพักกว่าจะจำได้ว่านี่คืออาร์ท อดีตลูกน้องของเธอ เธอจึงพูดกับอาร์ทคล้ายตอนเป็นหัวหน้าว่า “อาร์ท จะไปไหน อย่าไปทำตัวไม่ดี เล่นพนัน ดื่มเหล้าเหมือนคนอื่นเขานะ ” และก่อนที่อาร์ทจะเดินสวนเธอไป อาร์ทก็หันมายิ้มแล้วตอบว่า “ครับหัวหน้า” จนรุ่งเช้าเมื่อเธอตื่น เธอก็มานั่งนึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองฝันว่ามันช่างเป็นเรื่องน่าแปลกที่อยู่ๆก็ฝันเห็นอาร์ททั้งๆที่แทบจะลืมไปแล้ว และแปลกที่ทำไมถึงฝันในวันที่เป็นงานบุญข้าวสาก หรือที่เขาบอกว่าวันนี้เป็นวันที่โลกทั้งสามเชื่อมหากันมันคือเรื่องจริง และทำไมเธอถึงได้เจออาร์ทตรงทางสามแพร่ง หรือนี่คือความคิดที่ฟุ้งซ่านไปเอง นี่ก็เป็นปริศนาความฝันของมะยมตั้งแต่นั้นมา แต่เรื่องราวความฝันนั้นยังไม่จบ ในปีเดียวกันที่อาร์ทเสีย ป้ามี ป้าแท้ๆของมะยมก็เสียชิวิตเช่นกันในไม่กี่เดือนถัดมา ช่วงแรกๆมะยมไม่เคยฝันเห็นป้ามีเลยเป็นเวลานานมากจนการจากไปของป้ามีจะวนมาบรรจบครบหนึ่งปีในเดือนสิงหาคมที่จะถึง ซึ่งป้ามีแกเสียชีวิตวันที่ 14 สิงหาคม หลังวันแม่ไม่กี่วัน โดยก่อนจะถึงวันแม่นั้น มะยมฝันว่ามะยมเห็นป้ามีเป็นรูปร่างครึ่งบนรางๆยืนอยู่ห่างๆดูไม่ชัดว่าเป็นแก แต่ในความรู้สึกมะยมรับรู้ได้ว่านี่คือป้ามีแน่นอน ในฝันนั้นมีพี่ผู้ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของมะยม ชื่อพี่ทองที่เสียชีวิตไปแล้วเช่นกันก่อนหน้านี้ไม่นานประมาณช่วงต้นปี พี่ทองเดินมาบอกกับมะยมว่า “ ไปทำให้แกหน่อย ไม่มีใครทำให้ แกเลย” ในความฝันนั้นมะยมก็ยืนงงกับคำพูดนั้นและไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก่อนในตอนเช้า มะยมนั่งนึกถึงความฝันที่ตนฝันเมื่อคืน แรกๆเธอไม่ได้คิดอะไรมากเพียงแต่ข้องใจว่า ป้ามาขอให้ทำอะไรให้กันแน่ ทำไมไม่มาบอกเอง และทำไมจึงให้คนอื่นมาบอกให้ทั้งๆที่ป้าก็ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เธอนั่งหาเหตุผลอยู่ซักพักและพบกับคำตอบในที่สุดหลังจากที่ไปเล่าให้แม่ฟัง และสิ่งที่ป้ามีต้องการให้ทำให้คือ ให้มะยมไปทำบุญให้แกหน่อยเพราะใกล้จะครบวันตายแกแล้ว และเหตุที่บอกว่า ไม่มีคนทำให้แกก็เพราะสามีแกไม่ค่อยสนใจเรื่องเข้าวัดทำบุญเลย ลูกชายเพียงคนเดียวของแกก็ได้เปลี่ยนศาสนาไปแล้ว และญาติๆก็ลืมนึกถึงป้ามีไปเพราะมัวแต่ดูแลพี่ทองที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจนได้เสียชีวิตลงและจัดงานศพไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ป้ามีเหลือพลังบุญน้อยเต็มทีจนไม่สามารถมาบอกมะยมด้วยตนเองได้และก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มะยมมองเห็นป้ามีไม่ค่อยชัด ป้ามีแกคงขอให้พี่ทองที่พึ่งจะเสียชีวิตไปและมีพลังบุญมากกว่ามาบอกมะยมในฝันให้ พอมะยมไขปริศนาความฝันนี้ได้แล้ว เมื่อวันแม่มาถึง มะยมก็พาแม่ไปทำบุญที่วัดพร้อมกับกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ป้ามีและนำดอกมะลิไปวางไว้ที่โกฏิเก็บกระดุกของแก พร้อมกับบอกแกว่า “ ป้ามี หนูมาทำบุญให้ตามที่ป้าบอกแล้วนะ” หลังจากนั้นมะยมก็ไม่เคยฝันถึงป้ามีอีกเลย

Advertisement

Advertisement

       จากความฝันต่างๆที่มะยมพบเจอมากับตัวทำให้มะยมเริ่มจะสัมผัสได้ถึงการสื่อสารของวิญญาณผ่านทางความฝัน มะยมเริ่มเชื่อแล้วว่าความฝันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราคิดไปเอง มะยมมักจะสงสัยว่าทุกคราวที่เธอฝัน ไม่ว่าเธอจะไปในที่แห่งใดใกล้หรือไกลแค่ไหน ก่อนที่เธอจะตื่น เธอจะรู้สึกว่าจิตใต้สำนึกจะบอกให้เธอกลับบ้านได้แล้ว กลับบ้านในที่นี้คงจะหมายถึงเรียกดวงจิตที่ล่องลอยไปไกลแสนไกลให้กลับเข้าร่าง และการกลับบ้านจะมีสิ่งที่นำพาเธอกลับมาทุกครั้ง เช่น มือลึกลับที่โผล่มาดึงมือเธอเพื่อพากลับบ้านโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือ จะมีรถ เรือ หรือเครื่องบินมารับตามสถานการณ์ในความฝัน เมื่อเธอรู้สึกว่าถึงเวลากลับบ้านแล้ว และความฝันที่ชัดและน่าขนลุกที่สุดคือ เธอฝันว่าเธอไปเที่ยวที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านเดิมของแม่ หมู่บ้านนี้จะมีเส้นทางเก่าโบราณที่ใช้ในการสัญจรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นทางดินแคบๆรถยนต์สวนกันแทบไม่ได้ ชาวบ้านใช้พาวัวควายออกไปไร่ไปนา ในอดีตทางเส้นนี้เป็นทางเกวียนเชื่อมต่อกับหมู่บ้านเก่า ใช้เป็นทางอพยพหนีจากการระบาดของโรคห่า สองข้างทางจะเป็นทุ่งนากว้างๆ ไม่มีเสาไฟฟ้าส่องทาง ตอนกลางคืนเส้นทางนี้จะมืดสนิท แต่เธอกลับไม่รู้สึกกลัวอะไรเพราะเคยผ่านไปผ่านมาเป็นประจำอยู่แล้ว ในฝันนั้นมะยมจำไม่ได้ว่าเธอไปทำอะไรบ้างแต่เธอจำได้แต่เพียงว่าถึงเวลาที่จะกลับบ้านแล้วและรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตนเองยืนอยู่ที่เส้นทางเส้นนั้นกับเพื่อนสองสามคน และตอนกำลังจะกลับ มีผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นผู้นำทางพาเธอกลับ ผู้ชายคนนั้นไม่ใส่เสื้อ มีลักษณะกำยำมีกล้ามเป็นมัดๆ ผิวคล้ำสีดำแดง เหงื่อสะท้อนกับคบเพลิงที่ถือในมือซ้ายทำให้มองเห็นกล้ามเป็นเงาๆสีส้มแดง ใส่ผ้าเตี่ยวสีออกน้ำตาล แต่ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งคือศีรษะของชายนำทางผู้นี้มีลักษณะคล้ายวัวหรือควาย มีเขาโค้งใหญ่สีดำ ดูดุดันน่าเกรงขาม แต่ในความฝันผู้นำทางคนนี้มาดีคือมาพาเธอกลับบ้าน ในความรู้สึกมะยมไม่ได้มีความหวาดกลัวแต่อย่างใด รู้แค่ว่าต้องวิ่งตามชายคนนี้ไปเท่านั้น เมื่อชายคนนั้นเริ่มวิ่งเธอก็หันกลับไปเรียกเพื่อนให้วิ่งตามเธอมาแต่ไม่มีใครตามเธอมาเลยสักคน เธอจึงตัดสินใจวิ่งตามชายนำทางผู้นั้นไปติดๆเพื่อจะได้อาศัยแสงไฟจากคบเพลิงส่องนำทางข้างหน้า นอกจากจะตั้งหน้าตั้งตาวิ่งแล้วสิ่งที่เธอเห็นระหว่างทางก็คือ ชายนำทางผู้นั้นใช้มือกวัดแกว่งคบเพลิงที่มีไฟลุกโชนไปมาซ้ายทีขวาทีเพื่อไล่เงาดำบางอย่างที่โผล่มาจากข้างทางเพื่อป้องกันไม่ให้เงาเหล่านั้นมันเข้ามาหาเธอได้ พร้อมกับพ่นไฟใส่บ้างเป็นบางครั้งถ้าหากเงานั้นพุ่งเข้ามา ก่อนที่เสียงนาฬิกาปลุกของเธอจะดังขึ้นในตอนเช้า มะยมรู้สึกเหมือนตัวเองสะดุ้งตื่นแบบงงๆ เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนและรู้สึกใจเต้นแรงเหมือนตนเองพึ่งวิ่งกลับมายังไงยังงั้น พร้อมกับนึกย้อนถึงความฝันสุดท้ายก่อนจะตื่น มันช่างเป็นภาพที่น่ากลัวและขนลุกทุกครั้งที่เธอนึกถึง เธอจึงมีปริศนาแห่งความฝันอีกเรื่องที่ยังค้างคาใจว่าความฝันเป็นแค่จินตนาการจริงหรือ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ความฝันที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการที่ดวงจิตของเรามีความนิ่งและว่างที่สุดยามเมื่อเราหลับสนิท ทำให้ดวงจิตของเราสามารถล่องลอยออกไปพบเจอกับสิ่งต่างๆมากมายได้ เราจึงเรียกสิ่งที่หาเหตุและผลไม่ได้นี้ว่า “ความฝัน” และชายคนที่เธอเห็นนั้นคือใคร หรือนั่นเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ยมทูต ถ้าอย่างนั้นหน้าที่ของยมทูตนอกจากการคุมวิญญาณที่หมดอายุขัยไปรับฟังคำพิพากษาจากยมบาลแล้ว หน้าที่อีกอย่างหนึ่งก็คงจะเป็นการจัดการกับดวงจิตที่ลอยสะเปะสะปะให้กลับเข้าร่างกระมัง

                                                                                                      เขียนโดย โลกา ผี วัฒน์ (facebook โลกา ผี วัฒน์ )