งานบุญข้าวสาก เป็นประเพณีหนึ่งในฮีตสิบสองคลองสิบสี่ของคนภาคอีสาน ซึ่งจะเป็นเดือนที่สิบในฮีตสิบสองแต่จะตรงกับเดือนที่เก้าตามสากลคือเดือนกันยายน คนอีสานมีความเชื่อและปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ เพราะคนอีสานเชื่อว่าวันนี้จะเป็นวันที่ญาติๆ ผู้ล่วงลับไปแล้วจะมารับเอาส่วนบุญที่ลูกหลานจะทำให้ และยังเป็นการอุทิศผลบุญให้กับสัมภเวสีผีเร่ร่อนทั้งหลายอีกด้วย มีบทสรภัญญะบทหนึ่งที่คนเฒ่าคนแก่มักจะสวดท่องกันซึ่งมีเนื้อเรื่องกล่าวถึงความน้อยเนื้อต่ำใจของวิญญาณที่มารอรับส่วนบุญจากลูกหลานในวันนี้แต่ไม่มีใครมาทำบุญให้ ทำให้วิญญาณทั้งหิวโหยและเสียใจที่ลูกหลานได้ลืมเลือนตนเองไป ผู้เขียนคิดว่านี่คงเป็นอุบายให้คนรุ่นหลังได้รับฟังและไม่ลืมที่จะปฏิบัติสืบต่อประเพณี ซึ่งบทสารภัญญะบทนี้สามารถหาฟังหรืออ่านกันได้ตามอินเตอร์เน็ตทั่วไป และก่อนที่จะถึงวันแจกข้าวสากนั้นญาติๆ ทุกคนจะมารวมตัวกันห่อข้าวสากโดยแต่ละคนจะมีข้าวปลาอาหารคนละเล็กละน้อยมารวมกันแล้วจัดการแบ่งสันปันส่วนอย่างละเล็กละน้อย เวลาห่อก็จะห่อด้วยใบตองวางอาหารคาวหวานลงไปจนครบทุกอย่างที่มีแล้วใช้ไม้จิ้มฟันกลัดหัวและท้ายใบตองก็จะได้เป็นห่อข้าวสากซึ่งห่อแบบง่ายๆ วันห่อข้าวสากจึงถือเป็นวันรวมญาติอีกวันหนึ่ง

Advertisement

Advertisement

กระติบนิวส์                                                                                              ที่มา http://katipnews.com

         พอถึงวันแจกข้าวสากทุกบ้านก็จะนำห่อข้าวสากใส่ตะกร้า ห่อสังฆทาน พร้อมกับปิ่นโตเพื่อมาเพลที่วัด โดยจะมีการจับฉลากถวายปิ่นโตแก่พระสงฆ์แต่ละรูปเพื่อเป็นการไม่เลือกปฏิบัติ ส่วนสังฆทานจะนำมาวางรวมกันไว้เพื่อทำพิธีถวายพร้อมกัน โดยหลังจากที่สวดทำพิธีแล้วก็จะนำสังฆทานมาแยกออกเป็นหมวดหมู่ไว้สำหรับส่วนที่จำเป็นแก่พระสงฆ์ และส่วนที่ไม่จำเป็นก็จะแบ่งปันคนยากคนจนต่อไป ส่วนห่อข้าวสากพระท่านก็จะสวดทำพิธีให้ต่างหากก่อนจะนำไปวางตามที่ต่างๆ ในวัด วิธีการแจกข้าวสากนั้น กับข้าวชุดแรกจะเป็นพาข้าวที่เตรียมให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ โดยจะนำใบตองมาวางไว้แล้วญาติๆ ก็จะนำอาหารคาวหวานที่เตรียมมาต่างหากเทบนใบตองเพราะถ้าหากไม่เทออกเชื่อว่าญาติๆ จะไม่ได้รับแล้วจุดธูปจุดเทียนบอกกล่าวให้ญาติของตนมากิน จากนั้นก็จะนำห่อข้าวสากที่เตรียมมานำไปแขวนไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งต้นไม้ กำแพงวัดเพราะนอกจากจะแจกให้ญาติตนเองแล้วยังเผื่อแผ่ไปถึงผีไร้ญาติต่างๆ ที่อยู่บริเวณนั้นด้วย ซักพักก็จะได้ยินเสียงพระท่านตีกลองเป็นสัญญาณว่าเสร็จพิธีแล้ว คือหมายถึงผีได้รับแล้ว ชาวบ้านก็จะไปเก็บเอาห่อข้าวสากกลับไปสำหรับนำไปเลี้ยงผีตาแฮก (พระแม่โพสพ)ที่ไร่นาต่อไป หรือใครใคร่จะนำไปไว้ตามถนนหนทางก็แล้วแต่ศรัทธา เป็นอันเสร็จเดือนแห่งบุญข้าวสาก

Advertisement

Advertisement

https://pixabay.com                                                                                            ที่มา https://pixabay.com

        ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับบุญข้าวสากมาบ้างเล็กน้อยจึงอยากจะขอเล่าให้ได้อ่านกัน เรื่องเกิดขึ้นไม่นานนักเป็นเรื่องของป้าละพี่สาวอีกคนของแม่ แกเปิดร้านขายของชำอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับผู้เขียน แม่และป้าละจึงมีความผูกพันกันกว่าใครเพราะบ้านอยู่ใกล้กันและช่วยเหลือกันมาตลอด ปกติหน้าร้านป้าละนั้นจะเป็นที่ชุมนุมของคอหวยและเป็นจุดรวมข่าวสารก็ว่าได้เพราะมีคนสัญจรไปมาและแวะซื้อของกินของใช้เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งป้าละแกก็นั่งขายของอยู่หน้าร้านตามปกติก็มีคนแปลกหน้ามาจากไหนไม่ทราบมาแวะซื้อและนั่งกินน้ำหน้าร้าน ป้าจึงคุยทักทายกันตามประสาแม่ค้าและลูกค้า สุดท้ายก็รู้ว่าแกเป็นหมอดูตระเวนดูดวงไปเรื่อยๆ ป้าก็สนใจอยากจะดูดวงบ้างเพราะแกชอบเล่นหวยมากเผื่อดวงดีแกจะได้ซื้อแบบจัดหนักในงวดที่จะถึงนี้ แกก็จัดแจงหาดอกไม้ธูปเทียนเตรียมให้หมอดู พอเอาวันเดือนปีเกิดให้หมอดูทำนาย คำแรกที่หมอดูทักแกก็คือ ระวังชะตาขาด ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นแกไม่ได้เล่าต่อ ตอนแรกป้าก็ตกใจจนเก็บมาเล่าให้แม่ผู้เขียนฟัง แม่ก็ปลอบใจไปว่าอย่าคิดมากเลย หมอดูก็คู่กับหมอเดาเสมอนั่นแหละ แต่ถ้าไม่สบายใจก็ควรไปทำบุญต่อชะตาซะจะได้ไม่คิดมาก ซึ่งปกติป้าก็ไปทำบุญตักบาตรของแกประจำอยู่แล้วจึงไม่ได้คิดที่จะไปทำพิธีต่ออายุตามความเชื่อ ซึ่งพอหลังๆ มาป้าแกก็เริ่มไม่สนใจคำทักของหมอดูเพราะว่าแกไม่ได้เป็นคนใส่ใจในเรื่องพวกนี้ซักเท่าไหร่ อีกอย่างลูกชายขอป้าแกก็ไม่ชอบให้ป้าไปเชื่องมงายเรื่องที่ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จแค่ไหน แล้วต้องไปตระเวนแก้กรรมอะไรอีก เพราะลูกชายแกเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ตามภรรยานานแล้ว จึงไม่เชื่อเรื่องแบบนี้เลย ส่วนเรื่องสุขภาพของป้านั้นนอกจากจะเป็นแค่เบาหวานความดันตามประสาคนอ้วนและคนแก่แล้ว ก็ไม่ได้มีโรคร้ายแรงอะไรพอให้กังวลใจว่าจะต้องถึงขั้นเสียชีวิตในเร็ววัน เพราะแกยังแข็งแรงดีทุกอย่างเมื่อมีสาธารณะสุขมาตรวจตามหมู่บ้านแกก็ไปตรวจด้วยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักประมาณเกือบเดือนป้าละก็บ่นว่าปวดหลังเพราะแกไม่ค่อยลุกเดินแต่มักจะนั่งเอี้ยวซ้ายเอี้ยวขวาจัดของในร้านซะมากกว่าจึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แกปวดเหมื่อยตามบริเวณกระดูกสันหลังไปจนถึงก้นกบ แรกๆ แม่ผู้เขียนก็แนะนำให้ซื้อยาคลายกล้ามเนื้อมากินดูก่อนเผื่อจะหาย ป้าก็กินตามที่บอกแต่ก็ยังนั่งจัดของเหมือนเดิมไม่ยอมลุกยอมเดือนซักเท่าไหร่จึงทำให้ไม่หายซักที วันต่อมาป้าก็จ้างหมอนวดที่ว่าดีๆ มานวดให้ ทั้งยังตระเวนไปนวดและอบสมุนไพรตามที่ชาวบ้านบอกว่าดี จนแกช้ำไปทั้งตัวเพราะการนวดแรงๆ บางครั้งก็ทำให้อาการหนักกว่าเดิม จนผ่านไปซักพักป้าก็เริ่มนอนแล้วลุกขึ้นนั่งไม่ได้เพราะปวดมาก ต้องมีคนมาช่วยพยุงขึ้น นับวันอาการแกก็หนักเข้าถึงขั้นนอนไม่ได้ต้องนั่งหลับไปทั้งอย่างนั้น จนแม่เห็นว่าอาการหนักจึงได้พาไปหาหมอทีโรงพยาบาลประจำอำเภอ ไปวันแรกพยาบาลก็ตรวจให้อย่างคร่าวๆ ก่อนเพราะป้าแกร้องโอดครวญด้วยคามเจ็บปวด พลิกตัวเดินเหินก็เจ็บไปหมด พยาบาลจึงฉีดยาและจัดยามาให้ก่อนเพื่อให้อาการของป้าดีขึ้นกว่านี้จึงค่อยมาตรวจอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง ป้าก็รับยาพร้อมกับใบนัดตรวจแล้วแม่ก็พากลับมาบ้าน จนถึงวันนัดป้าแกก็ไม่ยอมไปท่าเดียวบอกว่าหมอชอบทำให้ตัวเองเจ็บเวลาตรวจ ลึกๆ ป้าแกก็คงกลัวว่าอาจจะได้ผ่าตัดแกจึงไม่อยากไปเนื่องจากแกคงกังวลกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมา และแกก็ห่วงร้านขายของชำแกมากด้วยเพราะแกเป็นเสาหลักดูแลร้าน ทุกคนก็จนปัญญาที่จะพาแกไป หากจะอุ้มแกรึตัวแกก็ไม่ใช่เล็กๆ เพราะแกอ้วนและน้ำหนักตัวมากแถมยังขยับแรงมากก็ไม่ได้อีกเพราะแกเจ็บปวดไปทุกส่วน ทุกคนก็ได้แต่เรียกให้ลูกชายแกกลับมาดูแลเท่านั้นเพราะแกจะเชื้อฟังแค่ลูกชายแกคนเดียว พอนานวันเข้าป้าเริ่มขยับไม่ได้ตั้งแต่ช่วงเอวลงไปและเริ่มไม่รู้สึกอีก ทำให้ไม่ได้ขยับพลิกตัว เกิดเป็นแผลกดทับขึ้นและลุกลามจนลูกชายต้องอ้อนวอนบอกป้าว่าไปโรงพยาบาลเถอะแกจึงยอมไป เมื่อไปถึงมือหมออาการขอป้าก็เริ่มหนักแล้ว หมอก็ทำการเลาะเนื้อส่วนที่เน่าทิ้งแล้วก็ปิดแผลไว้รอจนกว่าเนื้อเยื่อใหม่จะเกิดมาแทนที่ โดยต้องวนการรักษาอยู่อย่างนั้นแรมเดือน ญาติทุกคนก็พากันไปเยี่ยมและพูดคุยกับแก ซึ่งป้าแกยังมีสติครบทุกประการโดยมีสามีแกคอยดูแลอยู่ และสุดท้ายแกก็ฝากฝังร้านไว้กับหลานอีกคนที่แกไว้ใจให้ดูแลแทนในช่วงที่แกป่วย ส่วนเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ ก็ตกลงกันเสร็จสรรพลงตัวทำให้ป้ามีความสบายใจขึ้นมาก และในเวลานั้นผู้เขียนทำงานอยู่ต่างจังหวัดซึ่งเป็นช่วงที่ผู้เยนลาพักร้อนจึงกลับบ้านพร้อมกับมาทำธุระ ตอนแรกกะว่าจะยังไม่ไปเยี่ยมป้าเพราะป้าอยู่โรงพยาบาลอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งเรากลับมาแบบรีบๆ เดี๋ยวคราวหลังค่อยไปเพราะมีธุระที่ต้องสะสาง อีกอย่างแม่ก็บอกว่าแกยังไม่เป็นอะไรร้ายแรง แต่อยู่ๆ ผู้เขียนก็รู้สึกอยากจะไปเยี่ยมป้าเพราะไม่รู้ว่าจะหยุดอีกเมื่อไหร่และก็อยากไปดูอาการแกด้วย จึงรีบสะสางภาระต่างๆ และให้พี่ชายพาไปพร้อมกับแม่ พอขับรถไปได้ครึ่งทางลุงสามีป้าก็โทรมาถามว่าว่างหรือเปล่าช่วยมาดูป้าหน่อย เพราะวันนี้หมอบอกว่าแผลกดทับของป้าติดเชื้อซึ่งหมอที่ทำการรักษากังวลถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูงมาก และมันก็เกิดขึ้นจนได้ ทำให้ป้ามีอาการไข้ขึ้นสูงจนไม่ได้สติ จำแม้กระทั่งชื่อของตัวเองไม่ได้ พอผู้เขียนไปเยี่ยมแกก็ยังเพ้ออยู่ แต่ก็ยังจำหลานของตัวเองได้ เราก็พูดคุยถามข่าวจากลุงและลูกชายแกอยู่ซักพัก พยาบาลก็เดินเข้ามาตรวจ แม่จึงพาเดินออกมาหน้าห้องแล้วบอกว่า ก่อนจะกลับเอาเงินใส่มือให้ป้าแกด้วยนะพอช่วยค่าใช้จ่ายและเป็นกำลังใจให้แก ซึ่งแม่มาบอกที่หลังว่า แม่เห็นป้าอาการไม่สู้ดีนัก ขันห้าแกแตกแล้ว นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ที่หลานๆ จะได้เอาเงินให้ป้าได้ใช้ ตามความเชื่อคนโบราณอีสานจะเรียกอาการที่ป้าเป็นอยู่ว่า อาการขันแตก หรือ ขันห้าแตก ที่มักจะละเมอเพ้อพูดไปต่างๆ นาๆ ไม่ได้สติ อาการแบบนี้เคยเกิดมาแล้วกับญาติๆ ของผู้เขียนที่เสียไปก่อนหน้านี้ โดยอยู่ๆ ก็จะมองเห็นใครไม่รู้มาวิ่งวนในห้อง เพ้อชี้มือชี้ไม้ไปทั่วและพูดออกไปไม่เป็นความ เห็นคนตายมาหาบ้าง ประนึ่งว่าเป็นอาการที่จิตเริ่มหลุดออกจากร่างเพื่อจะไปหาที่เกิด เนื่องจากร่างเดิมเริ่มหมดอายุขัยหรือร่างเริ่มจะไม่ไหวแล้ว และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆที่ได้ให้เงินป้าละ

 

 ที่มา http://Pixabay.com                                                                                      ที่มา https://pixabay.com

    ช่วงงานศพของแกนั้นไม่เคยมีใครได้พบเห็นวิญญาณแกเลยในหมู่ญาติๆ รวมทั้งลูกชายและสามีของป้าเอง ป้าคงจากไปอย่างสงบไร้กังวลทำให้วิญญาณไปสู่สุคติดังที่เราเคยได้ยิน ญาติๆ จึงจัดงานศพตามแบบประเพณีทางพุทธศาสนาให้ป้าเพราะแกนับถือและใช้ชีวิตตามแนวทางพระพุทธศาสนาถึงแม้ว่าลูกแกจะไม่นับถือแล้วก็ตาม ผู้เขียนก็ได้มาส่งแกเข้าสู่บ้านหลังสุดท้ายของมนุษย์ทุกคนนั่นก็คือ เมรุเผาศพ และรอที่จะมาเก็บเถ้ากระดูกในวันรุ่งขึ้น โดยจะต้องมีญาติๆ ผู้ชายที่ใจกล้าหน่อยพร้อมกับสัปเหร่อคอยไปส่องดูและเขี่ยส่วนที่ยังไหม้ไม่หมดในเมรุให้ถูกไฟเผาจนหมด เพราะศพบางศพเชื่อว่าถ้ามีห่วงอยู่มากจะทำให้ศพไม่ยอมไหม้หรือไหม้ยากมากจนต้องเผาต่อในตอนเช้าทำให้เสียเวลาไปอีกวัน และเช้าวันต่อมาช่วงเวลาประมาณตีสามตีสี่ ญาติก็จะนิมนต์พระท่านมาทำพิธีเก็บเถ้ากระดูกให้ โดยสัปเหร่อจะลากเอาเถ้ากระดูกออกมา ซึ่งตอนที่ลากเถ้าออกมานั้นผู้เขียนได้เห็นสัจจะธรรมอยู่ข้อหนึ่งนั่นคือ มนุษย์จะสูงต่ำดำขาว สวยหรือขี้เหล่ รวยจน มียศถาบรรดาศักดิ์เพียงใด สุดท้ายก็ไม่มีใครใหญ่เกินโลง และ สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงแค่ฝุ่นผงเท่านั้น สิ่งที่จะนำติดตัวไปได้จริงๆ คือกรรมดีและกรรมชั่วดังที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ไม่มีผิด จากนั้นสัปเหร่อจะนำแผ่นสังกะสีเล็กๆ มาวางไว้แล้วโกยเอาเถ้ากระดูกแลชิ้นส่วนต่างๆ มากองๆ และจัดเรียงให้เป็นรูปร่างของคน โดโกยให้เป็นรูปร่างส่วนหัว ส่วนตัว และส่วนแขนขา แล้วจึงยกมาวางข้างหน้าพระสงฆ์ โดยหันส่วนหัวไปในทิศเดียวกับตอนเอาเข้าไปเผา และท่านก็จะสวดให้หนึ่งบทเป็นการส่งวิญญาณ จากนั้นก็จะหันหัวมาอีกด้านหนึ่งเพื่อถือว่าเป็นการได้ไปเกิดใหม่และสวดอีกบทจนจบ (ผู้อ่านสามารถไปค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ เพราะผู้เขียนเล่าตามที่เห็นซึ่งพิธีการอาจจะแตกต่างกันตามท้องที่และความเชื่อ) จากนั้นก็จะพรมน้ำอบใส่ที่เถ้ากระดูก แล้วญาติก็จะเก็บชิ้นกระดูกใหญ่ๆ ที่พอเก็บได้ห่อผ้าขาวแล้วใส่ในโกฏิ ส่วนเถ้าที่เหลือจะห่อมาใส่ในหม้อดินมัดปากด้วยผ้าดิบมัดด้วยสายสิญจน์ และหาบริเวณรอบที่เหมาะสมเพื่อขุดหาที่ฝัง เมื่อเอาหม้อขี้เถ้าลงในหลุมแล้วก็จะใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นๆ ปลายแหลมยาวประมาณหนึ่งวา ตอกปักลงไปเป็นการทำลายหม้อให้วิญญาณได้ออกไปหาที่เกิดใหม่ และทำการโกยดินมากลบฝังหม้อไว้ แต่นี่ยังไม่ถือว่าเสร็จพิธี เพราะคนอีสานจะไม่เก็บกระดูกคนตายไว้ที่บ้าน แต่จะนำไปไว้ที่วัดซึ่งถ้าคนมีฐานะหน่อยก็จะนำไปใส่ใน ฐาตุตามที่เห็นข้างกำแพงวัด แต่คนที่มีฐานะปานลางจะขอใช้บริเวณกำแพงวัดหรือกำแพงโบสถ์เป็นที่เก็บเถ้ากระดูก โดยปกติช่างจะสร้างเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ไว้เพื่อให้เป็นที่สำหรับเก็บกระดูกโดยเฉพาะ เมื่อจะนำกระดูกมาไว้ก็จะเตรียมปูนมาเอง โดยต้องนิมนต์ พระมาทำพิธีสวดอีกครั้ง แล้วญาติก็จัดแจงนำกระดูกใส่ไว้แล้วปิดตายด้วยการฉาบปูนปิดโดยจะมีแผ่นป้ายกระเบื้องทีมีชื่อ นามสกุล รูปภาพ พร้อมกับ ชาตะ มรณะมาติดไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ลูกหลานรู้ว่าอยู่ที่จุดใดและ ช่วงเวลาเทศกาลสงกรานต์ลูกหลานก็จะพากันมาสรงกระดูกปู่ย่าตายายตามความเชื่อ

 

กระติบนิวส์                                                                                           ที่มา http://katipnews.com

 

      จากเรื่องที่กล่าวถึงป้าละที่เสียชีวิตไปนั้น ถือเป็นเรื่องที่มาของเรื่องบุญข้าวสากที่ผู้เขียนจะเล่าเลยก็ว่าได้ เพราะผู้เขียนเชื่อว่าเกี่ยวกับป้าละโดยตรง โดยเรื่องมีอยู่ว่าเมื่องานศพของป้าละเสร็จเรียบร้อยแล้ว ญาติพี่น้องทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป โดยยังคงมีความคิดถึงป้าละอยู่เสมอ และผู้เขียนก็กลับไปทำงานต่อที่ต่างจังหวัดตามเดิม เมื่อเวลาผ่านไปจนเข้าสู่เดือนใหม่ซึ่งจะเริ่มเข้าสู่ประเพณีบุญข้าวสากนั้น หลังเลิกงานผู้เขียนก็จะโทรหาแม่และคุยกันเป็นประจำ แม่จึงพูดถึงเรื่องงานบุญข้าวสากที่จะเกิดขึ้นให้ฟังว่าจะเอานั่นเอานี่ไปรวมกันเพื่อห่อข้าวสาก ผู้เขียนก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะอยู่ต่างจังหวัดได้แต่ช่วยเหลือเงินร่วมบุญไปตามกำลังศรัทธา และยังพูดแซวแม่ไปว่าอย่าลืมทำข้าวสากให้ป้าละแกด้วยนะเดี๋ยวแกจะมาทวงเอา แม่ก็หัวเราะและบอกว่าไม่ลืมหรอก และก็วางสายกันไป จากนั้นก่อนวันแจกข้าวสากจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ในคืนนั้นผู้เขียนก็เข้านอนปกติจนหลับและฝันไปว่าที่บ้านผู้เขียนเหมือนมีการจัดงานบุญหรืองานอะไรซักอย่างที่ดูชุลมุนมากทุกคนต่างช่วยงานกันวุ่นวายไปหมดและมีญาติๆ มาช่วยงานเหมือนทุกครั้ง ซึ่งในขณะนั้นผู้เขียนยังเห็นว่าตัวเองกำลังนั่งเด็ดพริกอยู่เลย พอซักพักก็เดินเข้ามาในครัวแล้วเห็นป้าละ (ป้าที่เสียไปแล้ว) กำลังนั่งทำอาหารอยู่ในครัวและกำลังค้นหาถ้วยชามอยู่ในกะละมังซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ ลักษณะเหมือนที่เคยเห็นเป็นประจำเวลาที่มีงานบุญต่างๆ คือป้าละมักจะเป็นคนทำกับข้าวเสมอ ฝันไปแค่นั้นก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา วันต่อมาก็โทรหาแม่ตามปกติตอนเลิกงานและเล่าให้แม่ฟังว่าสงสัยป้าละแกจะมาทวงข้าวสากด้วยแน่ๆ เพราะแกมาเข้าฝันเมื่อคืนนี้ แล้วก็เล่าความฝันให้แม่ฟัง พอแม่ได้ฟังแม่ก็ขนลุกแล้วก็เล่าเรื่องที่เจอในคืนเดียวกันนั้นว่า คืนนั้นตอนดึกๆแม่รู้สึกว่าได้ยินเสียงถ้วยชามดังก็อกแก๊กอยู่หลังบ้าน ซึ่งแม่ได้ล้างถ้วยชามต่างๆคว่ำไว้ในกะละมังเพื่อรอให้แห้งค่อยเก็บเข้ามาในบ้าน ตอนแรกแม่ก็คิดว่าคงเป็นเสียงแมวจรจัดแวะมาคุ้ยหากินในกะละมังแช่จานอีกอันหรือเปล่า หรือไม่ก็คงเป็นสุนัขที่เลี้ยงไว้ เพราะตอนนั้นที่บ้านเลี้ยงแค่สุนัขตัวเดียวเท่านั้นไม่ได้เลี้ยงแมว และปกติสุนัขที่เลี้ยงมักไม่ค่อยตะกระตะกรามเวลาเรียกมากินข้าวยังเรียกยากเสียด้วยซ้ำ แล้วมันจะมาคุ้ยกะละมังทำไมกันนะ แม่ก็คิดไปต่างๆ นาๆ  เสียงนั้นก็เงียบหายไป สักครู่ก็ดังขึ้นมาอีก ดังมากจนได้ยินกันทั้งพ่อและแม่ เสียงคล้ายๆ กับว่าใครไปดึงชามที่อยู่ข้างล่างขึ้นมา แล้วจะมีเสียงจานชามที่อยู่ข้างบนตกลงไปกระทบและได้ยินเสียงช้อนกระทบกันอีกด้วย พ่อตกใจนึกว่าเป็นขโมยหรือเปล่าจึงรีบคว้าไฟฉายวิ่งลงไปดู พร้อมกับที่แม่เปิดประดูห้องออกมาแล้วตามลงไปดูอีกคน เมื่อพ่อส่องไฟดูตรงที่มาของเสียงกลับไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า หมาแมวที่ไหนก็ไม่มีซักตัว กะละมังถ้วยขามก็อยู่ปรกติ แล้วนั่นมันเสียงอะไรกันนะ แม่ก็เลยเอะใจนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันแจกข้าวสากสงสัยป้าจะมาทวงจริงๆ แม่ก็พูดลอยๆ ไปว่า “จำได้อยู่ ไม่ลืมหรอกเดี๋ยวพรุ่งนี้จะแจกข้าวสากไปให้นะพี่ อย่ามากวนกันเลย รู้แล้วๆ ” แล้วคืนนั้นทั้งคืนก็ไม่ได้ยินเสียงรบกวนนั้นอีกเลยจนเช้า พอแม่เล่าจบกลับกลายเป็นว่าผู้เขียนมีความขนลุกยิ่งกว่าแม่เสียอีก และนึกขำว่าขนาดหลานอยู่ต่างจังหวัดไกลจากบ้านขนาดนี้ ป้ายังตามมาเข้าฝันทวงถึงที่นี่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม่ถึงได้เจอเสียงแปลกๆ อย่างชัดเจนโดยที่ไม่ต้องฝันแต่มาให้ได้ยินกันแบบเต็มๆ ทั้งบ้าน ก็ถึงว่าละนะว่าคนที่ตายใหม่ๆ มักจะมีความเฮี้ยน สรุปได้ว่าเรื่องที่เราได้ฝันและได้เจอมานั้นมันชั่งสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ แต่มันก็เป็นไปแล้วทำให้เรารับรู้แล้วว่านี่คงเป็นเหตุผลที่ทำไมประเพณีนี้จึงยังสืบทอดต่อๆ กันมาจนถึงทุกวันนี้ได้นั่นเอง