เรื่องที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญที่ถูกแต่งขึ้นแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องจริงของอาจารย์ฝึกสอนท่านหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการเจอผีครั้งแรกให้ผมฟัง โดยเหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ซึ่งถ้าให้ผมจัดอันดับความสยองของ “เรื่องเล่าผี” ที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมาจากคนสนิทหรือคนใกล้ตัว ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมฟังแล้วรู้ถึงความสยองและน่ากลัวอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่ากลัวสำหรับผม อาจด้วยเพราะตัวสถานที่ที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ที่ผมรู้จักและเคยสัญจรหลายครั้ง ผมเลยนึกภาพตอนกลางคืนตรงจุดที่อาจารย์ท่านนี้ได้เล่าให้ฟังออก ว่าในตอนกลางคืนนั้นมันเปลี่ยววังเวงและน่ากลัวขนาดไหน โดยแทบทุกครั้งที่มีกิจกรรมล้อมวงเล่าเรื่องผี ผมมักที่จะไม่พลาดหยิบยกเรื่องนี้มาเล่าให้คนอื่นฟังต่อเสมอ โดยเรื่องที่ผมจะเล่าให้คุณได้ฟัง (ผมขอใช้คำว่า “ฟัง” แทนคำว่า “อ่าน” เพื่อให้ได้อรรถรสเสมือนว่าผมกำลังนั่งเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง และในขณะที่ฟังผมอยากให้คุณใช้จินตนาการร่วม โดยสมมุติว่าคนที่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวสุดสยองในคืนนั้นคือตัวของคุณเอง)

Advertisement

Advertisement

เพื่อเป็นการไม่เสียเวลามาเริ่มเรื่องกันเลยดีกว่า ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน...ทางโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ได้มีการรับนักศึกษาฝึกสอนเข้ามาใหม่ (นักศึกษาครุศาสตร์ชั้นปีที่ 5) ซึ่งตัวอาจารย์ฝึกสอนที่เล่าเรื่องสยองขวัญเรื่องนี้ให้ผมฟังแกชื่อ อาจารย์ไกร (นามสมมุติ) โดยก่อนจะเข้าเรื่องผมขอท้าวความถึงเรื่องนิสัยใจคอคร่าวๆของอาจารย์ท่านนี้กันก่อน อาจารย์ไกรแกเป็นคนที่มีนิสัยสนุกสนานเฮฮา และแกก็เป็นคนที่ชื่นชอบงานสังสรรค์รื่นเริงเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญประจำปี งานบวช หรือแม้แต่งานฉลองโบสถ์ต่างๆอาจารย์แกไปแทบทุกงาน เอาง่ายๆว่าที่ไหนมีงานฯที่ไหนมีเสียงดนตรีขอให้บอกแกไม่เคยพลาด โดยเฉพาะยิ่งงานไหนที่มีการจ้างหมอลำมาเพิ่มความสนุกสนานและสีสันในงานด้วยแล้ว ไม่ว่าหมอลำคณะนั้นจะเล็กหรือใหญ่อาจารย์ไกรแกไม่เคยพลาด

Advertisement

Advertisement

กิจวัตรของอาจารย์ไกรนอกจากเรื่องของการฝึกสอนแล้ว อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังข้างต้นด้วยความที่แกชอบความสนุกสนานรื่นเริงอยู่ตลอดเวลา หลังเสร็จจากภาระกิจและงานที่โรงเรียน แกก็ชอบออกไปเที่ยวไปสังสรรค์ตามประสาของแก บางครั้งแกก็ไปกับกลุ่มเพื่อนบ้าง ไปคนเดียวบ้างเป็นปกติ โดยที่ตัวแกไม่เคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดหรือผิดปกติแต่อย่างใด อีกอย่างแกก็ไม่ใช่คนที่กลัวผีมากมายอะไรนัก เพราะด้วยความที่แกไม่เคยเจอผีมาก่อนเลยในชีวิตแกเลยไม่ค่อยกลัว จนอยู่มาวันหนึ่งวันที่อาจารย์แกไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เจอก็มาถึง โดยในวันนี้เป็นวันก่อนวันคืนเดือนเพ็ญซึ่งก็น่าจะก่อนหลายวัน เพราะจากคำบอกเล่าของอาจารย์ท่านนี้ แกเล่าว่าในวันนั้นมีแสงจันทร์รำไรไม่สว่างมากนัก ทำให้พอที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆได้บ้างแบบเลือนราง โดยในคืนนี้แกก็ออกไปเที่ยวของแก่ตามปกติ แต่ไม่รู้ว่าประจวบเหมาะกับคราวซวยหรือคราวอะไร แทนที่คืนนี้จะเป็นคืนที่สุขสันต์ แต่มันกลับกลายเป็นคืนสุดสยองที่ทำให้อาจารย์แกต้องจดจำไม่มีวันลืม

Advertisement

Advertisement

ในค่ำคืนนี้อาจารย์แกได้เดินทางไปยังหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งเพื่อที่จะไปดูหมอลำที่ถูกจ้างมาแสดงในงานบุญประจำปี โดยระยะทางของหมู่บ้านนี้ห่างจากตัวบ้านพักของอาจารย์แกพอสมควร วันนี้แกออกเดินทางคนเดียวด้วยรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของแก ด้วยความที่หมู่บ้านนี้อยู่ห่างไกลอย่างที่บอกเพื่อนๆของแกเลยไม่อยากจะไปด้วยแกเลยต้องไปคนเดียว อาจารย์ไกรแกก็ขับมอเตอร์ไซค์ของแกมาเรื่อยๆไม่ได้รีบร้อนอะไร พอขับมาจวนจะถึงสะพานข้ามลำห้วยแห่งหนึ่ง ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณสองทุ่ม ด้วยความที่สะพานตรงจุดนั้นอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านที่มีงานบุญฯพอสมควร จึงทำให้บริเวณนั้นค่อนข้างที่จะมืด จะมีก็เพียงแต่แสงจันทร์ที่สาดส่องมายังพื้นถนนและสองข้างทางเท่านั้น (ก่อนอื่นผมขอคั่นกลางเล่าถึงลักษณะของสะพานนี้คร่าวๆกันก่อน สะพานนี้มีลักษณะคล้ายๆกับสะพานในรูปหน้าปก แต่ตรงราวสะพานจะเป็นปูนที่กว้างประมาณหนึ่ง กว้างพอที่คนจะขึ้นไปนั่งข้างบนได้)

อีกนิดเดียวก่อนจะถึงสะพานสายตาของอาจารย์ไกรก็ได้เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่บนราวสะพานฝั่งซ้าย ซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่ว่านี้มีลักษณะคล้ายกับคนที่กำลังนั่งห้อยขาอยู่บนราวสะพาน แต่ภาพที่เห็นก็ยังเลือนรางอยู่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ในความคิดแวบหนึ่งของอาจารย์ไกร ณ ขณะนั้น แกเล่าว่าแกคิดแค่ว่า “ใครกันที่มานั่งห้อยขาอยู่บนสะพานในที่เปลี่ยวๆแบบนี้” แต่ด้วยความที่อาจาร์ไกรแกเป็นคนที่ไม่เคยเจอผีมาก่อนเลยในชีวิต บวกกับระยะเวลาสั้นๆ แกเลยไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดว่าไอ้เจ้าสิ่งที่เห็นนั้นจะเป็นวิญญาณ ภูติผี หรือสัมภเวสีที่สิงสถิตอยู่ ณ บริเวณนั้น 

พอจังหวะที่รถมอเตอร์ไซค์ของอาจารย์ไกรเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ๆบวกกับแสงไฟจากหน้ารถ ก็ทำให้บางสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นจากเดิมที่เคยเลือนรางเริ่มเห็นชัดเจนขึ้น จนสามารถเห็นได้ว่าบางสิ่งที่เห็นก่อนหน้านี้ คือผู้ชายที่มีลักษณะผมยาวรุงรัง สวมใส่ชุดเสื้อผ้าเก่าๆเสื้อยืดกางเกงขาสั้นนั่งก้มหน้าห้อยขาอยู่ โดยที่ผู้ชายคนนั้นนั่งหันหน้าเข้าหาฝั่งถนน ด้วยความที่ผู้ชายคนนั้นผมยาวบวกกับนั่งก้มหน้า จึงทำอาจารย์ไกรสังเกตเห็นหน้าตาของผู้ชายคนนั้นได้ไม่ถนัดนัก เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่มอเตอร์ไซค์เคลื่อนที่มาจนถึงชายคนนั้นซึ่งระยะทางห่างกันไม่ถึง 2 เมตร 

ทันใดนั้น! เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ผู้ชายคนนั้นจากเดิมที่นั่งนิ่งๆไม่ไหวติง จู่ๆก็โน้มตัวมาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งกระโจนเข้าใส่รถมอเตอร์ไซค์ของอาจารย์ไกร อาจารย์ไกรร้องเสียงหลง เฮ้ย......ย! ณ ตอนนั้นรถมอเตอร์ไซค์ส่ายไปมา แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหลักล้มลง อาจารย์ไกรแกพรางหลับตาปี๋ เพียงแค่เสี้ยววินาทีสั้นๆที่แกหลับตา พอแกลืมตาขึ้นมาอีกทีผู้ชายคนนั้นก็ได้อันตรธานหายไป เหลือไว้เพียงความมืดและความว่างเปล่าเพียงเท่านั้น ซึ่งพอมาถึงตรงนี้อาจารย์แกรู้ตัวแล้วว่าแกเจอดีเข้าให้แล้ว อาจารย์ไกรไม่รอรีรีบบิดมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องหนีจากจุดๆนั้นสุดชีวิต จนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านที่มีงานบุญฯ แต่ช่วงแรกๆที่มาถึงอาจารย์ไกรแกยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ได้แต่เก็บความกลัวนั้นไว้คนเดียวเงียบๆ แกมาเล่าให้คนอื่นฟังก็ตอนที่เข้าไปขอค้างคืนกับบ้านชาวบ้านในระแวกนั้น ณ ตอนนั้นอาจารย์แกบอกว่าแกกลัวมาก กลัวจนไม่กล้าเดินทางกลับบ้านพักคนเดียว เลยไปขอค้างคืนกับชาวบ้าน เพื่อรอให้ถึงเช้าค่อยเดินทางกลับ (เป็นผมผมก็ไม่กล้ากลับ เกิดกลับตอนนั้นแล้วเจออีกรอบมีหวังช็อค)

พออาจารย์แกได้เล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับคุณลุงคุณป้าเจ้าของบ้านฟัง คุณป้าก็ได้เล่าเสริมขึ้นมาว่าตรงจุดนั้นเคยเกิดอุบัติเหตุและมีคนตายมาก่อน แต่ตัวของแกเองก็ไม่เคยได้ยินว่าจะมีชาวบ้านหรือใครพบเจออะไรแปลกๆตรงจุดนั้นในแบบที่อาจารย์ไกรเจอ  พออาจารย์ไกรแกได้ยินประโยคนี้แกก็ได้แต่เก็บความสงสัยและนึกในใจว่า "ทำไมถึงเป็นตัวเองทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเจอผีมาก่อนเลย หรือเขาแค่ต้องการจะมาขอส่วนบุญ แต่แค่มาขอส่วนบุญก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องหลอกกันถึงขนาดนี้" หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป อาจารย์ไกรแกก็ได้ไปทำบุญถวายสังฆทานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้วิญญาณดวงนั้น แต่แกก็ยังไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของวิญญาณดวงนี้อยู่ดี เพราะจากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็บอกแค่เพียงว่าตรงจุดนั้นเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีคนตาย แต่คนที่ตายก็ไม่มีใครรู้จักว่าเป็นใครหรือเป็นคนจากหมู่บ้านไหน

เรื่องมันก็มีอยู่ประมาณนี้ครับ เป็นยังไงกันบ้างครับหลังจากที่ฟังจบ เรื่อง “ใคร? บนสะพาน” เรื่องเล่าจากประสบการณ์การเจอผีครั้งแรกของอาจารย์ไกร ที่ผมนำมาเล่านำมาถ่ายทอดส่งต่อให้ทุกคนได้ฟังกัน ถูกอกถูกใจกันไหมครับ? หากใครที่อ่านแล้วถูกใจก็อย่าลืมติดตามและเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ เดี๋ยวไว้เจอคราวหน้าผมจะนำเอาเรื่องสนุกๆหลอนๆแบบนี้มาเล่าให้ทุกคนฟังกันอีกครับ 

Photo Credit: texashillcountry (Donkey Lady Bridge)