เชียงคาน เป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่แสนยิ่งใหญ่ในจังหวัดเลยและยังคงรักษาความเป็นท้องถิ่นดั้งเดิมของสิ่งปลูกสร้างและวัฒนธรรมพื้นบ้าน  เอาไว้ท่ามกลางความสงบเงียบของชุมชนและเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาไม่ได้ขาด  เมื่อใครได้หลงเข้ามาที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จะรู้สึกว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่งลงอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ดื่มด่ำกับธรรมชาติของสถานที่เข้าสู่จิตวิญญาณจนฝังอยู่ในจิตใจกลับไปแล้วก็ยากจะลืมจนต้องอยากกลับมาเยือนอีกหลาย ๆ ครั้ง

เชียงคานนอกจากเสน่ห์อันน่าหลงใหลในกลิ่นอายของความเป็นเมืองโบราณแล้ว เชียงคานยังห่อหุ้มไปด้วยเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ในอดีต ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อได้ลองค้นคว้าหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ จึงทำให้ทราบว่าเชียงคานเป็นเมืองโบราณ ที่มีพัฒนาการสืบเนื่องมามากกว่าหนึ่งพันปี ข้อมูลจากบันทึกทางประวัติศาสตร์บอกว่า เชียงคานก่อร่างสร้างตัวขึ้นราว ๆ พ.ศ.1400

Advertisement

Advertisement

ขุนคาน คือผู้ที่ก่อตั้งเมืองเชียงคานแห่งนี้ขึ้นซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่ราชอาณาจักรสำคัญอย่างล้านช้าง เวียงจันทร์ หลวงพระบาง หรือแม้กระทั่งอาณาจักรล้านนาจะสถาปนาความยิ่งใหญ่ขึ้นมา และยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้บันทึกไว้เกี่ยวกับความเป็นจริงที่ว่าร่องรอยแห่งอารยธรรมโบราณหลาย ๆ แห่งในแถบลุ่มน้ำโขงนั้นถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของอารยะธรรมมนุษย์แห่งแรก ๆ เหนือผืนแผ่นดินเอเซียอาคเนย์แห่งนี้

เชียงคานข้อมูลทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าเชียงคานเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในสมัยนั้น  ต่อมาอาณาจักรล้านช้างที่ยิ่งใหญ่ได้แตกแยกกลายเป็นสองอาณาจักรคืออาณาจักรเวียงจันทร์และอาณาจักรหลวงพระบาง ทางเวียงจันทร์ได้ตั้งเมืองเชียงคานเดิมซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนอาณาจักรหลวงพระบางก็ตั้งเมืองปากเหืองขึ้นมาเป็นเมืองหน้าด่านด้วยเช่นกัน ในขณะนั้นดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นถิ่นที่อยู่ของอารยะชนชาวสยามก็ได้เริ่มก่อร่างสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมาควบคู่กัน เมื่อถึง พ.ศ. 2320 อาณาจักรของชาวสยามเริ่มมีอำนาจและความเป็นปึกแผ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้โปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทร์ หลังจากตีเวียงจันทร์สำเร็จจึงได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต กลับมายังกรุงธนบุรีแล้วรวมทั้งสองอาณาจักรคือเวียงจันทร์และหลวงพระบางให้กลับมาเป็นอาณาจักรเดียวกันคืออาณาจักรล้านช้างและให้ขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศราชของสยาม จากนั้นจึงกวาดต้อนผู้คนจากหลวงพระบางให้มาอยู่ที่เมืองปากเหืองมากขึ้นแล้วโปรดเกล้าฯ ให้เมืองปากเหืองขึ้นอยู่กับเมืองพิชัยในขณะนั้น

Advertisement

Advertisement

เชียงคานต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทร์คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากราชอาณาจักรสยาม รัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพยกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมา เมื่อกองทัพของเจ้าอนุวงศ์พ่ายแพ้เจ้าอนุวงศ์จึงถูกนำตัวมาจองจำอยู่ที่กรุงเทพฯจนสิ้นชีวิตในที่สุด

เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์กับเมืองหลวงพระบางและได้เข้าปล้นสะดมเมือง เชียงคานเดิมที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ชาวเชียงคานเดิมจึงอพยพผู้คนไปอยู่เมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) เป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อเห็นว่าชัยภูมิเมืองเชียงคานใหม่ที่เมืองปากเหืองไม่มีความเหมาะสมผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพไปตั้งรกรากใหม่อยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของอำเภอเชียงคานปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า เมืองใหม่เชียงคาน

แก่งคุดคู้ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2430 ประเทศฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลเหนือลุ่มน้ำโขง โดยในปี พ.ศ. 2428 ฝรั่งเศสได้ดินแดนญวนทั้งหมดเป็นอาณานิคมและในปี พ.ศ. 2436 เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสใช้เรือปืนบีบบังคับให้รัฐบาลสยามในขณะนั้นยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ ด้วยตระหนักถึงภัยจากลัทธิล่าอาณานิคมผู้นำรัฐไทยจึงปฏิรูปการปกครองหัวเมืองอีสานใหม่โดยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลภายใต้การบริหารงานของข้าหลวงต่างพระองค์จากส่วนกลางเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเมืองเหนือดินแดนภายในพระราชอาณาจักร

ในช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปนี้ เชียงคาน มีสถานะเป็นเมืองชายแดนติดกับอินโดจีนของฝรั่งเศส รัฐบาลจึงเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดและปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองอยู่เสมอตามบริบททางการเมืองระหว่างประเทศ โดยในระยะแรกให้อยู่ในสังกัดเมืองพิชัย มณฑลพิษณุโลก ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 ไทยก็เสียดินแดนหลวงพระบางฝั่งขวาให้กับฝรั่งเศส

เชียงคานผู้คนทั้งหมดที่อยู่เมืองปากเหืองจึงอพยพมาบ้านท่านาจันทร์ นับแต่นั้นมาเมืองเชียงคานจึงเหลือชุมชนที่บ้านท่านาจันทร์เพียงแห่งเดียว ในปี พ.ศ. 2450 รัฐบาลไทยได้ปรับเปลี่ยนบริเวณลุ่มน้ำเหืองให้เป็นจังหวัดเลย แต่เชียงคานไม่ได้อยู่ในสังกัดเมืองใดเป็นเวลา 2 ปี เรียกว่า “เอกราชน้อยเชียงคาน” จนถึงปี พ.ศ. 2452 จึงตั้งเป็นอำเภอขึ้นกับจังหวัดเลยและดำรงสถานะนั้นมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวเกี่ยวกับเชียงคานมีอยู่ในบันทึกหลายฉบับ เนื่องจากเป็นเมืองชุมทางที่เชื่อมโยงหนองคายกับเมืองท่าสำคัญและสามารถติดต่อกับภาคกลางของไทยได้โดยเดินทางเข้าเมืองเลย ข้ามทิวเขาเพชรบูรณ์ลงสู่อำเภอหล่มสักแล้วล่องเรือตามลำน้ำป่าสักไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา

เชียงคานเมื่อทราบถึงประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงคานแล้วเรามารู้จักตัวตนคนเชียงคานกันบ้างนะคะ ในประวัติศาสตร์อิสาน กลุ่มคนที่มีบทบาทสร้างบ้านแปงเมือง คือกลุ่มคนลาวจากบันทึกของ มิสเตอร์ดับบลิว เจ อาร์เชอร์ ทำให้ทราบว่าคนพื้นเมืองที่นี่สืบเชื้อสายมาจากลาวพวนแถบเมืองหลวงพระบาง  ความแตกต่างระหว่างความเป็น ลาวหลวงพระบาง ของคนเชียงคานกับคนลาวทั่วไปในอิสานที่สืบเชื้อสายมาจากลาวเวียงจันท์และลาวจำปาศักดิ์อยู่ที่ธรรมเนียมประเพณีบางอย่างโดยเฉพาะภาษาพูด กลุ่มคนแถบนี้มีสำเนียงสูงกว่าแต่ฟังดูไพเราะนุ่มนวล คนท้องถิ่นจึงเรียกกลุ่มคนลาวแถบลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีว่า “ไทใต้” เพราะตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศใต้และเรียกตนเองว่า “ไทเชียงคาน” หรือ “ไทเลย” สำนึกนี้ได้นำความภาคภูมิใจมาสู่คนท้องถิ่นโดยถือว่าตนมีความเป็นลาวที่บริสุทธิ์เหนือกว่าลาวกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตามสิ่งที่คนเชียงคานและคนลาวกลุ่มอื่นมีร่วมกันคือความเชื่อและความศรัทธาในพระพุทธศาสนาผสมผสานกับความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณและศาสนาพราหมณ์ซึ่งก่อให้เกิดจารีตประเพณีที่มีวัตรปฏิบัติอันงดงาม บันทึกของ เอเจียน แอมอนิเย แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณที่มีต่อการแพทย์พื้นบ้าน เช่น การอยู่ไฟของมารดาหลังคลอดบุตร ความว่า  “เวลาเกิด หมอตำแยให้จัดตั้งเตาไฟเพื่อให้คนที่คลอดลูกอยู่ไฟและทำการบวงสรวงเจ้าถิ่นด้วยข้าวของ ข้าวแดง เทียน และธูปหอมที่มุมเตาไฟทั้ง 4 มุม คนที่คลอดลูกนั้นต้องดื่มน้ำร้อน แล้วประมาณเจ็ดหรือเก้าวันต่อมาก็จะมีการทำพิธีออกกรรมโดยการบวงสรวงเทวาอารักษ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีแล้วทุกคนมาชุมนุมเพื่อร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน”

เชียงคานเชียงคานในปัจจุบันนี้ยังเป็นเมืองในฝันของนักเดินทางและนักท่องเที่ยวอีกหลายคนที่ต้องการจะเดินทางเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตแบบท้องถิ่นและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังคงรักษาไว้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นประเพณีตักบาตรข้าวเหนียวที่แสดงถึงวิถีชาวพุทธของคนเชียงคานและเที่ยวชมความงามของวิถีชิวิตสองฝั่งโขงที่สงบเงียบ บ้านเรือนไม้เก่าที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ควรพลาดคือแก่งคุดคู้เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ถนนคนเดินเชียงคานแหล่งเดินชอปปิ้งและซื้อของฝากมีมุมสำหรับให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกไปพร้อมกับการเดินชิมอาหารพื้นเมืองโดยเฉพาะ กุ้งเต้น ซึ่งเป็นอาหารที่ใครมาถึงเชียงคานแล้วไม่ลองไม่ได้เลย และของฝากขึ้นชื่อที่จะลืมไม่ได้เลยคือ มะพร้าวแก้ว สินค้าโอทอปเลื่องชื่อของเชียงคานที่ใครชิมก็ต้องติดใจ

กุ้งเต้นเชียงคาน