เวลาที่ฉันไปนั่งเล่นกับปู่ แกจะชอบนำเรื่องราวในอดีตมาเล่าให้ฟังอยู่เสมอ แววตาและน้ำเสียงของแกแฝงไปด้วยความสุขเมื่อได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในความทรงจำเมื่อครั้งอดีตออกมาเป็นถ้อยคำ

ครั้งหนึ่งปู่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อตอนพ่อยังเป็นเด็ก แกไม่ค่อยได้มีโอกาสอยู่กับพ่อมากนักเพราะต้องเดินทางเอาวัวควายไปค้าขายจังหวัดอื่นในแถบภาคกลางและภาคตะวันออก การเดินทางแต่ละครั้งกินเวลาหลายเดือน ปู่จึงถือว่าเป็นตำนานของนายฮ้อยในยุคแรก ๆ

นายฮ้อย เครดิตรูปภาพจาก เว็บไซต์ประตูสู่อีสาน

ปู่เล่าว่า ‘นายฮ้อย’ นั้นมีที่มาจากคนสมัยก่อนเวลาค้าขายจะใช้เงินเหรียญเป็นตัวกลาง เงินเหรียญถูกเก็บไว้ในถุงผ้าเรียกว่า ‘ถุงไถ่’ ผูกร้อยเอาไว้ที่เอว เวลาเดินทางไปค้าขายชาวบ้านจึงเรียกพ่อค้าในสมัยนั้นว่า ‘นายร้อย’ เมื่อออกเสียงเป็นภาษาอิสานจึงเป็น ‘นายฮ้อย’

Advertisement

Advertisement

อาชีพนายฮ้อยเริ่มต้นในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ภาวะสงครามทำให้มีความต้องการข้าวในตลาดโลกมากขึ้นชาวนาภาคกลางต้องเร่งขยายพื้นที่ทำนาจึงต้องการใช้แรงงานวัวควายจำนวนมากและกองทัพญี่ปุ่นก็ต้องการขอซื้อวัวควายไปเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงทหารที่ประจำการในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน เรื่องนี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับรัฐบาลไทยสมัย ‘จอมพล ป พิบูลสงคราม’ เป็นอย่างมากเพราะขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปวัวควายในประเทศคงขาดแคลนจนต้องเรียกประชุมเป็นวาระแห่งชาติเพื่อจำกัดไม่ให้นำวัวควายออกนอกพื้นที่ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความต้องการของกองทัพญี่ปุ่นได้จนวัวควายในแถบภาคกลางลดน้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนภาคอีสานยังมีวัวควายอยู่จำนวนมากราคาก็ถูกแสนถูกชาวบ้านจึงรวมกลุ่มกันขึ้นมาเรียกว่า ‘นายฮ้อย’ ทำหน้าที่ซื้อวัวควายในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงแล้วรวบรวมไปขายยังภาคกลาง สมัยนั้นคนจะเป็นนายฮ้อยต้องมีคุณสมบัติหลายอย่างไม่ใช่คิดอยากเป็นนายฮ้อยก็เป็นได้เลย

Advertisement

Advertisement

นายฮ้อย เครดิตรูปภาพจาก เว็บไซต์ประตูสู่อีสาน

การค้าขายของนายฮ้อยจะเริ่มต้นหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวยาวไปถึงฤดูทำนาเพื่อป้องกันวัวควายไปเหยียบย่ำนาของชาวบ้าน เมื่อรวบรวมวัวควายได้พอประมาณแล้วเหล่านายฮ้อยทั้งหลายจะร่วมกันทำพิธีบายศรีสู่ขวัญผูกข้อต่อแขนและหาฤกษ์ยามก่อนต้อนฝูงวัวควายออกไปขายนายฮ้อยที่เข้าร่วมทำพิธีจะต้องดื่มน้ำสาบานร่วมกันเพื่อแสดงความซื่อสัตย์สุจริตและสัญญาว่าจะไม่เอาเปรียบคดโกงกัน จากนั้นก่อนออกเดินทางก็จะสั่งเสียภรรยาให้อยู่ดูแลบ้านช่องและลูก ๆ ให้ดี

นายฮ้อยขบวนวัวควายที่นำไปขายแต่ละครั้งมีจำนวนหลายร้อยตัวบางเที่ยวมีมากถึงพันตัวการเลือกนายฮ้อยจึงต้องคัดสรรผู้ที่มีลักษณะเหมาะสม คุณสมบัติเบื้องต้นของนายฮ้อยคือต้องผ่านการบวชเรียนมาก่อนเพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีโรงเรียนดังนั้นคนบวชเรียนมาคือคนที่มีความรู้และยังต้องมีความรู้เฉพาะทางในการดูลักษณะวัวควายที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สามารถอ่านออกเขียนได้ พูดสื่อสารภาษากลางได้ มีความรู้และชำนาญเส้นทาง นอกจากนี้หากมีความสามารถด้านคาถาอาคมวิชาป้องกันตัวจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันเหตุเพศภัยที่จะเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง

Advertisement

Advertisement

นายฮ้อยในสมัยนั้นต้องต้อนฝูงวัวควายเดินด้วยเท้าโดยมีจุดหมายปลายทางส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นตลาดนัดวัวควายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น ด้วยระยะทางที่ยาวไกลระหว่างทางจึงอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นหลายอย่าง เช่นว่าวัวควายที่ต้อนไปบางตัวเกิดเจ็บป่วยรักษาไม่หายล้มตายลงระหว่างทางทำให้ขาดทุนป่นปี้ก็มี แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือพวกโจรที่คอยดักปล้นทำร้ายอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะเขตอำเภอปากช่องในสมัยนั้นจัดเป็นพื้นที่สีแดงที่ต้องระวังเป็นพิเศษนายฮ้อยทุกคนจึงต้องพกดาบพกปืนไว้คอยป้องกันตัวและทรัพย์สิน ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกผู้ชายต้องไว้ลายกันสักหน่อย

นายฮ้อยเมื่อขายวัวควายจนหมดแล้วนายฮ้อยจะพากันเดินเท้าจากอำเภอพนัสนิคมมาที่หัวลำโพงเพื่อนั่งรถไฟกลับสู่อิสาน ระหว่างรอเพื่อนพ้องที่ยังขายไม่หมดตามมาสมทบในภายหลัง เหล่านายฮ้อยจะพากันไปซื้อหาเสื้อผ้าเครื่องประดับเพื่อนำกลับไปเป็นของฝากลูกเมียที่บ้าน ปู่เล่าว่าของฝากที่ทำให้ย่าประทับใจที่สุดในตอนนั้นเป็นสร้อยคอทองคำแท้เส้นยาวมากจนพันรอบคอได้ถึงสามรอบ

ในระหว่างที่เดินทางกลับ หัวหน้านายฮ้อยจะส่งคนมาแจ้งข่าวให้ทางบ้านรู้ล่วงหน้าว่าจะเดินทางมาถึงเวลาเท่านั้นเท่านี้  เมื่อเดินทางเข้าใกล้หมู่บ้านประมาณสองสามกิโลเมตรก็จะจุดประทัดหรือยิงปืนขึ้นฟ้าเสียงดังเป็นสัญญาณให้คนในครอบครัวรู้ว่าใกล้จะเดินทางมาถึงแล้วให้เตรียมตัวออกมาต้อนรับ ฝ่ายลูกเมียพ่อแม่ที่รออยู่บ้านเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณต่างก็พากันดีใจชวนกันเดินทางออกมารอรับขบวนนายฮ้อยด้วยความปีติยินดีที่ทุกคนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ภรรยาบางคนถึงกับน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มดีใจที่ได้รับของฝาก จากผู้เป็นสามี

พอปู่ย่างเข้าสู่วัยชราพ่อจึงต้องเข้าสืบทอดตำแหน่ง ‘นายฮ้อย’ ประจำตระกูลแทน ปู่บอกว่าพ่อรักวัวควายเป็นที่สุดตอนเด็ก ๆ ให้ไปโรงเรียนก็ไม่ยอมไปเรียนหนังสือชอบหนีเรียนมาขลุกอยู่กับ ‘พ่อตู้หม่อน’ หรือคุณตาทวดของฉันทั้งวัน เพื่อช่วยเลี้ยงวัวเลี้ยงควายดูแลหาน้ำหาหญ้าให้มันกิน เมื่อโดดเรียนบ่อย ๆ เข้า โรงเรียนก็เรียกปู่ไปเตือน ปู่จึงจำใจต้องให้พ่อออกจากโรงเรียนมาเลี้ยงวัวซะเลยเพราะหมดหวังจะให้พ่อเรียนหนังสือสูง ๆ เพื่อโตไปเป็นเจ้าคนนายคนแล้ว