การเดินทางมักพาเราไปสู่ที่ใดที่หนึ่งที่เราคาดไม่ถึงเสมอ แม้แต่ที่ๆ เราไม่เคยคิดจะไปเพราะคนรอบตัวเราไม่เคยไปกันเลยก็ตาม

 

ตอนไปพักที่เชียงคาน ก็ได้ยินมาว่าสามารถข้ามฟากไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้จากท่าเรือข้ามแม่น้ำโขงแถวนี้ เพื่อนๆ หลายคนที่พักอยู่เชียงคาน ดูเหมือนจะไม่เคยลองเดินทางข้ามไป เมืองชะนะคาม มาก่อน ด้วยเพราะเขาคิดว่า “ไม่มีอะไรมาก เมืองเล็กๆ” แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยใคร่รู้อยู่ดีว่าเมืองที่ว่าเล็กๆ และไม่มีอะไรเนี่ย จะถึงขั้นไม่มีอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวเลยเหรอ เมื่อมีวันว่างวันหนึ่งก็เลยตัดสินใจลองข้ามแม่น้ำโขงไปเที่ยวเมืองชะนะคาม โดยการจะข้ามไปได้ ก็ต้องไปทำการติดต่อขอทำใบอนุญาติเข้าประเทศเขาจากตรวจคนเข้าเมืองบ้านเรา ซึ่งถ้าจำไม่ผิดจะเสียประมาณ 40 บาท แล้วจากนั้นถึงจะเดินทางข้ามไปได้ โดยเสียค่าเรือข้ามฝากประมาณ 100 บาท 

Advertisement

Advertisement

หน้าต่างรับลมตอนที่ขึ้นเรือก็มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติขึ้นไปบนเรือจำนวนหนึ่ง และมีการดูแลความปลอดภัยเป็นอย่างดีแม้ว่าจะเป็นการข้ามฝากระยะสั้นๆ แต่ก็มีการแจกเสื้อชูชีพให้แก่นักท่องเที่ยวเอาไปใส่เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน การข้ามฝากในระยะสั้นๆ ทำให้เป็นอีกครั้งที่ผมได้สัมผัสสายน้ำของแม่น้ำโขงผ่านสายตา แน่นอนว่าเวลาที่นั่งเรือเรายื่นมือไปสัมผัสกับสายน้ำไม่ได้ ทำได้ก็แต่มองเท่านั้น แต่การได้มองเห็นเรือที่ตัวเองนั่งค่อยๆ แล่นผ่านสายน้ำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกเหมือนเราได้หลุดออกไปจากโลกที่วุ่นวาย เหลือเพียงแต่ความสงบและเสียงเครื่องยนต์เบาๆ เมื่อเรือขับเคลื่อนไปข้างหน้า 

บ้านพักอาศัยของชาวบ้านในเมืองชะนะคามพอข้ามไปถึงฝั่งลาว ทำเรื่องเอกสารอะไรอีกเล็กน้อย ซึ่งก็แอบมีความน่ากังวลเพราะท่าทางของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองมีความจริงจังมาก และขั้นตอนต่างๆ แม้ว่าจะเป็นไปตามระบบราชการแบบที่คล้ายๆ ไทย แต่ด้วยภาษาเขียนที่ต่างกัน ทำให้มีความแอบไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรผิดหรือเปล่า แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ราบรื่นดี

Advertisement

Advertisement

 

ทางด้านหน้าตรวจคนเข้าเมืองของทางฝั่งลาว ก็จะมีรถรับจ้างสามล้อหลายคันคอยให้บริการอยู่ และสามารถเหมาให้วิ่งพาไปเที่ยวตามจุดต่างๆ ของเมืองได้ในราคา 400 บาท ซึ่งถ้าคุณมากันหลายคน อย่างเช่นมากันสัก 3-4 คน ก็อาจจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหน่อย แต่ถ้าเป็นกรณีที่มาคนเดียวอย่างผม ก็อาจจะเป็นการลงทุนที่แพงไปหน่อย อันที่จริงแล้ว ผมจะลองหาเพื่อนคนไทยแถวนั้นแล้วชวนให้มาแชร์แล้วไปด้วยกันก็ได้ แต่ในจังหวะนั้นดันออกแนวอยากไปคนเดียวมากกว่า ก็เลยตัดสินใจว่า ไปคนเดียวอาจจะดีกว่า เพราะอยากจะไปแวะจุดไหนก็แวะได้ง่ายๆ ไม่ต้องถามความเห็นของเพื่อนร่วมทาง ก็เลยออกเงินค่าเหมารถไปเลยคนเดียวเพียวๆ ครับ ซึ่งก็เห็นใจเพื่อนคนไทยบางคนเหมือนกันที่มีมาเป็นคู่อยู่คู่หนึ่ง แล้วเขาก็คงอยากให้มีคนมาช่วยแชร์ แต่มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจจริงๆ เพราะการแชร์ย่อมหมายถึงการเดินทางร่วมกัน และผมก็ไม่สะดวกใจที่จะเดินทางร่วมกับคนแปลกหน้าซะด้วย 

Advertisement

Advertisement

เรือบนแม่น้ำโขง

ระหว่างที่นั่งรถไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเมืองชะนะคามเป็นเมืองที่สงบดี ผู้คนก็ดูเป็นมิตร จริงๆ แล้วก็ไม่ต่างจากตำบลหรือหมู่บ้านเล็กๆ ในบ้านเราเท่าไหร่นัก และการที่เรามีภาษาพูดใกล้เคียงกันก็ทำให้แม้จะเป็นการเดินทางมายัง "เมืองนอก" แต่ก็มีความสบายใจไม่น้อย

 

และเมื่อได้ลองเดินทางผ่านการนำเที่ยวชองรถสามล้อ ก็พบว่าเมืองชะนะคามนั้น ถ้ามองในมุมของบางคน ก็ถือว่าไม่มีอะไรจริงๆ เพราะที่ๆ เขาพาไปก็มีเพียงวัด 2-3 แห่ง และตลาดสดที่หน้าตาก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเรา การไปเที่ยวจึงออกแนวไปชื่นชมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมภายในวัดต่างๆ ของชะนะคาม ที่จะว่าเหมือนของวัดบ้านเราก็มีความเหมือนอยู่ แต่ก็มีจุดต่าง จุดที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองก็ว่าได้เหมือนกัน วัดหลายแห่งมีความเรียบง่ายและมีความสงบเหมาะที่จะมาปฎิบัติธรรมจริงๆ

 

ตัวพี่ที่ขับสามล้อแม้จะไม่ได้คุยด้วยกันมากมายอะไร แต่ก็เป็นมิตรและมีความใจเย็นเป็นอย่างดี เข้าใจหากว่าเราจะอยู่ในที่ใดที่หนึ่งนานกว่าคนอื่นๆ และนอกจากนี้เขายังมีความสุภาพนุ่มนวล ซึ่งเป็นส่วนช่วยให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี

ถนนหนทางในชะนะคามจุดที่น่าจะเรียกว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายก็คือ เมืองชะนะคามไม่ค่อยมีถนนที่ดี พื้นที่หลายจุดเป็นดินสีแดงและฝุ่นที่เกิดจากดินเหล่านั้นก็พากันมาเกาะจับต้นไม้ใบไม้จนกลายเป็นสีแดงตามสีของดินไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่ว่าทำไมเมืองถึงมีลักษณะแบบนี้ ต่อไป ถ้ามีการทำถนนให้ดีขึ้น ปัญหาเหล่านี้ก็น่าจะหมดไป 

ใบไม้ที่เป็นสีแดงเพราะฝุ่นที่สุดท้ายที่ไปก่อนจะกลับไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองคือตลาดสด ซึ่งก็มีของซื้อของขายแบบตลาดบ้านเรา ทั้งผัก ผลไม้ ของใช้ต่างๆ รวมไปถึงเสื้อผ้า,กางเกง,รองเท้า,กระเป๋า หรือแม้แต่ของที่ระลึกที่สามารถซื้อเอาไปฝากเพื่อนได้ มีร้านกาแฟที่ขายชานมไข่มุกด้วย เลยอดไม่ได้ที่จะขอลองชิมหน่อย ไม่รู้ว่าเพราะแม่ค้าดูเหมือนอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า รสชาติของชานมไข่มุกจึงออกมาจืดชืดน่าผิดหวัง ไม่มีทั้งความหวานความเข้มของนม และมีความเป็นชาแบบจืดจาง ไข่มุกก็ดูไม่สดเอาเสียเลย แต่ถ้าพิจารณาจากราคา 20 กว่าบาทก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียดายอะไร อ๋อ ตลาดนี้ใช้เงินบาทไทยซื้อของได้ครับ ไม่ต้องไปแลกอะไรจากที่ไหนเพื่อมาซื้อ 

ร้านกาแฟในตลาดการเดินทางท่องเที่ยวเมืองชะนะคามจบลงในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษๆ และหมดเงินไปประมาณ 600 กว่าบาท โดยรวมแล้วไม่เสียดายเงินครับ เพราะถือว่าได้มาเรียนรู้ได้มาสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเอง อย่างน้อยการได้เห็นได้มาสัมผัสเมืองเล็กๆ เมืองนี้ ก็ทำให้คำถามอันหนึ่งในใจได้หายไปเสียที การได้มารู้มาเห็นก็ดีกว่าการจินตนาการเอาเองเสมอ