ทุกคุณรู้สึกกังวลใช่ไหม? เกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ผมได้อ่านบทความหลายๆบทความที่พูดถึงการรับมือกับสถานะการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จึงอยากนำมาแบ่งปันให้กับผู้อ่าน เพื่อควบคุมความกลัวของตัวเรา ต่อสถานการณ์เรื่องโควิทนี้ #เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน

ความเครียดสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเราเป็นคล้ายดังระเบิดลูกเล็กๆ อย่างไรก็ตามเมื่อมีความเครียดสะสมอย่างที่เป็นอยู่กันในขณะนี้ ประสิทธิภาพทของระบบภูมิคุ้มกันจะช้าลงและลดลง ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเราจะหมดแรงและไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าที่ควร เมื่อเรามีเครียดอยู่เป็นเวลายาว และเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของตัวเรามีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคและทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกความเครียดเข้าครอบงำ อาจส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น 

ความเครียดและความวิตกกังวลส่วนใหญ่ที่เราพบไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นการที่เราตีความหมายจากปัจจัยภายนอก เช่นว่า ในขณะที่เขียนบทความนี้ชั้นวางสินค้าในห้างจะว่างเปล่าแต่ไม่ได้หมายความว่าของทั้งโลกมันจะหมดไป และแม้จะมีข่าวและมีสถิติที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันเกี่ยวกับ covid-19 ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น สิ่งต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเราจำเป็นต้องปรับตัว มันสำคัญมากที่จะเราต้องปลอดภัยและปฏิบัติตามแนวทางด้านสุขภาพเพื่อปกป้องตัวเองและผู้อื่นในสังคม

Advertisement

Advertisement

อย่างไรก็ตามการที่เรามีความวิตกกังวลมากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพของตัวเรา แต่มันยังรวมถึงความสามารถในการทำงานของตัวเราอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมองที่วิตกกังวลจะทำให้ความสามารถของการสร้างสมาธิลดลง ทำให้การแก้ปัญหาไม่ดีเท่าที่ควร อาจเป็นตัวนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ในชีวิตส่วนตัวและอาชีพการงานได้

Advertisement

Advertisement

ดังนั้นเราจะทำอย่างไร ต่อไปนี้เป็น 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณรับมือกับความวิตกกังวลในเรื่อง covid-19 ได้ดีขึ้น:

ความกลัวภาพโดย pasja1000 จาก Pixabay

1. เริ่มปฏิบัติตัวในการลดระดับความเครียดของคุณ
ความเครียดเพิ่มความวิตกกังวล ให้คิดว่าความเครียดของคุณที่เป็นอยู่ มันอยู๋ในระดับไหนตั้งแต่ 0 (ไม่เครียดเลย) ถึง 10 (ความเครียดสูงสุดที่คุณเคยเครียดมากที่สุด) มันเป็นมาตราวัดผลส่วนตัว แต่สำหรับตัวผม ผมเรียกนับเอาระดับ เจ็ดหรือสูงกว่านั้นเป็น "โซนสีแดง" และเมื่อเราอยู่ในโซนสีแดงความคิดของเราจะเป็นไปในทางลบมากกว่า และนั่นทำให้เกิดความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ความคิดเชิงลบจะช่วยสะสมให้ความวิตกกังวลขมวดกันเข้าไปคล้ายเหมือนเกลียวเชือกที่ยากจะคลายออกได้ง่าย.

วิธีการสำคัญคือไม่ต้องรอจนกว่าตัวเราจะเข้าไปอยู่ในโซนสีแดง แต่จะเน้นที่ระดับความเครียดของเราก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั่น คนแต่ล่ะคนจะแสดงสัญญาณของระดับความเครียดที่สูงขึ้น ซึ่งแตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น บางคนอาจรู้สึกปวดหัวขึ้นมา หรือ เริ่มที่จะกัดฟันหรือกระดิกขา เป็นต้น

Advertisement

Advertisement

ไม่ว่าจะเป็นอะไรจงตระหนักถึง “ภาษากายที่แสดงออก” ของตัวเรา จากนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราสังเกตเห็นว่าระดับความเครียดของเราเพิ่มขึ้นให้ทำสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและเป็นประโยชน์ในการลดความเครียดนั้น เช่น กระโดดขึ้นบนเตียงไปงีบ ไปเดินเล่น ฟังเพลงโปรดและร้องเพลงแหกปากเต้นรำไปรอบๆ บ้าน ดูวิดีโอตลกๆ ที่จะทำให้คุณหัวเราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย.

2. จำไว้ว่าตัวเราไม่ใช่คนไร้ประโยชน์
คุณเคยคิดจะช่วยเหลือใครสักคนไหม โดยที่เราไม่สามารถทำและช่วยเหลืออะไรได้ นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกเครียดและเป็นกังวลได้เช่นกัน

คำพูดนึงทางจิตวิทยาที่ไม่มีประโยชน์ที่มักจะพูดว่า “ ฉันทำไม่ได้ และฉันรู้สึกแย่มาก” การไร้ความสามารถที่เรียนรู้อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

คุณอาจรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เราสามารถทำได้ในช่วงเวลานี้ที่ไม่เคยมีมาก่อน สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ว่ามีหนทางอยู่อย่างน้อยสองทางเสมอในการจัดการกับปัญหาใดๆ หนึ่งนั้นคือการโฟกัสไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้น ให้คุณเปลี่ยนลักษณะปัญหาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ในขณะนี้ที่เรายังไม่สามารถรักษา COVID-19 ได้ คุณสามารถทำในส่วนของตัวเราเองได้ด้วยการเว้นวรรคทางสังคม (social distancing) ยืนห่าง กินร้อน ช้อนกรู ล้างถูมือบ่อยๆ 

อีกอย่างคือกลยุทธ์ที่เรียกว่าการรับมือกับอารมณ์ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของคุณต่อเหตุการณ์ การอยู่นอก Red Zone โดยลองทำหาวิธีการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ฝึกฝนการขอบคุณตัวเองและสิ่งต่างๆรอบตัว มีความความกตัญญูต่อบุพการี ต่อคนรัก สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่จะทำให้อารมณ์ดีขึ้น แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนปฏิกิริยา หรือ การกระทำของตัวเราได้ และนั่นสามารถช่วยลดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นของเราได้.

covidรูปภาพ Gerd Altmann จาก Pixabay

3. จงใช้เหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์นำทาง

ความกังวลเป็นจุดเริ่มในความวิตกกังวล ความคิดที่ว่า "ถ้ามันเกิดขึ้น" (what if) มีบางสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เช่น "กรูติดหรือยังว่ะ" หรือ “ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสิ่งนี้คงอยู่เป็นเดือนและนานต่อไป?” คำเหล่านี้มันสามารถขยายและเพิ่มความวิตกกังวล เมื่อเราคิดคำว่า "ถ้าเกิดอะไรขึ้น" เรามักจะตอบสนองทางอารมณ์ราวกับว่าสิ่งที่เรากลัวอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สมมุติว่าผมใส่เสื้อหนาวในฤดูร้อน ลองจินตนาการว่าเป็นฤดูร้อนและอุณหภูมิภายนอกเกิน 40 องศา สมมุติว่าคุณเห็นใครบางคนใส่เสื้อคลุมยาว ใส่ผ้าพันคอและหมวกคลุม คุณไม่คิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างแปลกๆ กับคนๆ นี้หรือป่าว และถ้าคนๆนั้นบอกคุณว่าพวกเขาเพิ่งเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวที่จะมาถึงในอีกสี่เดือน มันสมเหตุสมผลใช่ไหม? เราจะเสียเหงื่อเป็นเวลานานกว่าสี่เดือน  จนเมื่ออากาศจะหนาวเย็นพอที่จะต้องใส่เสื้อหนาว มันก็คงทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวโดยไม่จำเป็น และนั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราเมื่อเรายึดติดกับคำว่า "ถ้ามันเกิดขึ้น" เราก็คงมีอารมณ์ราวกับว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม

ถีงแม้ว่าจะมีความรู้สึกแตกต่างกัน ระหว่างการมีหรือไม่มีเสื้อกันหนาวในตู้เสื้อผ้า เมื่อเราต้องการ สิ่งสำคัญที่ผมจะพูดก็คือเราควรจะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด และทำตามขั้นตอนเพื่อป้องกันตัวเรา หรือสร้างระบบการแก้ไขหากสถานการณ์นั้นเกิดขึ้น แต่ อย่าแสดงอารมณ์ราวกับว่าความกลัวเหล่านั้นใกล้เข้ามาแล้ว ก็เหมือนกับว่าเราสวมเสื้อกันหนาวเมื่อมันอากาศร้อนจัด.

4. เปลี่ยนความคิดลบของคุณ “ถ้ามันเกิดขึ้น” เป็นความคิดบวก “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า”

ลองตั้งคำถามที่แตกต่างกันด้วยตัวคุณเอง ลองเปลี่ยนความคิด “ ถ้าเรื่องร้ายนี้เกิดขึ้นล่ะ ” จากความคิดเรื่องลบ ลองเปลี่ยนความคิดไปที่เป้าหมายที่น่าตื่นเต้นหรือเร้าใจขึ้นด้วย การเปลี่ยนคำถาม ตัวอย่างเช่น “ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสิ่งดีๆมาจากสิ่งนี้ ” หรือ “ จะทำกิจกรรมอะไรถ้าครอบครัวของเราถูกกักบริเวณร่วมกัน ” นี่คือคำถามที่คุณต้องการให้คำตอบเป็นเรื่องดี และเป็นเรื่องจริง.

thinkรูปภาพโดย Mylene2014 จาก Pixabay

5. เลิกติดตามเรื่องที่สร้างความตื่นตระหนก!
เลิกติดตามเนื้อหา และ ประเด็นเชิงลบเหล่านั้นบนสื่อโซเชียลมีเดีย ปิดข่าว อยู่ให้ห่างจากเว็บไซต์ หรือ สถานที่ที่ทำให้คุณรู้สึกกังวลมากขึ้น, ปิดเสียงข้อความ, กด "ลบ" ความคิดเห็น หรือ "Unfriend" เพื่อนที่ทำให้คุณรู้สึกผิดหวัง ตัวคุณต้องให้ความสำคัญใน #เรื่องสุขภาพจิต ของตัวเองเป็นอันดับแรก!

6. วิเคาระห์ ความแตกต่างของ ความเป็นไปได้ และ ความน่าจะเป็น

มีความแตกต่างระหว่าง ความเป็นไปได้ และ ความน่าจะเป็น เพราะการรับรู้ ข้อมูลข่าว (ข้อเท็จจริง) และ ข่าวลวง (fake new) สามารถทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ในขณะที่สถิติตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเป็นรายชั่วโมง มันไม่น่าเป็นไปได้ที่คุณจะติดไวรัสและมีอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรง

ดังนั้นควรปฏิบัติตามข้อควรระวัง เพื่อหยุดโอกาสที่จะติดเชื้อหรือแพร่เชื้อไวรัส อยู่บ้าน (Stay at Home) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณป่วย ล้างมือบ่อยๆ และ ใส่ผ้าปิดปาก ปิดปากเมื่อไอ ทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสอย่างสม่ำเสมอ อย่ากังวลกับอาการป่วยที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามคำแนะนำจากบุคคลากรทางการแพทย์.

7. ใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้

คุณคิดอยู่เสมอไม่ใช่หรอ ที่หวังว่าคุณจะมีเวลามากขึ้นที่จะ ... ใช้เวลากับครอบครัวของตัวเอง, ได้ออกกำลังกาย, นั่งสมาธิ, ทำความสะอาด และอีกหลายอย่างที่คาดหวังไว้ ตอนนี้ความคิดของคุณได้สมหวังแล้ว! พยายามดื่มด่ำช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงนี้ และ ทำสิ่งที่คุณอยากทำ เมื่อตัวเราได้ถูกปล่อยวางจากการงานที่ผูกมัดตัวเราไว้ จงเพลิดเพลินไปกับเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง ก็จะช่วยลดความกังวลของคุณลงไปได้

เดี่ยวรูปภาพโดย Pexels จาก Pixabay

       ในขณะที่เราไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกได้ แต่เราสามารถควบคุมความกังวลของตัวเราได้ ลองใช้เคล็ดลับเหล่านี้เพื่อลดความทุกข์ของเราเพื่อให้ตัวเรารู้สึกดี และ ทำงานได้ดีขึ้น.

และจำไว้ว่าชีวิตมีช่วงเวลาขึ้นและลง มันเป็นเพียงวิถีชีวิต เมื่อเรารู้สึก “ ตกต่ำ” และรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้โปรดจำไว้ว่าสิ่งต่างๆ จะดีขึ้น นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ให้ตัวเองดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเราให้สมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ เพื่อรอเวลา "ขาขึ้น" จะมาถึง.

เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน

เจตนิพิฐ